ข้ามไปเนื้อหา
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
  • ประกาศ

    • kumponys

      ห้ามลงโฆษณา งาน Parttime / พวกลดน้ำหนัก / พวกรับจ้างมาโพสต์

      หลังๆ ดูเหมือนจะมีพวกรับจ้างโพสต์โฆษณา ประเภทที่โพสต์ทิ้งไว้ทุกเวป ซ้ำๆซากๆ จนกลายเป็นขยะ online ไปทั่วประเทศทั่วโลก ที่เห็นบ่อยๆ เห็นจะเป็นพวก ลดความอ้วน พวก Parttime ทั้งหลาย เพื่อความสงบเรียบร้อย ขออนุญาต ไม่รับโฆษณาประเภทนี้ และจะถูกกำจัดออกไปอย่างเร็ว รวมถึงจะพิจารณาแบนสมาชิก ที่สมัครเข้ามาโพสต์โฆษณาประเภทนี้ทันที
kumponys

In Gold We Trust! - คือทองคำที่เรามั่นใจ!

โพสต์แนะนำ

in-god-we-trust.jpgบนธนบัตรหรือเหรียญเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะมีประโยค IN GOD WE TRUST ให้เห็นเสมอ ประมาณว่า ดอลล่าร์นี่แหละประหนึ่งพระเจ้าที่เราเชื่อใจ พอมาเห็นบทความของคุณ ริก มิลส์  ใน GOLD-EAGLE จั่วหัวว่า IN GOLD WE TRUST ซึ่งแน่นอน แกคงแขวะสถานะเงินดอลล่าร์ในปัจจุบัน ว่าฉันไม่เชื่อแก ฉันเชื่อทองมากกว่า ผมก็เลยอดไม่ได้ที่จะเก็บมาเล่า เอามาฝากอีกเรื่อง 

ทองคำในฐานะเงินอีกสกุลหนึ่ง

เพราะคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้ทองเป็นหนึ่งในโลหะแรกๆที่ถูกพบโดยมนุษย์ ในยุคแรกทองสามารถได้ทั่วไปหรืออาจติดมาตามก้อนดินทำให้ชาวบ้านทั่วไปต่างก็เก็บเอา ร่อนเอาได้ง่ายๆ นักประวัติศาสตร์เห็นตรงกันว่าอียิปต์น่าจะเป็นชาติแรกที่เริ่มถลุงทองแล้วเอามาทำเป็นเครื่องประดับโดยใช้เทคนิคการละลายขี้ผึ้ง หน้ากากทองคำของฟาโรห์ตุตันคาเมนเป็นหนึ่งในงานฝีมือที่สวยงามและน่าทึ่งของช่างฝีมือในสมัยอียิปต์ คนอียิปต์ยังรู้จักการผสมทองกับโลหะชนิดอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งและเปลี่ยนสีอีกด้วย

เพราะทองหายากและมีค่า เลยมีไอเดียที่จะเอาทองมาอัดเป็นเหรียญ เพราะเหรียญทองพกพาสะดวกและมีความคงทน มันเลยถูกยอมรับเป็นเงินตราในยุคต้นๆ ทองถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เป็นหน่วยบัญชี และเป็นเครื่องมือในการเก็บรักษามูลค่าสินทรัพย์ให้เรา

จีนในยุคโบราณ ชาวลิเดียน(ในตุรกี) กรีก และโรมัน ต่างก็ใช้ทองเป็นสกุลเงิน จักรวรรดิโรมันเป็นอารยธรรมแรกๆ ที่ยอมรับทองเป็นเงินตรา บันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าจักรพรรดิจูเลียส ซีซาร์ ขนทองกลับมาจำนวนมากหลังจากมีชัยเหนือพวกกอลในสงคราม เขาใช้ทองเหล่านั้นจ่ายหนี้ของโรมทั้งหมดแถมยังให้ทหารอีก ตกคนละ 200 เหรียญเลย

เวลาผ่านไป หลายประเทศหันมาใช้เงินกระดาษกัน พวกเขาคิดว่าควรจะกำหนดหน่วยสกุลเงินเทียบกับน้ำหนักทองขึ้นมา  ระบบนี้รู้จักกันในชื่อ มาตรฐานทองคำ อังกฤษเป็นประเทศแรกที่เริ่มใช้ระบบนี้แล้วประเทศอื่นก็เริ่มใช้ตาม พอถึงศตวรรษที่ 19 ทุกประเทศก็ใช้ระบบนี้ตามกันหมดยกเว้นจีน  สกุลเงินของแต่ละประเทศสามารถแปลงค่าเป็นทองได้อย่างเสรีในราคาคงที่ค่าหนึ่ง และการนำเข้าหรือส่งออกทองดำเนินไปอย่างไม่มีขีดจำกัด

 

BRETTON-WOODS.jpgข้อตกลงที่เบรตตันวูดส์

กรกฎาคม 1944  ตัวแทนจาก 44 ชาติเข้าร่วมประชุมว่าด้วยเรื่องการเงินและการคลังแห่งสหประชาชาติที่เบรตตันวูดส์, นิวแฮมเชอร์  และตกลงจะ 'ตรึง' สกุลเงินของตัวเองเป็น ดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งเป็นเพียงเงินสกุลเดียวที่แข็งแกร่งพอรับมือกับความต้องการทำธุรกรรมการเงินของนานาชาติที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก 

สิ่งที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐดึงดูดความสนใจให้ใช้เป็นสกุลเงินสากล, สกุลเงินสำรองของโลก คือทอง 1 ออนซ์มีค่าเท่ากับดอลลาร์ 35 ดอลล์  และทองจะถูกเก็บรักษาไว้ในคลังของสหรัฐ (เสร็จโจร 55)

จากวิกฤตการณ์อ่าวตังเกี๋ยปลายปี 1964  และสงครามเวียดนามปี 1965 ค่าใช้จ่ายทางการทหารของสหรัฐก็พุ่งกระฉูด ประกอบกับค่าใช้จ่ายโครงการสวัสดิการสังคมของประธานาธิบดี ลินดอน เบนส์ จอห์นสัน และการไม่เพิ่มภาษีเลย เมื่อสงครามเวียดนามทวีความรุนแรงขึ้นในปี 1968 ทำให้เกิดความกดดันใหม่ต่อดอลลาร์สหรัฐ  สหรัฐอเมริกา เป็นหนี้มหาศาลกับทั้งโลก การเก็งกำไรในค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐทวีความรุนแรง ธนาคารกลางประเทศอื่นเริ่มไม่อยากจะยอมรับค่าเงินดอลลาร์ในเวลานั้นแล้ว และระบบดอลลาร์ก็เลยพังลง

ปี 1971 ประธานาธิบดีนิกสันหยุดการรับเปลี่ยนดอลลาร์เป็นทองให้กับธนาคารกลาง (ภาษาบ้านเราเรียก ชักดาบ) ซึ่งเป็นการเริ่มถอนตัวเองจากมาตรฐานทองคำ ระบบเบรตตันวูดล่มสลาย ทองคำจึงถูกเทรดได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องตรึงค่ากับดอลล่าร์สหรัฐอีกต่อไป ค่าของทองถูกแบ่งเป็นสองค่า  ราคาอย่างเป็นทางการคือ 35.20 ดอลสำหรับธนาคารกลาง ส่วนตลาดเสรีก็ราคาตามที่เห็นว่าสมควร

 

ทองคำในฐานะคงมูลค่า และ ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ

นักลงทุนชอบทองเพราะถึงเวลาผ่านไปมันก็ยังมีค่าในตัวอยู่  พวกเขาเห็นทองเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง ไม่เหมือนเงินกระดาษ ที่ค่าจะขึ้นอยู่กับแรงกดดันเงินเฟ้อ ที่พอเวลาผ่านไปก็สูญเสียมูลค่าในตัวมัน ในสหรัฐฯ มีการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นทุกทศวรรษยกเว้นภาวะเงินฝืดที่ราคาร่วงลงไปถึง 20% ดัชนีราคาผู้บริโภคของสำนักงานสถิติแรงงานบ่งชี้ว่าระหว่างปี 1860 ถึง 2015, ดอลลาร์มันเฟ้อขึ้นทุกปี ปีละ 2.6%  หมายความว่าค่าเงิน 1 ดอลลาร์ในปี 1860 มีค่าเท่ากับ  27.8 ดอลล์ ปี 2015 หรือราคาในปี 2016 แพงกว่า 1860 ถึง 2828% เลยทีเดียว

เมื่อดอลลาร์ร่วง นักลงทุนก็แห่ไปซื้อทองแทน ความสัมพันธ์ระหว่างดอลลาร์กับทองเลยผกผันกัน ตอนที่ดอลลาร์ตกต่ำ ระหว่างปี 1998-2008 ราคาทองพุ่งกระฉูดขึ้นไปสามเท่า จนแตะ1000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต้นปี 2008 ระหว่างปี 2008 กับ 2011 ก็พุ่งขึ้นไปอีกเกือบสองเท่า สูงสุดแตะระดับ 1903 ดอลลาร์  บนความเสี่ยงที่อเมริกาจะผิดนัดชำระหนี้ (เตรียมชักดาบอีกรอบ)  แต่ทองคำร่วงเละในเวลาต่อมาจาก(แค่)ความเข้าใจว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะกลับมาดีขึ้น ส่วนหนึ่งตัดสินมาจากตลาดหุ้นของเมกาเหนือที่แข็งแกร่ง (เกือบ10 ปีแล้ว ยังไม่ไปไหนเลย) 

ทองถูกมองเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของภาวะเงินเฟ้อ เพราะถ้าค่าครองชีพสูงขึ้นราคามันก็เขยิบขึ้นตามด้วย ตามที่เว็บ Investopedia ชี้ให้เห็น "นักลงทุนเห็นว่า50ปีที่ผ่านมาราคาทองจะทะยานขึ้นฟ้า ส่วนตลาดหุ้นดิ่งจะลงเหวในช่วงปีที่อัตราเงินเฟ้อสูง"

 

ทองคำในฐานะหลุมหลบภัย

นักเล่นทองจะชอบสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนทางการเมืองมากกว่าสิ่งอื่นใด เพราะจะได้เห็นราคาทองเติบโต ปัญหาความตึงเครียดเช่นการก่อการร้าย  การสู้รบที่ชายแดน หรือสงครามกลางเมือง ทำให้นักลงทุนกลัวและนำทุนของพวกเขาเข้ามาในหลุมหลบภัยอย่างทองคำ, ตราสารหนี้รัฐที่มั่นคงและผลตอบแทนสูง ความตึงเครียดทางการเมืองยังผลักดันการใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น (เช่นเอาไปซื้ออาวุธ) ทำให้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อตามมา เป็นผลทำให้นักลงทุนหันไปใช้ "ทอง" เพื่อใช้เก็บ "เงิน" แทนในระยะสั้น

ตัวอย่างเช่นในปี 1970-1979 ที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นอย่างบ่อยในตะวันออกกลาง ไหนจะการปฏิวัติอิหร่าน สงครามอิรัก และการรุกรานอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต (ใครกันแน่หว่า) ราคาทองพุ่งขึ้นสูง 23 เปอร์เซนต์ในปี 1977   37 เปอร์เซนต์ในปี 1978   และ 126 เปอร์เซนต์ในปี 1979 ปีแห่งวิกฤตการณ์ตัวประกันอิหร่าน

ราคาทองก็สูงขึ้นเหมือนกันตอนสหรัฐบอมพ์ใส่ลิเบียในปี 1986 สงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990 และสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อไม่นานมานี้ ตอนมีข่าวการโจมตีของ ISIS ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่่น่ารับรู้เอาไว้ว่าราคาทอง "มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นถ้ามีการคาดการณ์ว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้ง" อย่างเช่นความตึงเครียดในปัจจุบันระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ "แต่ราคาก็จะทรุดต่ำลงถ้าความขัดแย้งนั้นมันเกิดเป็นสงครามเต็มรูปแบบ" จริงๆ ซิโมน่า แกมบาริน่า นักวิเคราะห์จาก Capital Economics กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนทองคำ จังหวะสำคัญในการเทรดทอง เป็นช่วงก่อนจะเกิดสงครามต่างหาก การอยู่นานๆ อาจหมายถึงความสูญเสียมูลค่าในสินทรัพย์แทน

 

QE.jpgทองยังถูกซื้อเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยง หากนักลงทุนมองว่า นโยบายของรัฐจะลากเงินดอลลาร์ลงและก่อให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทองคำเป็นที่หลบภัยทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ มาตรการ QE (มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ภาษาบ้านๆคือพิมพ์เงินแจกเอาดื้อๆนั่นแหละ) ที่ถูกกำหนดโดยสหรัฐ ธนาคารยุโรป และญี่ปุ่น ในช่วง QE ธนาคารกลาง "พิมพ์เงิน" โดยการเพิ่มเครดิตให้กับเงินฝากของธนาคารที่เป็นสมาชิก ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มปริมาณเงิน ซึ่งจะก่อให้เกิดภาพเงินเฟ้อ ระหว่างเดือนธันวาคมปี 2008 ถึง ตุลาคมปี 2014 ธนาคารกลางสหรัฐอัดเงินเข้าไปถึง 4ล้านล้านดอลล่าร์ผ่านการซื้อพันธบัตรจากธนาคารสมาชิก

อีกหนึ่งความวิตกกังวลที่ผลักดันให้นักลงทุนหันไปหาทองช่วงนี้คือการใช้จ่ายที่มากเกินไปของรัฐบาลสหรัฐฯ  ทำให้หนี้สัดส่วน GDP ไต่ระดับสูงกว่ากว่า 77 เปอร์เซนต์ หนี้ที่ก่อตัวสูงขึ้นไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเท่านั้นแต่ยังทำให้ดอลลาร์จมดิ่งลงไปด้วย อย่างที่พูดไปข้างต้นนี่แหละ พอดอลลาร์ตกทองก็พุ่ง

ทองและหุ้นยังเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามเนื่องจากหุ้นมักจะมีการจ่ายเงินปันผลและเติบโตในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นขยายตัว เหมือนตลาดกระทิงของดาวน์โจนส์ และดัชนีคอมโพสิต S&P/TSX   ในทางตรงกันข้าม ทองคำไม่มีการจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนที่ถือมัน แต่ทองใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดต่อความล้มเหลวของตลาดหุ้น ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 1929 1987 และ 2008

อีกหนึ่งเหตุผลที่ควรถือทองคือ ยามเกิดภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บางคนอาจแย้งว่า ไอ้ที่โลกเรามันร้อนขึ้นหรืออุณหภูมิเปลี่ยน เป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้นแหละ พายุใหญ่ๆที่เกิดบ่อยขึ้นในสหรัฐและที่อื่นๆ ทำให้ประเทศต้องเสียเงินเป็นพันๆล้านดอลลาร์โดยไม่ได้คาดหมายไว้ ดูความหายนะรอบล่าสุดนี้ ที่เกิดจากเฮอริเคยฮาร์วีย์ในเท็กซัส และเฮอริเคนมาเรียในเปอร์โตริโกเป็นตัวอย่าง ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่เพียงแต่ดูดเงินงบประมาณที่สมควรถูกใช้ด้านอื่นอย่างโรงเรียนหรือโรงพยาบาล มันยังถูกโยกมาเป็นหนี้สาธารณะด้วย และเป็นภัยคุกคามต่อการเคลื่อนย้ายของสังคมครั้งใหญ่ ลองคิดดูว่าการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลไม่กี่นิ้วจะสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกมากขนาดไหน

ทรัพย์สินกว่าพันล้านดอลลาร์ที่มลายหายไป และจำนวนผู้ลี้ภัยมหาศาลที่อยากอพยพขึ้นที่สูงขึ้นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ดีที่คุณควรถือทองอยู่ในมือบ้าง ให้เปรียบทองคำเป็นเครื่องมือประกันภัยพิบัติทางธรรมชาติละกัน ไม่ว่าภัยพิบัตินั้นจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหรือไม่ก็เถอะ 

 

goldmine.jpgจุดสูงสุดของผลผลิตทองคำ?


แม้ว่าส่วนมากที่เขียนๆไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความต้องการทองคำ แต่ก็มีเกี่ยวกับอุปทานเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อราคาห้อยติดมาด้วยนิดหน่อย แน่นอนว่า ถ้าเราผลิตมันออกมาไม่ทันความต้องการราคาก็พุ่งสูง แต่ตราบใดที่แนวคิดเรื่อง "จุดสูงสุดของผลผลิตทองคำ" ยังมีผู้ค้านอยู่ สำนักข่าว ทอมสัน รอยเตอร์กล่าวว่า 2016  เป็นปีแรกตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ที่ผลิตผลจากเหมืองทอง ตกต่ำลง 22 ตันหรือ 3 เปอร์เซ็นต์

"ในปีนี้ปีโครงการใหม่และการขยายโครงการเดิมเกิดขึ้นน้อยมาก ฉะนั้นมองว่าปริมาณทองที่ขุดได้จากเหมืองมีแนวโน้มจะเป็นขาลงต่อเนื่องอีกในปี 2017  " ผู้เขียน GFMS Gold Survey กล่าว เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ทองที่ขุดได้ในแอฟฟริกาลดลงเหลือ 250 ตันเทียบกับปี 1970 ที่มีตั้ง 1000 ตัน ส่วนจีน ที่เป็นผู้นำการผลิตทอง เป็นเพียงประเทศเดียวที่เพิ่มอัตราการผลิตในปีที่ผ่านๆมา

สำหรับเหมืองทองใหม่ๆแล้ว เพราะตลาดหมีในช่วงปี 2012 จนถึง 2016 ทำให้บริษัททองคำรายใหญ่ส่วนมากตัดงบประมาณการสำรวจแหล่งทอง และ นักสำรวจแหล่งทองรายเล็กๆ ก็หาเงินยาก ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องว่าอุตสาหกรรมกำลังประสบกับการชะลอการค้นพบแหล่งขนาดใหญ่ Frank Holmes อ้างอิง Franco-Nevada cofounder Pierre Lassonde กล่าวไว้เมื่อเร็วๆนี้ว่า เขาไม่รู้ว่า เราจะทำลายสถิติการพบเหมืองขนาดใหญ่สุดใน 130 ปีที่ผ่านมาได้อีกหรือเปล่า

"ถ้าคุณมองย้อนกลับไปในยุค 70  80 และ 90 แต่ละทศวรรษ อุตสาหกรรมจะค้นพบอย่างน้อยหนึ่งเหมืองที่ผลิตทองได้ 50+ ล้านออนซ์ อย่างน้อย 10 เหมืองที่ผลิตทองได้ 30+ ล้านออนซ์ และที่ผลิตได้ 5-10 ล้านออนซ์อีกเพียบ แต่ลองมองย้อนกลับไปดูเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา เราหาเหมืองที่ผลิตในระดับ  30+ หรือ 50+ ล้านไม่ได้อีกเลย แล้วก็หาอันที่ 15 ล้าน ได้ก็น้อยมาก" Lassonde กล่าว

ดังนั้น แม้การผลิตทองคำลดลงทุกหนทุกแห่ง ยกเว้นที่จีนที่สถิติมักจะสูงโอเวอร์จนไม่สามารถเชื่อถือได้ อีกทั้งไม่สามารถหาเหมืองทองขนาดใหญ่ที่จะทำให้ตลาดเคลื่อนตัวไปได้  คุณจึงคาดได้ว่าราคาทองจะสูงขึ้นๆได้เรื่อยๆ  โดยไม่ต้องไปมองดีมานด์ความต้องการทองคำเลย

 

ทองคำจริงๆ ดีกว่ากระดาษแน่นอน

สมัยก่อน วิธีเดียวที่นักลงทุนทองจะได้ครอบครองทองก็คือไปซื้อเหรียญทองหรือทองแท่ง แต่ตั้งแต่ปี 2004 การซื้อ ทอง เงิน แพลตตินัม พาราเดียม กองทุนเปิด (ETF-Exchange Traded) ได้เสนอวิธีที่ง่ายขึ้นในการลงทุนในโลหะมีค่า อ้างอิงจากบทความปี 2016 โดย Kitco  GLD เป็นกองทุนเปิดทองคำ ทองคำแท่ง โลหะมีค่า และอื่นๆที่ใหญ่ที่สุด
การซื้อทองกระดาษผ่านกองทุนอย่าง ETF มีความสะดวก แต่ก็มีข้อบกพร่องร้ายแรง   โดยเฉพาะกรณีของการล่มสลายทางการเงินอย่างในปี 2008  หรือเหตุการณ์ร้ายแรงอื่นๆเช่นสงครามนิวเคลียร์ อาวุธแม่เหล็กไฟฟ้าอย่าง EMP หรือพายุสุริยะ  ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดคือถ้าคุณมีหุ้น GLD ไม่ถึง 1 แสน คุณจะไม่สามารถขอรับทองคำจริงได้  (แต้มบุญไม่ถึงก็เอาทองเป็นก้อนมาไม่ได้)  แต่จะได้เป็นเงินแทน ราคา GLD ในปัจจุบัน  คนที่สามารถขอรับทองก้อนได้จะถูกจำกัดให้กับผู้ที่มีหุ้น 12 ล้านดอลล่าร์ขึ้นไปเท่านั้น
อีกหนึ่งปัญหาคือ ETF จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าหุ้น GLD ของคุณจะปลอดภัยถ้าธนาคารถูกปิดตัว

"ทองคำแท่งของจริงสามารถพุ่งราคาขึ้นได้สูงสุดๆทั้งด้านราคาและมูลค่า ส่วน ETF นั้นอาจถูกยุบหรือล้มละลาย นักลงทุนระยะยาวทุกคนพิจาณาถึงความเสี่ยงเหล่านี้ให้ดี" Kitco บอก

หุ้นเหมืองทอง เปรียบเหมือนติดสปริง

นักลงทุนทองคำจำนวนมาก เลือกทองคำแท่งด้วยเหตุผลด้านบน ไม่ว่าจะป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ การรักษามูลค่าในระยะยาว เป็นหลุมหลบภัย แต่หากเป็นการลงทุนระยะสั้นในทองคำแล้ว ตลาดเหมืองทองคำขนาดเล็กจะให้ผลตอบแทนในสัดส่วนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับทองคำ เนื่องจากศักยภาพในการรับผลกำไรแม้ว่าจะมีความเสี่ยงมากกว่า

โชคไม่ดีเอาเสียเลย ปี 2017 นี่ ไม่ใช่ปีที่ดีที่สุดในการทำเงินจากเหมืองทองคำขนาดเล็ก ซึ่งเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งดาวน์โจนส์ และ S&P 500 ที่ขยับขึ้นสูง และแม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะขึ้น, มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม และความบ้าคลั่งในการซื้อบิตคอยน์ ทองคำ ก็ยังสามารถเพิ่มขึ้นมาได้ถึง 10% ในปีนี้จนได้

แต่ผู้บรรยายตลาดทองคำระยะยาวอย่าง Adam Hamilton ชี้ว่า ความสนใจในทองคำอยู่ระหว่างความกล้าและความกลัว ครั้งล่าสุดที่หุ้นทองคำไม่เป็นที่ชื่นชอบคือครึ่งหลังของปี 2015 แต่ก็พลิกกลับมา จากที่ HUI ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นเหมืองทองคำ พุ่งขึ้นมาได้ถึง 182% ในช่วงเวลา 6 เดือนครึ่ง เขาคิดว่า น่าจะถึงเวลาของหุ้นทองคำอีกครั้ง

"ปี 2017 ช่วงเวลารอคอยสะสมกำลังที่เจ็บปวด ถือเป็นฐานที่สมบูรณ์สำหรับขาขึ้นของปีศาจหุ้นทองคำในปี 2018 หลังจากใช้เวลาเป็นปีอยู่ระดับลึกต่ำกว่ามูลค่าเมื่อเทียบกับราคาทองคำในวันนี้ มันคงไม่ใช้เวลามากนักในการเปลี่ยนความเชื่อมั่นเพื่อดีดหุ้นทองให้สูงขึ้น" เขาบอก "ในมุมมองที่ไม่ได้ชื่นชอบทางเทคนิคค่อนข้างจะเป็นภาวะกระทิงในวันนี้ หุ้นเหมืองทองคำน่าจะดีดอย่างกับติดสปริงเลย"

บทสรุป 


แม้ผู้นำระดับโลกจะรับรอง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโลกเราอันตรายกว่าเดิม ไม่ได้ปลอดภัยแล้ว ภัยคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ การก่อการร้ายผ่านช่องทางไซเบอร์ที่บานปลายขยายตัวแย่งพื้นที่พาดหัวข่าวมากขึ้น สภาพอากาศที่สร้างความเสียหายต่อพืชผล ทรัพย์สิน รวมถึงชีวิต แนวโน้มการพังทลายของระบบการเงินโลกอย่างที่เคยเกิดในปี 2008 ยังไม่เคยลบเลือนไปจากนักลงทุน

ผมมีทองคำแท่งไว้ คติลูกเสือ "จงเตรียมพร้อม" ยังดังก้องในความคิดของผมเสมอ

ขณะที่ นักลงทุนจำนวนมากยังคิดว่าหุ้นเป็นที่ที่ควรจะไป และยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด (11 ส่วนของ S&P มี 6 ส่วนขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลัก และมีแค่ พลังงานและการสื่อสาร ที่ลงในปี 2017) สภาพความจริงคือเรากำลังรอการปรับฐาน และเมื่อมันเกิด ทองคำก็จะพุ่งขึ้น

ผมมีหุ้นทองคำสำหรับระยะสั้นๆ ผมคิดว่าราคาทองคำกำลังจะขึ้น หุ้นทองคำจำนวนมากที่เน้นบริษัทสำรวจและพัฒนาจะให้ผลตอบแทนที่สูงเมื่อราคาทองคำขึ้น

ที่มา:
http://www.gold-eagle.com/authors/rick-mills

แชร์โพสต์นี้


ลิงก์ไปโพสต์
แชร์ไปเว็บไซต์อื่น

สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่หรือลงชื่อเข้าใช้เพื่อแสดงความคิดเห็น

คุณต้องเป็นสมาชิกก่อน ถึงจะแสดงความคิดเห็นได้

สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่

ลงทะเบียนเพื่อสร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่ในชุมชนของเรา มันง่ายมาก!

ลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้ใหม่

ลงชื่อเข้าใช้งาน

มีบัญชีผู้ใช้แล้ว? ลงชื่อเข้าใช้ที่นี่

ลงชื่อเข้าใช้เลย


  • เข้ามาดูเมื่อเร็วๆนี้   0 สมาชิก

    ไม่มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนกำลังดูหน้านี้

×