ข้ามไปเนื้อหา
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
  • ประกาศ

    • kumponys

      ขอสงวนสิทธิ์ลบโฆษณาที่ทางเว็บเห็นว่าไม่เหมาะสม   16/05/2561

      ระยะหลังมีโฆษณาในรูปแบบต่างๆ ที่เข้าข่ายไม่เหมาะสมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาเกินจริง โฆษณามากเกินไป โฆษณาที่สุ่มเสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย และบางกรณีเป็นลิงก์แฝงไปยังเว็บไซต์ที่ส่อไปในทางไม่เหมาะสม จะไประบุเงื่อนไข ว่าอะไรเหมาะสม อะไรไม่เหมาะสม ก็ดูจะไม่ครอบคลุมกับการเปลี่ยนแปลงในโลกไซเบอร์ยุคใหม่แบบนี้ เลยต้องขออนุญาต ใช้วิจารณญาณของผมเอง เป็นเกณฑ์ตัดสินก็แล้วกันนะครับ ส่วนใครที่ได้รับผลกระทบจากวิจารณญาณของผม คิดว่าไม่ถูกต้อง ก็สามารถส่งข้อความส่วนตัวเข้ามาคุยไปรายๆไป ยินดีรับฟังและแก้ไขครับ  
Nexttonothing

โอกาส "เงิน" (จริงๆ) : ระยะประชิด

โพสต์แนะนำ

open_door.jpg

 

 

สวัสดีครับ :]

 

มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง (คุณ VikingsX) แนะนำว่าผมควรจะเปิดกระทู้อีก 1 กระทู้

ที่พูดคุยเรื่อง แร่เงิน (Silver) โดยเฉพาะ

คิดไปคิดมาก็ "เห็นด้วยครับ"

 

ในระยะหลังเริ่มมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเจ้าโลหะตัวนี้มากขึ้น

ที่สำคัญตลาดกำลังจะมีการนำซิลเว่อร์เข้ามาเทรดซื้อขายอย่างเป็นทางการ

ทั้ง เงินแท่ง (Silver Bar) และสัญญาล่วงหน้า (Silver Future)

 

การเตรียมพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญครับ

 

"การลงทุน" นั้นจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้า

หากมีความเข้าใจในข้อมูลพื้นฐานและรับรู้ข่าวสารต่างๆได้อย่างทันท่วงที

ย่อมทำให้แผนการของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เมื่อถึงเวลาลงสนามจริงย่อมได้เปรียบและลดการเจ็บตัวให้น้อยลงได้

 

 

***********************************************************

 

 

กระทู้นี้มีข้อแม้อย่างเดียว

 

"ช่วยกันเขียนนะครับ" :lol:

 

พื้นที่ตรงนี้ใครมีข้อมูลอะไรที่อยากแบ่งปันหรือแสดงความคิดเห็นก็ เต็มที่เลย

จะคิดเหมือน - คิดต่าง - หรือแม้แต่ไม่คิดอะไร

เข้ามาอ่านทักทายพูดคุยกันเฉยๆ ก็ด้วยความยินดีอย่างยิ่งครับ

บทความที่เกี่ยวกับเงินจะนำมาแยกลงไว้ที่นี่ เกี่ยวกับทองคำก็ติดตามได้จาก

โอกาส "ทอง"(จริงๆ) เหมือนเดิม :rolleyes:

ขอบพระคุณครับ

Nexttonothing

 

ARTICLE 1 : โอกาสเงิน (จริงๆ) - 1 (Silver opportunity-1)

ARTICLE 2 : โอกาสเงิน (จริงๆ) - 2 (Silver opportunity-2)

ARTICLE 3 : ลอดลายมังกร (Dragon Spirit)

ARTICLE 4 : รวมแหล่งซื้อขายเงินเม็ด-ข้อมูลจากเพื่อนสมาชิก

ARTICLE 5 : ซิลเว่อร์ออนเซลล์ (Silver on sales)

ถูกแก้ไข โดย Nexttonothing
  • ถูกใจ 5

แชร์โพสต์นี้


ลิงก์ไปโพสต์
แชร์ไปเว็บไซต์อื่น

us_silver_coins.jpg

 

 

 

โอกาส"เงิน"(จริงๆ):Silver Opportunity

 

เขียนเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2554

 

เงิน เงิน เงิน......ทำไม “เงิน” (Silver) ถึงไม่ใช่ “เงิน” (Money)

เราเรียกสิ่งที่เราต้องการและแสวงหาว่า เงิน แต่กลับใช้กระดาษแทน “เงิน”

เงิน (Money) ถูกเรียกว่าเงิน (Silver) สองอย่างนี้แค่ พ้องเสียง หรือมีอะไรมากกว่านั้น ?

 

-หากว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันทำไมเรียกเงินว่าเงิน

 

-หากว่าเกี่ยวข้องกันเลยเรียกว่าเงิน ทำไมในชีวิตจริง ถึงดูเหมือนมันเป็นของคนละอย่าง?

 

-หากว่าอ่านแล้วมึน ลองย้อนอ่านตั้งแต่ต้นใหม่ ช้าๆ :]

 

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง เงิน (Silver) กัน

 

........................................................................

 

ในอดีตเงิน(Silver) กับ เงิน(Money) คือของอย่างเดียวกันครับ

เราใช้เงินพดด้วง ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เงินทุกเม็ดทุกก้อนจะถูกตรวจสอบความบริสุทธิ์

ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน เสร็จแล้วจะทำการ “ประทับตรา”

จากทางราชการลงไป เป็นการยืนยันให้ดูน่าเชื่อถือ เราจึงเรียกระบบนี้ว่าระบบ “เงินตรา”

 

ในบทความเรื่อง “เงินคืออะไร ?” คงจำกันได้ สิ่งที่ผ่านการคัดสรรว่าสมควรทำหน้าที่เงิน คือ

กลุ่มโลหะมีค่า (Precious Metals)

 

ทองคำและเงิน (Gold and Silver) นั้นถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ เงินนั้นเปรียบไปก็เหมือนแบงค์ย่อย

การซื้อขายสินค้าในชีวิตประจำวันที่มีราคาไม่สูงมากจึงใช้เงินมากกว่าทองคำ (ที่เปรียบเสมือนแบงค์ใหญ่)

บทบาทและหน้าที่ของเงิน ในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of exchange)

ดูจะเด่นกว่าทองคำด้วยซ้ำไป จึงไม่น่าแปลกที่คนเราจะเรียกเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆว่า “เงิน”(Money)

 

แต่เมื่อระบบ ธนบัตรกระดาษ เข้ามามีบทบาท

หน้าที่การเป็นแบงค์ย่อยของเงินก็ถูกแทนที่ แม้แต่ทองคำก็ยังถูกจับขังอยู่แต่ในเซฟ

 

การจับจ่ายใช้สอย มีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องพกทองคำหรือเงินหนักๆ

จะใส่เลขราคาที่หน้าตั๋วเท่าไหร่ก็ใส่ได้ ไม่ว่าจะใบราคา 10-20 หรือแม้แต่ใบละ 1,000,000,000

ระบบนี้เหมือนจะดี แต่หลังจากนั้นจนถึงวันนี้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างเราก็ได้พูดถึงกันไปแล้ว

ทองคำและเงินจึงกลายสภาพเป็นแค่โลหะในความเข้าใจของคนทั่วไป

ส่วนธนบัตรกระดาษ ถูกเข้าใจและได้รับการยกย่องว่าเป็น"เงิน"แทน

 

“เงิน”(Silver)จากที่เคยได้รับการยกย่องอย่างสูงส่งว่าเป็น"เงิน"(Money) สมกับชื่อของมัน

ปัจจุบันกลับถูกกลายสภาพให้เป็นแค่โลหะ จะมีค่าก็แค่ใช้ในอุตสาหกรรม หากจะพูดให้เป็นละครหน่อยก็ต้องบอกว่า

จาก “เทพธิดาที่มีแต่คนเคยยกย่องเชิดชู ต้องตกอับกลายสภาพเป็นแค่ สาวโรงงานเท่านั้น”

 

เรื่องมันเศร้า......................................

 

แต่มันเหมาะสมและยุติธรรมแล้วหรือ ? ในภาวะที่ระบบเงินดอลล่าห์และธนบัตรกระดาษทุกสกุลกำลังเข้าสู่ช่วง วิกฤตศรัทธา

เงินที่แท้จริงอย่าง “ทองคำ” เริ่มกลับมามีบทบาทและปรับมูลค่าของตัวเองให้สูงขึ้น

หลายคนเริ่มให้ความสนใจหลายคนเริ่มพูดถึง หากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับทองคำเป็นเช่นนี้แล้ว

เงิน ซึ่งเปรียบเสมือนลูกพี่ลูกน้องกับทองคำล่ะ? จะมีบทบาทอย่างไร ?

 

เรามาเจาะลึกกันครับ

 

:excl: ความลับ+ความจริง ข้อที่ 1 : ราคาของเงิน (Silver Price)

 

ราคาของเงินนั้น อยู่ประมาณ 30$ (หรือประมาณ 450 บาทต่อบาท)

ในขณะที่ทองคำราคา 1400$ (บาทละ 20,000)

 

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า?

 

ทำไมทองคำถึงแพงกว่าเงิน ?

 

บ่อยครั้งที่ผมถามคำถามนี้ คำตอบที่ผมมักจะได้รับก็คือ

 

“เพราะทองหายากกว่าเงิน หรือไม่ก็ เพราะทองมีน้อยกว่าเงิน”

 

สูดลมหายใจเข้าลึกๆนะครับ หากสายตาของท่านเดินทางมาถึงบรรทัดนี้

โปรดอ่านอย่างช้าๆและตั้งใจ เพราะความจริงแล้ว บนโลกเราวันนี้

 

“เงินมีน้อยกว่าทองคำ!” (Silver rarer than Gold) นี่คือข้อเท็จจริง

 

ขอย้ำอีกรอบ “เงินมีน้อยกว่าทองคำ!” ครับ หากตอนนี้คุณมีคำถามผุดขึ้นในใจว่าแล้วถ้าอย่างนั้นมันเกิดบ้าอะไร ?

ทำไม? ทองคำถึงแพงกว่าเงินมากขนาดนี้ เก็บความสงสัยไว้ก่อนนะครับ มาว่ากันต่อ

 

ในอดีตนั้นยอมรับว่าปริมาณของเงินนั้นมีมากกว่าทองคำ แต่เนื่องจาก 95% ของเงินที่ขุดขึ้นมาได้นั้น

ที่ผ่านมาถูกใช้แล้วสูญสลายหมดไปในอุตสาหกรรม ในขณะที่ทองคำนั้นคงอยู่ตลอดผ่านกาลเวลา

สิ่งนี้ทำให้เงินเริ่มจะร่อยหลอ จนเข้าสู่ภาวะขาดแคลน

 

หากจะเทียบ ราคาของ ทองคำ:เงิน (Gold / Silver ratio) ณ. ขณะนี้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 45 : 1

หรือพูดง่ายๆว่า ทองคำแพงกว่าเงิน 45 เท่าตัวนั่นเอง

บอกว่าโลหะเงินมีน้อยกว่าทองคำ แต่ราคากลับถูกกว่า อย่างมาก ฟังดูขัดแย้งอย่างรุนแรง ???

 

งานนี้ต้องไล่ดูกันหน่อยครับ

 

 

silver.jpg

 

 

กราฟนี้คือ กราฟสถิติอัตราส่วนของราคาทองคำต่อเงิน(Gold/Silver ratio)

 

-ในอดีตตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเรา อัตราส่วนนี้คงที่อยู่ที่ระดับ 16:1 หลายร้อยปีครับ

จนกระทั่งถึงปี 1892 อัตราส่วนก็เริ่มมีการแกว่งตัว สาเหตุที่ต้อง 16:1 นั่นเพราะปริมาณการผลิต Silver นั้นมากกว่า Gold

อยู่ 10-16 เท่า จึงสมเหตุสมผลที่ราคาทองคำจะแพงกว่าเงิน 16 เท่า

 

-หลังจากนั้นราคาผันผวนอัตราส่วนปรับสูงขึ้นอย่างมาก มากถึง 40 : 1 แต่สุดท้ายก็ตกกลับมาหาความจริงคือ 16 : 1

 

-ในปี1942 ประธานาธิบดีธีโอดอ รูสเวลต์ ประกาศใช้นโยบายยึดครองทองคำจาก

ประชาชนชาวอเมริกัน (Confiscated gold)แล้วนำมาปรับมูลค่าใหม่จาก 20$/oz ไปตรึงราคาไว้ที่ 35$/oz

(ราคาทองคำจึงเพิ่มสูงขึ้น 75%)อัตราส่วนจึงเทคตัวขึ้นไปเกือบ 100:1

 

-แต่หลังจากมีการประกาศใช้ระบบเบรตตัน อัตราส่วนก็ตกกลับมา 16:1 ดังเดิม

 

-ปี1971 เมื่อนิกสัน ประกาศยกเลิก (Gold Standard)

ตัดความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลล่าห์ ราคาทองเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง อัตราส่วนจึงปรับขึ้นไปอีกครั้งอยู่ที่ประมาณ 50 :1

ในขณะเดียวกันกับที่ครอบครัวพี่น้องตระกูล Hunt เล็งเห็นโอกาสจากราคาเงินที่ยังไม่ขึ้นสูงเข้าซื้อสะสม Silver

ในปริมาณมหาศาลทำให้ราคาของ Silver พุ่งสูงสุดทำสถิติถึง 52$/oz ราคาทองคำเองก็พุ่งทำสถิติสูงถึง 850$

อัตราส่วนจึงตกกลับมาอยู่ที่ 16:1 อีกครั้งในปี 1980

 

-พอล วอค์เกอร์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 20% ประกอบกับมีการประกาศใช้ กฎSilver Rule 7

เพื่อเข้าควบคุมกับเทรดและสกัดการปั่นราคาเงินของพี่น้องตระกูล Hunt ทั้งกระทิงทองและเงินถูกน็อค

แต่เงินนั้นโดนหนักกว่า อัตราส่วนจึงปรับสูงขึ้นไปอีกครั้งแตะระดับ 96:1

 

-จากนั้นค่อยๆ ลดต่ำลงๆ จนมาถึงทุกวันนี้อยู่ที่ 45:1

 

คุ้นๆ มั๊ยครับ ?? หากจำเรื่อง Dow/gold ratio= 1:1 กันได้

การเคลื่อนไหวของกราฟ ผ่านกาลเวลามีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

หนำซ้ำ ทุกครั้งเวลาที่ Dow : Gold Ratio กลับมาสู่ระดับ 1:1 ยังเป็นปีเดียวกับที่ Gold Silver ratio กลับสู่ระดับ 16 : 1 อีกด้วย

 

 

.....ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน

 

นั่นเพราะเมื่อเวลาผ่านไป ใครก็ตามที่พยายามจะบิดเบือนราคา มันไม่สามารถที่จะหนีความจริงไปได้พ้น

ถึงจุดนึง สินทรัพย์ทุกอย่างจะปรับมูลค่าของตัวเองเข้าสู่ ราคาที่แท้จริง ในอดีตนั้น

อัตราส่วนทองคำแพงกว่าเงิน 16 เท่า ถือเป็นค่าเฉลี่ย การที่อัตราส่วนอยู่ที่ระดับ 45 : 1

ในขณะนี้จึงมองได้สองมุม

 

1.ราคาทองแพงเกินไป (Overvalue)

 

2.ราคาเงินถูกเกินไป (Undervalue)

 

ที่ผ่านมาผมได้อธิบายและแสดงให้คุณเห็นแล้วว่า ราคาทองคำไม่ได้แพงเกินมูลค่ามันเลย

ลู่วิ่งของทองคำนั้นยังเหลือ Upside อีกมาก นั่นทำให้แท้จริงแล้ว ราคาของเงินต่างหากที่ถูกแสนถูก

แต่ยังมีอะไรมากกว่านั้นครับ ตามกันต่อ

 

:excl: ความลับ+ความจริง ข้อที่ 2 : ปริมาณของเงิน (Silver Supply)

ปริมาณแร่เงินที่อยู่บนโลกของเรา ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว จากกว่า 1 หมื่นล้านออนซ์ปี 1950 บัดนี้เหลือไม่ถึง พันล้านออนซ์ (ลดลงกว่า 10 เท่า)

ในขณะที่ปริมาณทองคำปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7 พันล้านออนซ์ นั่นทำให้

ปริมาณทองคำทุกวันนี้มีมากกว่าแร่เงินถึง 7 เท่า !!!

การลดลงอย่างรวดเร็วของแร่เงินนั้นหากเทียบกับสัตว์ป่า คงต้องบอกว่า โลหะเงินมีโอกาสจะ “สูญพันธุ์” ในทศวรรษนี้กันเลยทีเดียว

 

ด้วยความจริงข้อนี้ หากวันใดโลกเราหมุนกลับตาลปัตร ราคาเงินกลับมาสูงเทียบเท่ากับราคาทองคำหรือแม้แต่กระทั่งแพงกว่าทอง

ผมก็จะไม่แปลกใจเลย เพราะ ความจริง มันเป็นอย่างนี้ แต่อย่าเพิ่งไปบอกต่อให้ใครฟังนะครับ เดี๋ยวเค้าจะว่าเราเพ้อๆ

เอาเป็นว่า ด้วยปัจจัยพื้นฐานแบบนี้ เราก็พอจะรับรู้ได้ถึง “ราคาของเงินที่แสนจะต่ำเหลือเกิน”

 

:excl: ความลับ+ความจริง ข้อที่ 3 : ประโยชน์ ของ แร่เงิน (Utility of Silver)

 

ในอดีตนั้นอย่างที่บอก ทองคำนั้นถือว่ามีบทบาทและทำหน้าที่เป็นเงินที่แท้จริง แต่ เงิน (Silver)ก็เช่นกัน

หากจะมีข้อได้เปรียบกันก็ตรงที่ ทองคำนั้นไม่ทำปฏิกิริยากับอากาศ คงคุณค่าผ่านกาลเวลาในขณะที่เงินนั้น

จะออกเหลืองหม่นหรือดำ

 

อย่างไรก็ตาม หากนำมาขัด(Polish)หรือชุบใหม่

เงิน ก็สามารถกลับมาสวยได้ดังเดิม หลักฐานคือ เหรียญเงินโบราญสมัยโรมัน ทุกวันนี้ก็ยังคงสภาพอยู่ได้

นั่นหมายความว่า ในฐานะ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแล้ว เงิน(Silver)ทำหน้าที่ควบคู่กับทองคำไปได้ดีไม่น้อยหน้ากัน

 

ในขณะที่สิ่งที่เงินมี แต่ ทองคำไม่มีนั่นก็คือ ประโยชน์ใช้สอยในอุตสาหกรรม (Industrial Use)

ในบทบาทนี้นั้น แร่เงิน วิ่งแซงทิ้งขาดทองคำแบบไม่เห็นฝุ่น

 

รายละเอียดมีดังนี้ครับ

 

เป็นโลหะที่เงาที่สุดในโลก : แร่เงินถูกใช้ฉาบด้านหลังกระจกเพราะความเงาแบบสุดๆ ของมัน

 

เป็นโลหะตัวนำไฟฟ้า : เงินถูกใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า

เครื่องยนต์รถ เครื่องล้างจาน อุตสาหกรรมโทรทัศน์ แม้แต่ขณะที่ผมกำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอยู่นี้ Silver ก็ยังแฝงตัวอยู่ใต้ปุ่มแต่ละปุ่ม

ที่ผมกดเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้า

เป็นโลหะที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย : ถูกใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยา Antibiotic ,

สารละลายซิลเว่อร์ สามารถรักษาแผลไฟไหม้หรือติดเชื้อ ในขณะที่ซิลเว่อร์ไนเตรตใช้ล้างตาให้กับเด็กที่เพิ่งคลอด

นอกจากนั้นยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำน้ำดื่มให้บริสุทธิ์อีกด้วย

 

เป็นโลหะที่ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องดนตรีบางชนิด:เช่น ฟลุต

 

เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพถ่าย : ในภาพถ่ายใช้ซิลเว่อร์เป็นส่วนประกอบหลัก

รูปถ่ายทุกใบที่เราไปรับมาจากร้านถ่ายรูป ไม่ว่าจะไปเที่ยวมาหรืองานสำคัญในโอกาสต่างๆ

ล้วนมีซิลเว่อร์ทำหน้าที่ช่วยบันทึกความทรงจำไว้ให้ ไม่เว้นแต่ในการผลิตฟิลม์ภาพยนต์หรือฟิลม์ X-ray

 

เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องประดับ : ทองคำทำเครื่องประดับอะไรได้ เงินก็ทำได้เช่นกัน

ไม่ว่าสร้อย แหวน ต่างหู กำไล นอกจากนั้น พวก เครื่องครัว (Table ware) เช่น ช้อน-ส้อม-ตะเกียบเงิน

ก็ยังมีในรูปแบบของ ซิลเว่อร์ด้วย

 

เป็นโลหะที่ใช้ในสินค้าไอที : เครื่องมือไฮเทคไม่ว่าจะไอโฟน (Iphone) ไอแพด (Ipad)

หรือ บีบี (Blackberry) คอมพิวเตอร์แผ่นซีดีหรือดีวีดี ล้วนมีส่วนประกอบของซิลเวอร์ อยู่ทั้งนั้น

 

 

เงินยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แบตเตอร์รี่ เลเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ที่สำคัญเป็นโลหะที่ลักษณะเด่นเฉพาะตัว ไม่สามารถใช้โลหะชนิดอื่นมาทดแทนได้

นั่นทำให้เมื่อปริมาณแร่เงินขาดแคลนและราคาปรับตัวสูงขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังจำเป็นต้องซื้อเงินที่ราคาสูงอยู่ดี

เพื่อให้ไลน์การผลิตสามารถดำเนินการต่อไปได้

 

ต่อให้ราคาเงินสูงขึ้นอีกเท่าตัว ผมเชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมและเครื่องประดับนั้นไม่มีผลกระทบอะไรมากมายถึงกับต้องหาแร่ตัวอื่นมาแทน

ซิลเวอร์ นั่นเพราะทุกวันนี้ ต้นทุนของการผลิตสินค้าและการคิดราคาขาย แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับราคาของ ซิลเว่อร์ เลย

 

ยกตัวอย่างเช่น Iphoe-Ipad ที่ขายแพง ไม่ได้แพงเพราะซิลเว่อร์ ซิลเว่อร์เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆในตัวเครื่องเท่านั้น

แหวนเพชรตัวเรือนเงินราคาเป็นแสน ก็ไม่ได้แพงเพราะ ตัวเรือนเงิน แต่แพง “เพชร” นั่นทำให้การปรับขึ้นราคาของ

ซิลเว่อร์ กระทบภาคอุตสาหกรรมไม่มาก(ยกเว้นราคาจะพุ่งสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะจริงๆ)

 

:excl: ความลับ+ความจริง ข้อที่ 4 : การบิดเบือนราคาของเงิน(Price Manipulation in Silver)

 

ด้วยเหตุและผล ข้่างต้นที่กล่าวมา ราคาที่"ต่ำ"ของเงินจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากโดน"กด" เอาไว้

คงจำกันได้ว่าราคาทองคำนั้นโดน “กด” ราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ด้วยการเปิดสัญญา Short ปริมาณมหาศาลของทองคำกระดาษ

เงินเอง ก็ไม้พ้นที่จะโดนด้วย เว้นเสียแต่ว่าโดนในปริมาณที่มหาศาลยิ่งกว่า

 

แรกเริ่มเดิมทีนั้น บริษัท Bear Stearns ที่เชื่อว่าตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอเมริกาเป็นผู้ถือครอง สัญญา Short นี้ไว้

เรื่องมาแดง + ความมาแตก เอาเมื่อ วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐปี 2008 บริษัท Bear Stearns โดนหางเลข

ล้มละลายตามไปด้วย

 

วันที่ Bear Stearns ล้มละลาย ตรงกับวันที่ราคา Silver พุ่งทะยานฟ้าแตะระดับสูงสุดที่ 21$/oz (สูงที่สุดในรอบยี่สิบปีพอดี)

 

จะว่า “บังเอิญ” ก็คงไม่ใช่ ควรจะเรียกว่า“บังอาจ” มากกว่า บริษัทเอกชนและสถาบันการเงินขนาดใหญ่

หลายแห่งเป็นเครื่องมือของรัฐในการกดและปั่นราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัว กระทำกันได้อย่างน่ารังเกียจ

 

อาจจะเพราะด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของสหรัฐในขณะนั้นจึงตัดสินใจ “อุ้ม” (Bail out) Bear Stearns แล้วให้

พี่ใหญ่อย่างบริษัท JP morgan เข้ามารับช่วงสัญญา Short ของ Silver เพื่อกดราคาต่อ

 

หากไม่ทำอย่างนี้ ธนาคารกลางของสหรัฐนั้นรู้ดีว่า การบีบสถานะช๊อต (Short squeeze) จะเกิดขึ้นกับตลาด Silver

ราคาของเงินจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 50$/oz ภายในเวลาเพียงข้ามคืน

ถ้าเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างจะดูผิดสังเกต และ เงินดอลล่าห์ของสหรัฐก็จะดูขาดความน่าเชื่อถือ

เมื่อราคาของเงินที่แท้จริงมันฟ้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง

 

ทุกวันนี้ราคาของเงินที่ระดับ 30$ นั้นต้องบอกว่าถูกซะยิ่งกว่าถูก สามสิบปีที่แล้ว

ราคาเงินทำสถิติ สูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 52$ นั่นเท่ากับว่าราคา ณ ตอนนี้ ถูกกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วซะอีก

ลองมองไปรอบตัวคุณวันนี้ มีของอะไรบ้างที่ราคาถูกกว่าเมื่อ 30 ปี ที่แล้ว???

ผมเองหาไม่เจอ จะมีก็แต่ Silver เท่านั้นที่ราคายังถูกกดให้ต่ำ

 

เมื่อเทียบกับราคาทองคำ ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation adjust) กันแล้ว

ถือว่าถูกกว่าเมื่อสามสิบปีก่อน แต่สำหรับเงินนั้นถูกกว่าโดยไม่ต้องปรับตามอัตราเงินเฟ้อเลยด้วยซ้ำ

พูดง่ายๆว่า “ถูกกว่า (ตามที่ตา)เห็นๆ กันเลย”

 

ปริมาณสัญญาที่ Short แร่ silver เอาไว้นั้นมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆทั้งหมดเท่าที่มีในตลาด

ราคาของมันจึงต่ำมากเหลือเกิน

 

100911_days-of-production.png

 

จากกราฟแสดงถึง จำนวนวันของการผลิต เพื่อที่จะชดเชยการเปิดสัญญา Short

เอาไว้ของขาใหญ่เจ้าต่างๆจะพบว่า ซิลเว่อร์นั้นมีความเข้มข้น(Concentratation)ของการเปิดสัญญา Short

มากที่สุดเหนือสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆ

 

(โดยจะต้องใช้เวลาการผลิต Silver ถึง 132 วันเพื่อ Cover Short จากขาใหญ่ 4 เจ้า

และ 174 วันสำหรับขาใหญ่อีก 8 เจ้าถึงจะสามารถมีปริมาณ Silver ส่งมอบได้พอกับที่เปิด Short เอาไว้)

 

Mike Maloney ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลหะมีค่า ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า

แร่เงินนั้นถูกซะยิ่งกว่าดิน “Silver cheaper than dirt”

 

เหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ หากคุณ ขุดดินขึ้นมาขายคุณแทบจะไม่มีต้นทุน ขายเท่าไหร่คุณก็ยังพอมีกำไร

แต่หากคุณต้องการจะขุดเงินขึ้นมาขาย ราคาขายตามราคาตลาดนั้นต่ำกว่าต้นทุนการขุด (Mining cost)

นั่นทำให้คุณ “ขาดทุน” เมื่อมองในมุมนี้จะว่า เงินนั้นถูกซะยิ่งกว่าดินก็คงจะไม่ผิด

 

เป็นแบบนี้คุณอาจจะสงสัยว่าแล้ว เหมืองเค้าจะผลิต Silver กันมาทำไม ?

ความจริงก็คือ บนโลกเราทุกวันนี้แทบจะไม่มีเหมืองไหนเลยที่ทำการผลิต Silver เพียงอย่างเดียว

นั่นเพราะหากทำเช่นนั้นเค้าจะขาดทุน แต่ละเหมืองนั้น จะทำการขุดพวก ถ่านหิน ทองแดง สังกะสี แร่หลายๆอย่างเพื่อทำการจำหน่าย

แต่ บังเอิ๊ญ มันติดเอา Silver ขึ้นมาด้วยเค้าก็จะทำการจำแนกขายทอดตลาดออกไป

แต่ไม่ใช่แร่ที่เป็นรายได้หลักของเหมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องขอขอบคุณพวกขาใหญ่ที่กดราคาตลาดของ Silver เอาไว้

ซะด้วยซ้ำทำให้เราได้มีโอกาส ซื้อในราคาที่ถูก ทำให้เราได้มีโอกาส เจอกับ โอกาสเงิน (จริงๆ)!!

 

หากผมนั้นสามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว เท่านั้น สิ่งที่ผมจะเลือกลงทุน ไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์

ไม่ใช่หุ้นทุกตัวบนกระดาน SET แต่จะเป็น แร่เงิน (Silver)

 

ปีที่ผ่านมาหากคุณตื่นเต้นกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 20% ผมอยากให้คุณลองย้อนกลับไปดูราคาเงิน

จะพบว่าภายในปีเดียวกัน Silver ขึ้นถึง 100% !!!(จาก15$ มาเป็น 30$ ในวันนี้)

 

นี่คือ “พระเอกตัวจริงของเรา” ที่วิ่งมาอย่างเงียบๆ

 

สิบปีที่ผ่านมา ทองคำได้รับการยกย่องจากสำนักข่าว Bloomberg ว่าเป็น การลงทุนที่ดีที่สุดในทศวรรษ

แต่สิบปีจากนี้ไปผมมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า จะเป็นทีของ Silver ที่จะได้รับตำแหน่งนี้

 

น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีการเทรดซิลเว่อร์ กันอย่างแพร่หลายเหมือนในต่างประเทศ

น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีเงินแท่งหรือเหรียญเงินขายกันอย่างแพร่หลายเหมือนอย่างในจีนหรือสหรัฐอเมริกา

 

แต่ก็ยังไม่หมดหวังเพราะบ้านเรามี “เงินเม็ด” (Silver Grain)

ซึ่งเป็นเงินที่อยู่ในรูปเมล็ดพร้อมสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมและการผลิตเครื่องประดับ

หากคุณคิดอยากจะลงทุน คุณสามารถหาซื้อได้ แม้ตอนนี้สภาพคล่องยังไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับทองคำ

แต่ผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคตตลาดจะเปลี่ยนไปและความต้องการจะมากขึ้นๆๆ ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน

พร้อมๆกับราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน โอกาสทอง (จริงๆ) ครั้งที่ 1 ราคาทองคำขึ้นสูงทำสถิติ แต่

ราคาของเงินนั้นก็ขึ้นตามไปด้วยประวัติศาสตร์ดูเหมือนกำลังจะซ้ำรอย

 

เราจะได้เห็น

 

:excl: อัตราส่วนของ Gold : Silver ratio กลับมาที่ระดับ 16 :1 อีกครั้ง(หรืออาจจะน้อยกว่านั้นตามปัจจัยพื้นฐานที่พูดไว้ข้างต้น)

 

:excl: พร้อมๆกับที่ Dow : Gold Ratio ปรับมาเป็น 1:1 พร้อมๆกัน

 

ทองคำนั้นขึ้นแน่ๆ แต่สำหรับ เงินนั้น คงจะขึ้นมากกว่า (Outperform)

วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น คู่พี่น้อง “ทองกับเงิน” (Gold and Silver)ที่ถือว่าเป็นเงินที่แท้จริง(Real Money)

กำลังจะปรับมูลค่าตัวเอง และกลับมามีบทบาทสำคัญในโลกการเงินอีกครั้ง

 

หากรู้อย่างนี้แล้ว คำถามคือ ไม่อยากจะซื้อเงินเก็บไว้บ้างเลยเหรอครับ ? นี่แหละครับคือ เงินแท้ๆ เงินที่ใครๆอ้างว่าเป็นพระเจ้า

เงินที่หลายคนทำงานเพื่อมันและแสวงหา แท้จริงแล้ว น้อยคนเหลือเกินที่เคยได้สัมผัสกับ เงิน(Silver)ที่แท้จริง ให้สมกับชื่อของมัน

 

โอกาสยังมีครับ การยืนเหนือราคา 30$/oz ได้อย่างมั่นคงของแร่เงิน เป็นสัญญาณที่บอกว่า

ความสามารถในการกดราคาของ Jp morgan อ่อนกำลังลง และเมื่อวันใดที่เค้าไม่สามารถกดไว้ได้อีกต่อไป

เมื่อนั้นแหละครับที่เราจะได้เห็น โอกาสของเงิน(จริงๆ) (Silver Opportunity)

ถูกแก้ไข โดย Nexttonothing
  • ถูกใจ 7

แชร์โพสต์นี้


ลิงก์ไปโพสต์
แชร์ไปเว็บไซต์อื่น

Young_Silver_Dragon.jpg

 

โอกาส"เงิน"(จริงๆ):2 (Silver Opportunity:2)

 

เวลานักกีฬาขึ้นแท่นรับเหรียญรางวัล อย่างที่ทราบครับว่า

 

:excl: ที่ 1 = เหรียญทอง (Gold)

 

:excl: ที่ 2 = เหรียญเงิน (Silver)

 

:excl: ที่ 3 = เหรียญทองแดง (Bronze)

 

ดูแล้วก็สมเหตุสมผล ที่จัดเงิน (Silver) ไว้ตรงกลางระหว่างทองคำและทองแดง

เพราะถ้าหันกลับมามองในแง่ของคุณสมบัติกันแล้ว

 

- ทองคำ เหมาะจะเป็นเงินที่แท้จริง ( Real Money)

- ทองแดง เหมาะใช้ในอุตสาหกรรม ถือเป็น สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)

 

ส่วนแร่เงิน นั้นเป็นได้ทั้งคู่ !

 

เงินมีข้อดีจากโลหะทั้งสองชนิดอยู่ในตัวของมัน (Two in one)

ในอดีตเงินนั้นก็เคยเป็นเงินที่แท้จริง ทำหน้าที่ควบคู่กับทองคำได้เป็นอย่างดี....

ทางด้านอุตสาหกรรมก็บอกได้เลยว่า “สารพัดประโยชน์”เอา

มากๆ เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้ เป็นโลหะมีค่าได้

ในขณะที่ก็เหมาะจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ด้วยเช่นกัน

 

ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ Silver เพิ่มขึ้นมาอีก คือ ความต้องการซื้อเพื่อการลงทุน (Investment Demand)

จากผลสำรวจของ GFMS ( World silver survey) ในปี 2010

ความต้องการในส่วนนี้ เพิ่มสูงขึ้นถึง 47%

นั่นเพราะราคาที่ขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วไปเตะตานักลงทุนเข้าอย่างจัง

 

ด้วยลักษณะที่ถูกใช้แล้วหมดไปในงานอุตสาหกรรม สวนทางกับปริมาณความต้องการที่มากขึ้นๆ

ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วก็เป็นไปตามกฎ Demand- Supply สุดท้ายจึงไม่พ้น ”ราคาขึ้น”

 

:excl: จากวันแรกที่เขียนบทความเรื่อง โอกาส “เงิน” (จริงๆ) ราคาปรับตัวขึ้นมาแล้ว 35% ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน

 

:excl: สงกรานต์ ปีที่แล้วจนมาถึง สงกรานต์นี้ เงินปรับตัวขึ้นมาแล้ว 100%

 

:excl: สิบปีก่อน (2001) ราคาเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 4$ นั่นเท่ากับว่า 10 ปีขึ้นมาถึง 1,000% (10 เท่า)

 

นักลงทุนย่อมทราบดีว่า หากจะลงทุนอะไรแล้วให้ ผลตอบแทนมากขนาดนี้ จำเป็นต้องซื้ออนุพันธ์

แล้วใช้กฎการทวีคูณเข้ามาช่วย (เช่น Gold Future)

แต่สำหรับซิลเว่อร์แล้ว ขึ้นมาขนาดนี้-ขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง (Physical)

ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาซื้อขายอะไรมาทวีคูณให้เสี่ยง

 

การขึ้นราคามามากสร้างความวิตกกังวลให้กับ บริษัทต่างๆที่ใช้ซิลเว่อร์เป็นวัตถุดิบในการผลิต

บริษัทพวกนี้ไม่ได้ซื้อเพื่อการลงทุน ไม่ได้ซื้อสัญญาซิลเว่อร์กระดาษ สิ่งที่เค้าต้องการคือของจริงเท่านั้น

เพื่อให้ไลน์การผลิตยังดำเนินต่อไปได้

ปัจจัยนี้ในอนาคตจะหนุนให้ “ราคายิ่งขึ้น - ดีมานด์กลับยิ่งเพิ่ม”

 

ธุรกิจทางด้าน คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์ เช่น Apple, ธุรกิจทางด้าน การแพทย์

ทางด้านการทหาร ทางด้านอุตสาหกรรมหนัก-เบา ฯลณ ขาดวัตถุดิบที่ชื่อว่า “ซิลเว่อร์” ไม่ได้

 

ราคาไม่สำคัญเท่ากับต้องมีของ เพราะซิลเว่อร์ไม่ได้เป็นต้นทุนหลักในการคิดราคาของสินค้า

แต่มันขาดไม่ได้ในไลน์การผลิต หากของขาดแคลน ทุกบริษัทจำเป็นจะต้องกักตุน

ยิ่งหากเห็นว่าราคาจะสูงขึ้นไปอีกในอนาคตผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ย่อมรู้ว่าควรจะทำยังไง..

 

อีกประเด็นหนึ่งคือ

ตัวการสำคัญอย่าง Jp Morgan ที่เปิดสัญญา Short ปริมาณมหาศาลเอาไว้

ก็เริ่มจะเครียดกับราคาที่ทุบเท่าไหร่ก็ไม่ลง

 

เมื่อถึงวันนึงที่จะต้องส่งมอบของกันจริงๆ ปรากฎการณ์ บีบสถานะช๊อต (Short Squeeze)

ที่เคยพูดถึงจะยิ่งส่งให้ราคาซิลเว่อร์ลอยไปดวงจันทร์.

 

ปลายปีที่แล้ว Max Keiser พิธีกรรายการทีวีชื่อดัง

ได้ออกแคมเปญออกมาแคมเปญหนึ่ง ชื่อว่า

 

“ CRASH JP MORGAN, BUY SILVER “

แปลเป็นไทยได้ว่า “ขยี้ Jp Morgan โดยการซื้อแร่เงิน”

 

 

วัตถุประสงค์ของโครงการคือ : รณรงค์ให้ทุกคนซื้อ Silver คนละ 1 เหรียญ

เพื่อดึง Physical ให้ออกไปจากระบบ Jp Morgan ก็จะทำการเปิดสถานะ Short กดราคาได้ยากขึ้น

ในขณะที่หากถึงวันส่งมอบหาของจริงไม่ได้ วงจรอุบาทว์ที่กดหัวแร่เงินมานานหลายสิบปีก็จะถึงคราวพินาศ

 

ปรากฎว่าไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โครงการนี้ฮิตติดลมบน ปากต่อปาก ทั้งใน Google และ Youtube มีผู้เข้าร่วมกับ MAX Keiser จำนวนมาก

ข้อความที่เค้าต้องการจะสื่อสารออกไปหลักๆก็คือ

 

ระบบธนบัตรกระดาษมันห่วยและเงินเฟ้อจากการพิมพ์เงินสมควรถือเป็นอาชญากรรม !!

(Fait Currency is sucks and Inflation is a crime)

 

โครงการล่าสุดที่เด็ดมากคือ “Million ounce march”

เป้าหมายคือดึงแร่เงิน 1 ล้านออนซ์ทั่วโลกออกจากระบบให้อยู่ในความครอบครองของประชาชน

มีการผลิตเหรียญซิลเว่อร์ ปั๊มรูปหน้า Max ขาย มีตั้งแต่ขนาด ¼ ½ ออนซ์ให้เก็บกันตามกำลัง

อาจจะดูเหมือน ขำขำ แต่หากบรรลุตามเป้าจริงนี่ซีเรียสถึงขั้นเป็นการล้มล้างระบบ

นี่คือสงครามอีกรูปแบบหนึ่งระหว่าง ประชาชนทั่วไปกับผู้มีอำนาจ

 

 

newmomround.jpg

 

 

มองกันดีๆ การซื้อซิลเว่อร์ จึงไม่ได้เป็นแค่ :angry: “เครื่องป้องกันตัว” จากภัยเงินเฟ้อและวิกฤตการเงินที่จะมาถึงเท่านั้น

แต่ยังถือว่าเป็น :angry: “อาวุธ” ที่ทิ่มแทง “ขาใหญ่” ในตลาดอีกด้วย (Jp morgan , HSBC, Goldman sach) โดยทุก 1 เหรียญที่ขึ้นราคามีผลทำให้พวกเค้าขาดทุน 1 พันล้านเหรียญ

งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไปอีกไม่นาน “ได้เห็นกัน”

 

สำหรับซิลเวอ่ร์แล้ว เรื่องของราคาไม่ต้องพูดอะไรกันมากแล้ว รู้กันแค่ว่าจะขึ้นอีกเยอะ

 

โอกาส"เงิน"(จริงๆ)ครั้งที่ 1 (ที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับทองในช่วงปี 1970-1980)

 

:excl: Silver ทะยานจาก 1.28$ ไปจบที่ประมาณ 50$ = ขึ้น 39 เท่า

 

:excl: Silver ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานี้คือ 4$ หากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย อย่างน้อยๆต้องมี 150$

 

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้น Silver ไม่ได้ขาดแคลนอย่างหนักเหมือนในปัจจุบัน

หากจะพุ่งอีกราคาจะเป็นเท่าไหร่ฟ้าก็คงไม่อาจกั้น สิ่งที่สำคัญกว่าราคาก็คือ

 

 

เราจะหาของกันได้รึเปล่า?

 

 

การหาซื้อแร่เงินในอนาคตจะซื้อยากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าเห็นราคาแล้วจะไปหาซื้อได้

ด้วยความต้องการทั้งจาก ภาคอุตสาหกรรม+ภาคการลงทุน (ในฐานะที่เป็นเงินที่แท้จริงและเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยตัวหนึ่ง)

ผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Silver ต้องได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

 

หากคุณเป็นนักลงทุน คุณคงเคยเห็น สินทรัพย์ บางตัวที่เคย “ขึ้นเร็ว และ ขึ้นแรง”

ผมกล้าพูดได้เลยว่าคุณยังไม่ได้เห็นของจริง เมื่อซิลเว่อร์ขึ้นราคามันจะนิยาม คำว่า “ขึ้นเร็ว และ ขึ้นแรง” ใหม่

ให้สินทรัพย์ทุกตัวได้เห็น (ว่ามันเป็นอย่างนี้)

 

เป้าหมายอย่างน้อยที่เราควรจะได้เห็น คือ ราคาของทองคำและเงินเมื่อเทียบเป็นอัตราส่วนกันแล้ว (Gold/Silver ratio)ควรจะอยู่ที่ 16 : 1

นับตั้งแต่วันแรกที่แนะนำเรื่องนี้ อัตราส่วนอยู่ที่ 45 ในขณะที่วันนี้ลดลงมาแล้วเหลือเพียง 36

 

 

อัตราส่วนลด ----> ทั้งๆที่ทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาล!!

 

ชัดเจนว่าทั้งทองคำและเงินยังราคาต่ำกว่ามูลค่า

ความจริงก็คือประชากรโลกเรามี 6.5 พันล้านคน ในขณะที่มีซิลเว่อร์ให้ครอบครองได้เพียง 800 ล้านออนซ์

หากทุกคน “ต้องมีเงิน” ไว้ในครอบครอง จะมีกันได้เพียงคนละ 0.12 ออนซ์เท่านั้น

 

นี่คือเหตุผลที่ทำไมมันถึงได้ชื่อว่าเป็น โลหะมีค่า (Precious Metal)

การสำรวจจากสถาบันทางธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุชัดเจนว่า Silver มีโอกาสจะสูญพันธุ์ภายใน 20 ปี

(เมื่อเทียบจากตัวเลขปริมาณความต้องการปีละ 24,400 ตัน กับสต๊อกของที่มีอยู่ 510,000 ตัน)

พูดกันตรงๆผมเคยได้ยินแต่ สัตว์หายากสูญพันธ์แต่กับ “โลหะ” นี่เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

 

 

************************************************************************************

 

ย้อนกลับมาที่ตลาดโลหะเงินในบ้านเรานั้น อย่างที่เคยบอกว่า สภาพคล่องยังไม่มาก

นักลงทุนบางท่านที่ซื้อช่วงแรกๆประสบปัญหา

ไม่รับซื้อคืนบ้าง ราคาไม่มาตราฐาน หรือ มีการบวก Vat

ก็ต้องขอบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาครับ ตอนนั้นพวกเราถือเป็นคนกลุ่มแรกๆที่เข้ามาลงทุนในตลาด มันก็ต้องลำบากติดขัดกันบ้างอยู่แล้ว

(แต่มองในแง่ดีคือจะได้ในราคาที่ต่ำ) หากรอให้สภาพคล่องมีสูง+คนในตลาดเข้าร่วมลงทุนกันหมด ถึงตอนนั้นราคาที่ได้ก็คงจะไม่ถูกเหมือนอย่างก่อน

 

กลางปีนี้จะเริ่มมีการซื้อขายกันอย่างเป็นทางการ ทั้งที่เป็นของจริงและเป็นสัญญากระดาษจากบริษัทต่างๆ

ก็ติดตามกันในระยะประชิดต่อไปนะครับ ถือเป็นโอกาส ให้ผู้ที่มีรายได้น้อย มีกำลังไม่พอจะสามารถซื้อทองคำ

ได้มีทางเลือกที่จะป้องกันตัวเองจากเงินเฟ้อ ส่วนในแง่สำหรับนักลงทุนนั้นผมเชื่อว่า

 

“แร่เงินจะเป็นที่สุด (The Best) แห่งโอกาสในการลงทุนยิ่งกว่าสินทรัพย์ตัวใดๆ

ที่เคยมีการเทรดกันมาในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว”

 

โชคดีในการลงทุนทุกท่านครับ ….

ถูกแก้ไข โดย Nexttonothing
  • ถูกใจ 12

แชร์โพสต์นี้


ลิงก์ไปโพสต์
แชร์ไปเว็บไซต์อื่น