mdaddy 2,443 Report post Posted January 11, 2013 เมกาฟื้นแล้ว 555 128 million Americans are now on government programmes. Can America survive as the world’s superpower? ลุงจิมฝากข่าวมาเสริมคุณหมอด้วยว่า แบบนี้มันฟื้นแปลกๆนะ (หรือว่าจะฟื้นแบบซอมบี้?!) อเมริกันเอ็กซ์เพรส เตรียมลดจำนวนพนักงานกว่า ๕๔๐๐ ตำแหน่ง ในปีนี้ ที่มา : http://www.jsmineset.com/2013/01/10/in-the-news-today-1421/ 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites
MOR LEK 2,835 Report post Posted January 11, 2013 (edited) เฮ้อ! ชื่อเรื่องตรงกับเหตุการณ์เลย Silver and Gold never allowed a 2 day rally continues http://fortwealth.com/blog/?p=2238 ราคาทองคืนนี้ ..... waterfall Edited January 11, 2013 by MOR LEK Quote Share this post Link to post Share on other sites
deb99 290 Report post Posted January 11, 2013 ขอบคุณครับ Quote Share this post Link to post Share on other sites
mdaddy 2,443 Report post Posted January 11, 2013 .... ราคาทองคืนนี้ ..... waterfall .... หงุดหงิดตรงที่มันไม่ยอมตกจริงๆนี่แหละ โดนทุบอยู่ในช่วงนี้ตลอด รอจะยิงกระสุนนัดสุดท้ายมานานละ ทุบจริงๆจะได้ซื้อซักที ภาพจากเวบลุงจิม 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
ส้มโอมือ 4,912 Report post Posted January 11, 2013 วันที่ 14 มกราคม 2556 04:00 นโยบายการคลังกับนโยบายการเงินสหรัฐ โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในครั้งที่แล้วผม สรุปประเด็นสำคัญๆ ของข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงหน้าผาทางการคลังที่ออกมาเป็นกฎหมายได้อย่างรีบ เร่ง ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ถึง 2-3% ในวันที่ 2 มกราคม ทั้งๆ ที่ข้อตกลงดังกล่าวทำให้นักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ “ผิดหวัง” กับความคืบหน้าในการแก้ปัญหาการขาดวินัยทางการคลัง เพราะมิได้มีการวางกรอบเพื่อแก้ปัญหาทางการคลังแต่อย่างใด บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดีส์มองว่าข้อตกลงดังกล่าวมิได้ทำให้ภาระ หนี้สาธารณะลดลงและ “อาจไม่เพียงพอ” ที่จะทำให้สหรัฐสามารถรักษาระดับความน่าเชื่อถือที่ AAA อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของเอสแอนด์พีซึ่งได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงไปเมื่อปี 2011 มองว่า มาตรการที่มีอยู่ในข้อตกลง “ยังไม่สามารถทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับที่ ยั่งยืนได้ในระยะกลาง” ทั้งนี้ ทั้งสองบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือบอกว่าจะรอดูผลการเจรจาเพื่อปรับ เพดานหนี้สาธารณะในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมก่อนที่จะพิจารณาทบทวนอันดับ ความน่าเชื่อถือของสหรัฐ หากข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อ 1 มกราคมมีจุดอ่อนให้ตำหนิอย่างมากมายดังที่ผมกล่าวถึงในบทความเมื่อสัปดาห์ ที่แล้ว คำถามคือทำไมตลาดหุ้นจึงปรับตัวขึ้นและโบรกเกอร์ต่างๆ จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ให้เพิ่มการลงทุนในหุ้นเกือบทุกราย ? คำตอบอาจมีอยู่ 3 ข้อคือ 1. ก่อนที่จะเผชิญหน้าผาทางการคลังนั้นนักลงทุนได้พยายามลดความเสี่ยงโดยการขาย หุ้นล่วงหน้าและเมื่อความเสี่ยงดังกล่าวหมดลงก็คงมีการปรับพอร์ตยกเลิกการ ขายหุ้นล่วงหน้า 2. เป็นที่รับรู้กันก่อนสิ้นปี 2012 ว่าอัตราภาษีที่เก็บจากราคาสินทรัพย์ที่ปรับขึ้น (Capital gains tax) และภาษีที่เก็บจากเงินปันผล (dividend tax) จะต้องถูกปรับขึ้น ทำให้นักลงทุนรีบขายหุ้นออกไปก่อนที่ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นและหลาย บริษัทก็จ่ายเงินปันผลพิเศษ ต่อมาเมื่อทราบแน่นอนแล้วว่าภาษีอยู่ที่ระดับใดก็อาจจะมีการกลับเข้าไปซื้อ หุ้นเพิ่มเพื่อปรับพอร์ตกลับไปสู่สภาวะปกติ 3. แต่ผมเชื่อว่าสาเหตุหลักที่นักลงทุนมองว่าต้องซื้อหุ้นคือการมองว่ารัฐบาล สหรัฐจะดำเนินนโยบายการคลังที่ขาดดุลอย่างต่อเนื่องเพราะจะไม่สามารถปรับลด รายจ่ายได้ ดังนั้นการขาดดุลงบประมาณก็น่าจะมีแต่เพิ่มขึ้นไม่น่าจะลดลง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นรัฐบาลสหรัฐก็จะต้องออกพันธบัตรและมีหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนจากพันธบัตรจะไม่เพิ่มขึ้น (ดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้น) เพราะธนาคารกลางสหรัฐยังจะพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรเพื่อกดดอกเบี้ยลง จนกระทั่งการลงทุนในพันธบัตรให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มกับความเสี่ยง ตรงกันข้ามการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลอย่างน้อยก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นได้ (ไม่เหมือนกับพันธบัตรรัฐบาลซึ่งราคาสูงเกินปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้ว) 4. ข้อตกลงเมื่อ 1 มกราคมนั้นมีความสำคัญคือ ทำให้ภาษีเงินได้ของชาวอเมริกัน 99% (ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 4 แสนดอลลาร์ สำหรับคนโสดและไม่เกิน 450,000 ดอลลาร์สำหรับสามี-ภรรยา) ถูกปรับลดลงอย่างถาวร กล่าวคือก่อนหน้านี้ภาษีที่ระดับต่ำตามกฎหมายที่ออกสมัยประธานาธิบดีบุชนั้น เป็นการลดภาษีชั่วคราวที่ต้องมาต่ออายุกันครั้งละ 1 ปี แต่จากนี้เป็นต้นไป อัตราภาษีดังกล่าวได้ถูกกำหนดให้เป็นอัตราภาษีถาวรตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 1 มกราคม ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าผู้บริโภคจะมีความมั่นใจที่วางแผนการบริโภคเพิ่มขึ้น บางคนอาจมองด้วยความเป็นห่วงว่าการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลสหรัฐจะเป็นเรื่องดีได้อย่างไร คำตอบคือ 1. เนื่องจากเศรษฐกิจของยุโรปก็ยังหดตัวอย่างต่อเนื่องและเศรษฐกิจญี่ปุ่นเองก็ ยังเปราะบาง เศรษฐกิจสหรัฐและเงินดอลลาร์ก็ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่น่าเชื่อถือมากกว่า เศรษฐกิจของประเทศหลักอื่นๆ อเมริกาจะไม่ห่วงว่านักลงทุนจะสามารถหันไปลงทุนที่อื่นและทิ้งตลาดสหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญได้ 2. ตราบใดที่ชาวโลกยังต้องพึ่งพาเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก เพราะยังไม่สามารถหาเงินสกุลอื่นๆ มาทดแทนได้ การที่ธนาคารกลางสหรัฐจะพิมพ์เงินออกมาหลายล้านล้านดอลลาร์ก็จะไม่ทำให้เกิด ปัญหาค่าเงินดอลลาร์อ่อนมากนัก เพราะยังมีผู้ที่ยินดีรับเงินดอลลาร์มาเก็บเอาไว้ในจำนวนที่ไม่มีขอบเขต จำกัด 3. แม้รัฐบาลสหรัฐจะสร้างหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังมีธนาคารกลางสหรัฐและนักลงทุนต่างชาติซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอย่างต่อ เนื่อง ในกรณีของนักลงทุนต่างชาตินั้นเข้าใจว่าส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารกลางของประเทศ ที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเฉพาะธนาคารกลางเอเชีย ตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 3 มกราคมมีข่าวว่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นมาก ทำให้หุ้นบริษัทรถยนต์เกาหลีปรับตัวลดลง 5% เพราะเกรงว่าจะส่งรถยนต์ออกไม่ได้ ทำให้มีข่าวว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้ต้องเข้ามาแทรกแซงโดยซื้อเงินดอลลาร์และ ขายเงินวอนเพื่อให้เงินวอนอ่อนค่า เมื่อธนาคารกลางเกาหลีใต้ถือเงินดอลลาร์มากขึ้น ต่อมาก็คงจะต้องเปลี่ยนเงินสดไปเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพราะอย่างน้อยก็จะยังมีรายได้จากดอกเบี้ยบ้าง แต่หากเก็บเป็นเงินสดก็จะไม่ได้ดอกเบี้ยเลย กล่าวโดยสรุปคือผมมีความเห็นว่าหลายฝ่ายคงจะเห็นแนวโน้มว่ารัฐบาลสหรัฐ น่าจะไม่สามารถรักษาวินัยทางการคลังได้ เพราะกรอบนโยบายการคลังที่ประธานาธิบดีผลักดันอย่างต่อเนื่องคือการเก็บภาษี คนรวยเพื่อคงรัฐสวัสดิการให้กับคนจนและคนชั้นกลาง ปัญหาคือคนรวยที่ว่านี้มีอยู่ 1-2% ของประชากรทั้งหมด แต่รัฐสวัสดิการนั้นแจกเงินให้กับคนทั้ง 100% ของประเทศ สำหรับนักการเมือง “การปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน” และ “การเก็บภาษีคนรวยเพื่อให้ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน” นั้นเป็นเรื่องที่ฟังดูผิวเผินแล้วเป็นเรื่องที่ถูกต้องและจะทำให้ชนะการ เลือกตั้ง แต่การจะคาดหวังให้คน 1-2% รับภาระให้กับคน 100% นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังที่กล่าวในครั้งที่แล้วว่าข้อตกลงเมื่อวันที่ 1 มกราคมนั้น ทำให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้น 6 แสนล้านดอลลาร์ใน 10 ปี ข้างหน้า แต่ทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน บางคนอาจมองว่าหากรัฐบาลสหรัฐสร้างหนี้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ภาระย่อมจะต้องตกอยู่กับลูก-หลานของชาวอเมริกันในอนาคต แต่ผมสงสัยว่าภาระนั้นอาจตกอยู่กับเจ้าหนี้ของรัฐบาลสหรัฐมากกว่า ซึ่งเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐนั้นมีอยู่ 2 เจ้าคือ ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางต่างประเทศ เจ้าหนี้ตัวจริงคือธนาคารกลางต่างประเทศ เพราะธนาคารกลางสหรัฐจะพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาอีกกี่ล้านล้านดอลลาร์ก็ได้ ซึ่งหากทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและเงินดอลลาร์อ่อนค่าก็จะยังสามารถพิมพ์เงิน ออกมาเพิ่มได้อีกโดยไม่มีข้อจำกัด ดังนั้น ผู้ที่รับภาระแต่เพียงผู้เดียวคือชาวต่างชาติที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพราะสินทรัพย์ดังกล่าวจะเสื่อมค่าลงตามเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์ ที่อ่อนค่าลง ชาวอเมริกันที่ใช้เงินเกินตัว นำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออกจึงได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดย การจ่ายเงินที่ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์ออกมาอย่างไม่จำกัดจำนวน ในขณะที่สหรัฐกำลังเดิมพันว่าไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางต่างประเทศใดกล้าไม่ ซื้อหรือกล้าขายพันธบัตรสหรัฐและเงินดอลลาร์ออกมา เพราะจะเผชิญกับสภาวะขาดทุนและการส่งออกก็จะต้องทรุดตัวลง เนื่องจากเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าและดอกเบี้ยจะปรับขึ้นอย่างฉับพลัน ดังนั้น ประเด็นที่จะทิ้งท้ายเอาไว้คือการใช้จ่ายเกินตัวของสหรัฐนั้นสหรัฐอาจไม่ เป็นห่วงมากนัก เพราะเชื่อว่าจะมี “เจ้ามือ” มาจ่ายให้ครับ 4 Quote Share this post Link to post Share on other sites
ส้มโอมือ 4,912 Report post Posted January 11, 2013 http://news.goldseek.com/COT/1357937008.php Quote Share this post Link to post Share on other sites
MOR LEK 2,835 Report post Posted January 12, 2013 (edited) http://news.goldseek.../1357937008.php เจ้ามือเพิ่ม L ตั้งมาก ลด S ด้วย ดันทุบซะน่วมเลย ลุงจิมบอกว่ารู้ตัวคนทุบแล้วครับ Federally Assistance Or Just A Hedge Fund? http://www.jsmineset...t-a-hedge-fund/ ส่วนเรื่องที่บลูมเบิร์กรายงานว่าทองลงเพราะความกังวลเรื่องเงินเฟ้อของจีนจะทำให้จีนหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุงจิมด่าว่าปัญญาอ่อน (ถ้าลงเพราะสาเหตุนี้มันควรลงตั้งแต่ตอนที่ตลาดจีนเปิดสิ) Today’s Award For The Dumbest Talking Head: Bloomberg dug up a gold expert baby that looked like he was waiting for puberty to hit might that blamed today’s gold price weakness on higher inflation in China. Sorry, but that is totally wrong. นอกจากนี้แล้วบลูมเบิร์กยังรายงายมั่วๆให้คนจับผิดได้ตามรูปข้างล่าง คือกราฟราคาแทนที่จะเป็นเดือนดันใส่เป็นปีแทน BLOOMBERG CAUGHT FALSIFYING GOLD CHART TO DISCOURAGE INVESTMENT IN GOLD http://www.silverdoctors.com/bloomberg-caught-falsifying-gold-chart-to-discourage-investment-in-gold/#more-19905 Edited January 12, 2013 by MOR LEK 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
MOR LEK 2,835 Report post Posted January 12, 2013 หงุดหงิดตรงที่มันไม่ยอมตกจริงๆนี่แหละ โดนทุบอยู่ในช่วงนี้ตลอด รอจะยิงกระสุนนัดสุดท้ายมานานละ ทุบจริงๆจะได้ซื้อซักที เทรดเดอร์แดนเขียนไว้ 3 วันก่อนครับ Gold Stymied at the 200 Day Moving Average Hedge funds are using this level against which to sell rallies while large physical offtake is providing the base of support from $1640 on down. The market is stuck in a range for the time being with neither the bull nor the bear camp gaining a decided short term advantage for now, although the chart suggests that the bears have the intermediate term advantage. Unless or until the bulls can take out the 200 day moving average and then get the price back above last week's high, the support level is going to be in danger if physical demand slacks off one iota. Once again it will be up to that side of the gold equation to try to put a firm bottom in this thing especially with speculators in a selling mood. 3 Quote Share this post Link to post Share on other sites
คนหลงอ่าง 51 Report post Posted January 12, 2013 จากโพสต์ คุณเน็กซ์...เมื่อปีใหม่...ที่บอกว่า...อัตราเฉลี่ยขึ้นต่อปีทอง ใกล้เคียงกัน (ถ้าสถานการณ์คงเดิม)……ค้นเจอตัวเลขเลยมาลงให้ดู ปี พ.ศ. ต้นปีซื้อ /บาท ขายปลายปี/บาท กำไร-ขาดทุน เปอร์เซ็นต์ 2550 10,850-10,950 13,200-13,300 = 2,350 = 21.46% 2551 13,150-13,250 13,900-14,000 = 750 = 5.67% 2552 14,000-14,100 17,300-17,400 = 3,300 = 23.40% 2553 17,350-17,450 20,050-20,150 = 2,700 = 15.47% 2554 20.100-20.200 23,450-23,550 = 3,300 = 16.45% 2555 23,600-23,700 24,100-24,200 = 500 = 2.10% ถ้าเฉลี่ยในปี 2550-2552 รวมสามปี = 21.46 +5.67 +23.04 = 50.53% หาร 3 ปี..... เฉลี่ยตกปีละ = 16.84% ต่อปี..... สมมุติ....สมมุตินะครับ...ในปี 2556= เฉลี่ยปีละ 16.84% ปี 55 ติดลบค่าเฉลี่ย 2.10% ถ้านำไปรวมปี 2556 = 14.74+16.84 รวมในปีใหม่ .....ราคาทองจะเพิ่มเป็น = 31.58% ก็หมายความว่า.... ราคาทองตอนนี้ 1-1-2556 = 24,150-24,250 ถ้าเก็บขายตอนปลายปี 56 = +31.58% = 31,800-31,900 /baht ถ้าปีนี้ไม่มา....ก็ตัวเลขจะไปรวมปีหน้า.... เพิ่มไปอีก....เพิ่มไปอีก.....(หรือแบ่งเป็นสองตลาดซะเลย ) ป.ล. การลงทุน มีความเสี่ยง....โปรดพิจารณา......ห้ามดื่มเกิน สองขวดต่อวัน......เปลืองเงิน...... 3 Quote Share this post Link to post Share on other sites
Dr.Polar Bear 346 Report post Posted January 12, 2013 เรียนถามพี่ๆว่า Fed balance ติดลบนิดเดียว แสดงว่าจะพิมพ์เงินออกมาได้อีกเยอะเลย 200++ Billion US?? Quote Share this post Link to post Share on other sites
mdaddy 2,443 Report post Posted January 12, 2013 ระหว่างรอรับกระดาษเพิ่ม และรอราคาทองวิ่งขึ้น มาชมการซื้อขายโลหะมีค่าที่สิงคโปร์กันครับ http://www.youtube.com/watch?v=z3Ht0rU4NSg (ข่าวโดย บีบีซี) เห็นแล้ว นึกถึงแนวความคิด "พีที" ที่พูดไว้ว่า ในโลกปัจจุบันนี้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในชีวิต และทรัพย์สิน คุณควรจะ เก็บเงินไว้ประเทศ ก. มีสัญชาติ ประเทศ ข. ใช้ชีวิตอยู่ประเทศ ค. 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
deb99 290 Report post Posted January 12, 2013 ขอบคุณครับ Quote Share this post Link to post Share on other sites
mdaddy 2,443 Report post Posted January 12, 2013 เรียนถามพี่ๆว่า Fed balance ติดลบนิดเดียว แสดงว่าจะพิมพ์เงินออกมาได้อีกเยอะเลย 200++ Billion US?? Fed Balance คืออะไรเหรอครับคุณหมอ Quote Share this post Link to post Share on other sites
mdaddy 2,443 Report post Posted January 12, 2013 เรจจี้ มิดเดิลตัน คุยกับ แมกซ์ ไคเซอร์ เขาบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับปัญหาทางการเงินนั้นคือรัฐบาลต่างๆก็พยายามเตะกระป๋องไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม มันจะต้องมีวันที่เตะกระป๋องแล้วมันไปเด้งผนังมาใส่หัวคนเตะแน่ๆ สิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องการประมาณการเรื่องเวลา ก่อนปิดท้ายรายการ เรจจี้บอกว่า จากการคำนวณของเขา ประมาณ ๒๐๑๓-๒๐๑๔ วันชำระบัญชี (day of reckoning) จะมาถึง www.youtube.com/watch?v=_CTzTPUNfUU 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
นัย 232 Report post Posted January 13, 2013 Fed Balance คืออะไรเหรอครับคุณหมอ น่าจะเป็นงบดุลทางบัญชีหรือ Balance Sheet ของ Fed เดานะคะ 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites