oasis 315 Report post Posted December 12, 2012 เสพติดกลิ่นหมึกพิมพ์ซะแล้ว ลุงเหม่ง http://www.bloomberg...new-buying.html มันไม่ได้ใช้หมึกครับ เป็นเพียงธุรกรรมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ในระบบการเงินมีธนบัตรจริง ๆ เพียง 3% เท่านั้น แต่เงินใหม่ที่เฟดสร้างนั้น มันเอาไปใช้ได้จริง ๆ ครับก็มันเอามาใช้ปั่นหุ้น และสินค้าโคภัณท์ ทั้งหลาย 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites
bunny 1 Report post Posted December 12, 2012 เย้ๆๆ ดีใจจังค่ะ รอของขวัญปีใหม่ค๊า Quote Share this post Link to post Share on other sites
mdaddy 2,443 Report post Posted December 14, 2012 ก่อนหน้านี้ ก็มีอาจารย์มหาวิทยาลัยของอังกฤษ เข้าไปถ่ายทำคลิปในคลังทองคำของธนาคารอังกฤษได้ http://anonym.to/?http://www.guardian.co.uk/science/grrlscientist/2012/dec/10/1 นี่ล่าสุด ธนาคารกลางอังกฤษก็ได้เปิดคลังทองคำให้ราชินิของอังกฤษเข้าทอดพระเนตรได้ แถมมีคลิปข่าวตอนที่พระองค์เยี่ยมชมคลังทองคำด้วย http://anonym.to/?http://www.telegraph.co.uk/news/newsvideo/royalfamilyvideo/9742780/Queen-and-Duke-of-Edinburgh-visit-gold-vault-at-Bank-of-England.html แปลกดีครั้บพี่น้อง อยากรู้จริงๆว่าอะไรทำให้ธนาคารกลางอังกฤษต้องออกมาทำโครงการประชาสัมพันธ์ถึงขนาดนี้ เพราะปกติธนาคารกลางทั่วโลก ท่านจะหวงที่เก็บทองคำของท่านเหลือเกิน อยู่ๆก็เอามาเปิดให้โลกเห็น ที่มา : http://anonym.to/?http://gata.org/node/12030 3 Quote Share this post Link to post Share on other sites
milo 888 Report post Posted December 14, 2012 คล้ายๆวิธีคิดตัวเลขเงินเฟ้อของเขาเลยนะครับ ว่าไม่นับอาหาร และพลังงาน พึ่งได้ดูสัมภาษณ์ ดร.อัมมาร สยามวาลา ท่านบอกว่า ธปท. ของเราจะพยายามควบคุมตัวเลขเงินเฟ้อ ให้อยู่ในเป้า (เหมือนเฟดเลย) แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ธปท.ท่านเอามาใช้ เป็นตัวเลขที่ไม่รวมอาหาร และพลังงาน เรื่องอัตราว่างงานนี่ออกมาลดลงแบบนี้ ไม่รู้ว่า อีกเดือน หรือไม่กี่อาทิตย์หน้า จะออกมา "แก้" ตัวเลข เหมือนเมื่อตอนก่อนเลือกตั้งหรือเปล่า ประมาณว่า พึ่งมารู้ตัวทีหลังว่าข้อมูลไม่ครบ ปีหน้า บริษัทขนาดกลาง จะพยายามลดชั่วโมงพนักงาน จากประมาณ ๔๐ ชั่วโมง/สัปดาห์ ให้ต่ำกว่า ๓๐ ชั่วโมง/สัปดาห์ เพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้พนักงาน (ถ้าพนักงานทำงานตั้งแต่ ๓๐ ชม./สัปดาห์ขึ้นไป โอบามาแคร์บอกว่า นายจ้างต้องซื้อประกันสุขภาพให้) เมื่อชั่วโมงทำงานลดลง ถ้าต้องการให้ได้งานเท่าเดิม ก็จะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น(จำนวนคน แต่ไม่ใช่จำนวนชั่วโมง) ทำให้ตัวเลขการว่างงานลดลงไปอีก * * * * * * * * * * * * * * * * * * ร้อยละ ๗๓ ของการจ้างงานที่เกิดขึ้นในรอบ ๕ เดือนที่ผ่านมา เป็นงานจ้างงานโดยรัฐบาล อ่านพาดหัวนี้แล้วนึกถึงสมัยโซเวียต รัสเซีย ที่มีอัตราการว่างงานเป็น ๐ แต่คนไม่มีจะกิน เพราะแทบจะทุกคนเป็นลูกจ้างรัฐบาล อัฐยาย ซื้อขนมยายแบบนี้ ไม่ก่อให้เกิดการผลิตที่แท้จริง ที่มา : http://anonym.to/?ht...ent/#more-18409 * * * * * * * * * * * * * * * * * * มาร์ตินฯ บอกว่ามันจะยังไม่ถึงเวลาของทองคำ จนกว่ายุโรปจะวิกฤติ ถ้าวันไหนปิดต่ำกว่า $๑๖๘๘ แนวรับจะอยู่ที่ ๑๖๔๘, ๑๖๑๖, ๑๕๗๙ ตอนนี้สภาพคล่องในระบบเริ่มลดลง ซึ่งปัญหาเกิดจากการที่รัฐบาลต่างๆทั่วโลก ไม่เคารพกฏหมายของตัวเอง ตอนนี้คนหลายๆคนเลือกที่จะเก็บเงินไว้ แทนที่จะเอาไปลงทุน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปี ๒๐๑๓ ได้ ที่มา : http://anonym.to/?ht...07/the-markets/ ระบบสาธารณสุขเป็นปัญหาจริงๆ อ่านบทความหมอสิงคโปร์ที่เป็นมะเร็งแล้วทำใจครับ จรรยาแพทย์น้อยลงทุกที เป็นธุรกิจไปหมดแล้ว ทั้งหมอทั้งยา ไทยก็คงเดินตามรอยเดียวกัน ดูหุ้นโรงพยาบาลก็รู้ 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
deb99 290 Report post Posted December 14, 2012 ขอบคุณครับ Quote Share this post Link to post Share on other sites
MOR LEK 2,835 Report post Posted December 16, 2012 หุหุ เหตุผลเยอะเหลือเกิน 55 Reasons Why California Is The Worst State In America http://theeconomiccollapseblog.com/archives/55-reasons-why-california-is-the-worst-state-in-america 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites
mdaddy 2,443 Report post Posted December 17, 2012 (edited) ระบบสาธารณสุขเป็นปัญหาจริงๆ อ่านบทความหมอสิงคโปร์ที่เป็นมะเร็งแล้วทำใจครับ จรรยาแพทย์น้อยลงทุกที เป็นธุรกิจไปหมดแล้ว ทั้งหมอทั้งยา ไทยก็คงเดินตามรอยเดียวกัน ดูหุ้นโรงพยาบาลก็รู้ ยังมีความหวังอยู่ครับ ถึงแม้ระบบสาธารณสุขในหลายๆประเทศ (รวมถึงรัฐสารขัณฑ์) ที่จะอิงกับระบบ "รักษาคนป่วย (sick care)" มากกว่า "ดูแลสุขภาพ (healthcare)" แต่ สองสามปีที่ผ่านมา เคยได้พบ ได้อ่าน คุณหมอหลายๆท่าน ทั้งรุ่นใหม่ กลางเก่ากลางใหม่ และรุ่นเก๋า ที่ยังเห็นวิชาชีพของตนเองเป็นวิชาชีพเพื่อการ "ดูแลสุขภาพ" อยู่ ถ้าได้มีโอกาสพบคุณหมอแบบนั้น อย่าลืมให้กำลังใจท่านเยอะๆ ที่สำคัญ ทางเดียวที่เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของระบบ "รักษาคนป่วย" คือพยายามรักษาสุขภาพให้ดี เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของระบอบพวกนี้โดยไม่จำเป็นครับ ป.ล. คุณเสม ส่งข่าวว่า ทองคำขาลงคาดว่ายังไม่จบ น่าจะลงจนถึง ๑๖๔๐ โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณา ป.ล.๒ ภาพยนต์เรื่อง "The Looper" ที่ผมเคยเอาพลอตเรื่องมาเล่าให้ฟัง ตอนนี้ออกมาเป็นดีวีดี / บลูเรย์ ในอเมริกาเรียบร้อยแล้ว สามารถหามาไว้ในครอบครองได้หลายทาง ไม่ว่าจะแบบถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องนัก ถ้าอยากเห็นว่า โลหะเงิน และทอง นั้น "เลอค่าอมตะ" มากกว่าเพชรอย่างที่เดอเบียร์ส ล้างสมอง พวกเราไว้อย่างไร อย่าลืมหามารับชมครับ Edited December 17, 2012 by wcg 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
milo 888 Report post Posted December 17, 2012 (edited) ยังมีความหวังอยู่ครับ ถึงแม้ระบบสาธารณสุขในหลายๆประเทศ (รวมถึงรัฐสารขัณฑ์) ที่จะอิงกับระบบ "รักษาคนป่วย (sick care)" มากกว่า "ดูแลสุขภาพ (healthcare)" แต่ สองสามปีที่ผ่านมา เคยได้พบ ได้อ่าน คุณหมอหลายๆท่าน ทั้งรุ่นใหม่ กลางเก่ากลางใหม่ และรุ่นเก๋า ที่ยังเห็นวิชาชีพของตนเองเป็นวิชาชีพเพื่อการ "ดูแลสุขภาพ" อยู่ ถ้าได้มีโอกาสพบคุณหมอแบบนั้น อย่าลืมให้กำลังใจท่านเยอะๆ ที่สำคัญ ทางเดียวที่เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของระบบ "รักษาคนป่วย" คือพยายามรักษาสุขภาพให้ดี เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของระบอบพวกนี้โดยไม่จำเป็นครับ เพิ่งไปตรวจที่รามาฯ มาครับ เดี๋ยวนี้เขาแบ่งเป็น 3 ชั้นครับ -ราคารัฐ ราคานอกเวลา เพิ่มระดับพรีเมี่ยมเข้ามา ระดับพรีเมี่ยมนี่พอๆ กับเอกชนครับ ราคารัฐแต่ก่อน อาจารย์หมอก็ลงตรวจปกติครับ ไม่แตกต่างอะไรกับนอกเวลา แต่เดี๋ยวนี้ อาจารย์หมอไม่ลงครับ จะลงนอกเวลา กับระดับพรีเมี่ยม เท่านั้น (สำหรับบางแผนกนะครับ บางแผนกก็ลงอยู่ ต้องเช็คให้ดี) ส่วนเรื่องป่วยไข้นี่ยากครับ รักษาสุขภาพดีแค่ไหน มันจะเป็นมันก็เป็น บางคนไม่รักษาตัวเลย ไม่เห็นมันเป็นอะไร ผมว่าอยู่ที่บุญกรรม(เก่า)ด้วยครับ Edited December 17, 2012 by milo 3 Quote Share this post Link to post Share on other sites
milo 888 Report post Posted December 17, 2012 (edited) พอค่ารักษาสูง ค่าประกันก็ต้องสูงตามไปด้วย พอคนไข้กลายเป็นลูกค้า การฟ้องร้องทางการแพทย์ก็สูงตามไปอีก อีกหน่อยฝั่งคุณหมอก็ต้องทำประกันการฟ้องร้อง ทำให้ต้นทุนการรักษาเพิ่ม ค่ารักษาก็ต้องเพิ่มตามไปอีก วนสูงขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ (ยังกะทฤษฎี 2 สูง ของเจ้าสัว แต่เจ้าสัวคงรู้ดี เลยไปซื้อบริษัทประกันไว้แล้ว ) พอค่าประกันสูงมากๆ ก็ต้องมี กม.ปูแคร์ ทำให้ต้นทุนการผลิตบริการสูงขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุนข้ามชาติที่ต้องการต้นทุนต่ำ ย่อมไม่อยากอยู่ ทีนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการว่างงาน ปัญหาเศรษฐกิจ อีก แต่คงอีกนานพอดูล่ะครับ ปล. เวลาผมไปหาหมอ มักซื้อขนมติดมือไปฝากด้วย ตอนนี้เห็นมีระดับพรีเมี่ยม เลยตะขิดตะขวงใจยังไงไม่รู้ Edited December 17, 2012 by milo 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
mdaddy 2,443 Report post Posted December 17, 2012 ความเจ็บป่วยบางอย่าง สามารถแก้ไขได้หลายทาง อัดยาไปเรื่อยๆ ถ้าไม่หาย ก็เลี้ยงไข้ไว้ได้ (เทียบได้กับ ขาดดุลงบประมาณ ก็ทำคิวอี + รีดภาษีเพิ่ม) หรือไม่ก็ไล่หาต้นเหตุจนเจอ ถ้าอาการหนัก ก็ต้องอัดยา แต่ก็จะสั่ง/แนะนำ ให้แก้ไขต้นตอของปัญหาด้วย (เทียบได้กับ ขาดดุลงบประมาณ ก็รัดเข็มขัด ลดรายจ่าย ลดรอยรั่ว) ไม่ได้ปฏิเสธธุรกิจรักษาคนป่วย (sick care) นะครับ เพราะอย่างที่คุณ milo ว่า ถึงเวลาป่วยก็ต้องป่วย ห้ามกันไม่ได้ และวิวัฒนาการสมัยใหม่ ก็มีประโยชน์มาก ถึงทำให้บริษัทยา และแพทย์พาณิชย์หาเงินได้มหาศาลจากความเจ็บป่วย แต่ถ้ารักษาสุขภาพให้ดีๆตั้งแต่เริ่มต้น และเวลาป่วยมีคุณหมอเป็นโคชให้ยา และแนะนำการปฏิบัติตนที่เหมาะสม (health care) ความจำเป็นที่จะต้องเสียเงินให้กับกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ต่างๆน้อยลง วิธีแบบนี้ คนเสียผลประโยชน์เยอะ ผมถึงนับถือคุณหมอที่เลือกทำแบบนี้ครับ เพราะท่านที่ทำได้ หมายถึงท่านสามารถเอาชนะแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้จริงๆ ป.ล. หันมาปลูกผักเองได้ซักพักนึงแล้ว ทานผักสดๆปลูกเองอร่อย และสบายใจว่าไม่มีการใช้สารพิษในระบบจริงๆ ที่ไม่ค่อยมี เลยยังได้ผักมาไม่พอ/ไม่ทันกิน แถมมีแมลงต่างๆ มาแบ่งผักของเราไปกินเสียอีกด้วย แต่ก็ดี เพราะเขามาช่วย บอกเราว่า ผักพวกนี้กินได้นะ (ผักปลอดสารพิษหลายรายการ ใช้ยาฆ่าแมลง และสารเคมีในการปลูก แต่เขารอให้สารพิษหมดจากต้นก่อนแล้วจึงนำมาขาย) ป.ล.๒ ชักนอกเรื่องโอกาสทองไปหน่อยแล้วแฮะ ถ้าอยากถกต่อเรื่องนี้ ไปตั้งกระทู้ใหม่กันดีกว่าครับ 3 Quote Share this post Link to post Share on other sites
Dr.Polar Bear 346 Report post Posted December 17, 2012 หมอดีๆก็มีอยู่ครับ แต่ก็เหนื่อยใจเวลาคนไข้ไม่เข้าใจความหวังดีของเรา แถมมาหงุดหงิดไม่พอใจในสิ่งที่ถูกต้องอีก พยายามปลง ทำดีที่สุด ช่วยได้เท่าที่ช่วย บัวมีหลายเหล่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมอดีๆต่อไปคงอยู่ยากครับถ้าคนไข้ไม่ส่งเสริมดูแลให้กำลังใจ และปกป้องหมอดีๆ 5 Quote Share this post Link to post Share on other sites
ส้มโอมือ 4,912 Report post Posted December 17, 2012 น่าอ่านครับ วรวรรณ ธาราภูมิ 11 นาทีที่แล้ว · ทองคำ อีกครั้ง ----------------- ทีมจัดการกองทุนบัวหลวง โดย พิชา เลียงเจริญสิทธิ์ ดุษฎี ผู้พัฒน์ และ วรวรรณ ธาราภูมิ 17 ธันวาคม 2555 ปี 2555 เป็นปีของการปรับฐานของราคาทองคำตลอดทั้งปีหลังจากที่ราคาเพิ่มขึ้นมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับฐานที่กินระยะเวลานานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 โดยราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง $1,550/oz. - $1,750/oz. และปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ของนักลงทุนเกี่ยวกับนโยบาย QE3 ของสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 นี้ ราคาทรงตัวอยู่บริเวณ $1,700/oz. นับตั้งแต่ต้นปี 2555 ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกได้ดำเนินนโยบายอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่อัดฉีดเงินผ่านโครงการ LTRO หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อัดฉีดเงินด้วยนโยบาย QE3 หรือธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ประกาศว่าจะเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบอย่างจริงจัง การใช้นโยบายอัดฉีดเศรษฐกิจนี้ควรจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อราคาทองคำเพราะทองคำมีสถานะเป็นสกุลเงินทดแทนที่ไม่ด้อยค่า แต่กลับกลายเป็นว่าราคาทองคำไม่ค่อยจะปรับเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ สาเหตุหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะนักลงทุนพอจะทราบแล้วว่า การใช้นโยบายอัดฉีดเม็ดเงินนั้นไม่ได้ส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะเงินส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง ดังนั้น การคาดหวังว่าราคาทองคำจะปรับเพิ่มขึ้นจากการอัดฉีดเม็ดเงินน่าจะมีน้ำหนักน้อยลง ประเด็นที่สามารถจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำได้ในปี 2556 คือปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐฯ (Fiscal Cliff) ซึ่งผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ จะต้องเร่งเจรจาในรายละเอียดของนโยบายภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่นโยบายช่วยเหลือทางภาษีอันเก่าจะหมดระยะเวลาในสิ้นปี 2555 เรื่องนี้ เชื่อว่าในที่สุดรัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะขยายเวลาการใช้นโยบายช่วยเหลือทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพียงแต่อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่จะส่งผลกระทบให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังขาดดุลการคลังต่อเนื่องในระดับสูงและต้องขยายระดับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นอีก ซึ่งเป็นวงจรต่อเนื่องเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด อันจะทำให้ความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์ลดลงในอนาคตระยะยาว เป็นผลบวกต่อทองคำ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรทราบด้วยว่าปัจจัยเรื่องระดับหนี้ของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและราคาทองคำ อีกปัจจัยที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ที่ปัจจุบันกำหนดให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดที่ 0.25% และเชื่อว่า FED จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับนี้อีกเป็นระยะเวลานาน อย่างน้อยถึงกลางปี 2558 จนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2555 FED ได้ประกาศมาตรการเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่าตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำจนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงต่ำกว่า 6.5% และเงินเฟ้อสูงกว่า 2.5% จึงเป็นครั้งแรกที่ FED ยอมผูกพันตัวเองกับระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะปกติการว่างงานเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐบาลในขณะที่ FED เน้นดูแลเรื่อง Price Stability แต่ครั้งนี้ FED โยงอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับระดับการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อ โดยย้ำว่าจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันทีหากอัตราการว่างงานลดลงหรือเงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ เช่น จำนวนคนเลิกหางานทำ เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมานั้นแม้ว่าระดับการว่างงานได้ลดลงจาก 9% มาอยู่ที่ 7.7% ในเดือน พ.ย. 2555 แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นผลจากคนงานที่เคยออกจากแรงงานไป กลับมาได้งานทำ ซึ่งไม่ใช่การสร้างงานใหม่ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของ FED จึงสะท้อนว่า FED พร้อมจะรับสภาพภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่า ปกติได้ระดับหนึ่ง จากปัจจุบันที่ประมาณ 2% แต่ให้เป้าหมายเป็นไม่เกิน 2.5% เนื่องจาก QE ที่ผ่านมาไม่ได้ช่วย Real Economy ได้มาก ซึ่งสะท้อนจาก GDP ที่อยู่ระดับ 2.0-2.5% มานับตั้งแต่ช่วงปี 2553-2555 อีกทั้งผลของ QE ก็ไม่ได้ช่วยให้มีการจ้างงานเพิ่มมากตามที่ FED คาดหวังไว้ FED จึงพยายามหาแนวทางใหม่เพื่อทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง และหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถฟื้นตัวได้ในอนาคต โดย FED เริ่มมีสัญญาณที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย นั่นจึงจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากต่อราคาทองคำ และเป็นประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากเรื่องการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ที่จะส่งผลต่อราคาทองคำได้อีกประการหนึ่งแล้ว ยังมีปัจจัยต่างๆ หลายปัจจัยในขณะนี้ที่ส่งผลบวกต่อราคาทองคำได้ เช่น ปัญหาการคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายลงได้ในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้น การด้อยค่าของสกุลเงินและเงินเฟ้อจึงน่าจะส่งผลบวกต่อทองคำได้ต่อเนื่องในระยะยาว บลจ.บัวหลวง จึงขอแนะนำให้นักลงทุนมองว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการด้อยค่าของสกุลเงิน และเป็นช่องทางกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายๆ ประเภทเพื่อลดความเสี่ยง ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้ Peter Schiff กล่าวไว้ว่า .... “อเมริกาไม่ได้ต่างไปจากประเทศในยุโรปตอนใต้ คนอเมริกันบริโภคมากกว่าที่ผลิตได้เอง แต่แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการบริโภคน้อยลงและผลิตมากขึ้น ก็กลับไปกู้มาใช้ซึ่งเป็นหนทางที่ไม่เจ็บปวด ก็ใครจะไปประนามได้ในเมื่อการบริโภคมีความสุขมากกว่าการผลิต ซึ่งในบั้นปลาย ผู้กู้จะกู้มากขึ้นๆ ตราบเท่าที่เจ้าหนี้ยอมให้กู้ แบบที่เห็นกันเสมอๆ ในโลกการเงิน โชคร้ายที่เรากำลังจะได้เห็น QE อีกหลายภาคมากกว่าซีรีส์หนังเรื่อง Rocky เพราะสิ่งเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเดินหน้าไปได้ก็คือ QE และเมื่อเอามันออกไป ก็จะพังไปทั้งระบบ ดังนั้น ทองคำจึงน่าลงทุนก็เพราะมันมีค่าในตัวเองอย่างแท้จริง ต่างกับเงินกระดาษอย่างอเมริกันและยูโรดอลลาร์ที่ไม่มีค่าในตัวเอง และเป็นเพียงกระดาษพิมพ์ที่รัฐบาลจะใส่เลขอะไรลงไปก็ได้ แต่ทองคำเป็นของแท้ที่รัฐบาลเสกออกมาไม่ได้ ผมจึงเห็นตลาดกระทิงในกรอบใหญ่ระยะยาวสำหรับทองคำ” 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites
MOR LEK 2,835 Report post Posted December 17, 2012 อันนี้สนุกครับ "ถ้าคนอเมริกันเอาเงินไปใช้ที่ Wal-Mart คนที่ได้เงินเราก็คือจีน ถ้าเอาเงินไปซื้อน้ำมัน คนที่ได้เงินก็คือพวกอาหรับ ถ้าซื้อคอมพิวเตอร์ เงินก็ไปอยู่กับคนอินเดีย ถ้าซื้อผักผลไม้ เงินเราก็จะไปที่เม็กซิโก ฮอนดูรัส และ กัวเตมาลา ถ้าซื้อรถดีๆ เงินก็จะไปที่เยอรมัน ถ้าซื้อของห่วยๆ เงินก็ไปไต้หวัน ไม่มีสินค้าอะไรที่คนอเมริกันซื้อแล้วจะช่วยเศรษฐกิจสหรัฐได้เลย แต่ก็ยังมีสิ่งที่จ่ายเงินซื้อแล้วเงินยังอยู่ ในสหรัฐได้ นั่นก็คือ.... ซื้อบริการโสเภณีกับเบียร์ เพราะเป็นสินค้า 2 อย่างเท่านั้น ที่ยังคงผลิตในอเมริกา และผมก็กำลังทำหน้าที่พลเมืองดีอยู่" ….. Marc Faber (สรุปความโดย วรวรรณ ธาราภูมิ CEO กองทุนบัวหลวง) 3 Quote Share this post Link to post Share on other sites
milo 888 Report post Posted December 17, 2012 ความเจ็บป่วยบางอย่าง สามารถแก้ไขได้หลายทาง อัดยาไปเรื่อยๆ ถ้าไม่หาย ก็เลี้ยงไข้ไว้ได้ (เทียบได้กับ ขาดดุลงบประมาณ ก็ทำคิวอี + รีดภาษีเพิ่ม) หรือไม่ก็ไล่หาต้นเหตุจนเจอ ถ้าอาการหนัก ก็ต้องอัดยา แต่ก็จะสั่ง/แนะนำ ให้แก้ไขต้นตอของปัญหาด้วย (เทียบได้กับ ขาดดุลงบประมาณ ก็รัดเข็มขัด ลดรายจ่าย ลดรอยรั่ว) ไม่ได้ปฏิเสธธุรกิจรักษาคนป่วย (sick care) นะครับ เพราะอย่างที่คุณ milo ว่า ถึงเวลาป่วยก็ต้องป่วย ห้ามกันไม่ได้ และวิวัฒนาการสมัยใหม่ ก็มีประโยชน์มาก ถึงทำให้บริษัทยา และแพทย์พาณิชย์หาเงินได้มหาศาลจากความเจ็บป่วย แต่ถ้ารักษาสุขภาพให้ดีๆตั้งแต่เริ่มต้น และเวลาป่วยมีคุณหมอเป็นโคชให้ยา และแนะนำการปฏิบัติตนที่เหมาะสม (health care) ความจำเป็นที่จะต้องเสียเงินให้กับกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ต่างๆน้อยลง วิธีแบบนี้ คนเสียผลประโยชน์เยอะ ผมถึงนับถือคุณหมอที่เลือกทำแบบนี้ครับ เพราะท่านที่ทำได้ หมายถึงท่านสามารถเอาชนะแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้จริงๆ ป.ล. หันมาปลูกผักเองได้ซักพักนึงแล้ว ทานผักสดๆปลูกเองอร่อย และสบายใจว่าไม่มีการใช้สารพิษในระบบจริงๆ ที่ไม่ค่อยมี เลยยังได้ผักมาไม่พอ/ไม่ทันกิน แถมมีแมลงต่างๆ มาแบ่งผักของเราไปกินเสียอีกด้วย แต่ก็ดี เพราะเขามาช่วย บอกเราว่า ผักพวกนี้กินได้นะ (ผักปลอดสารพิษหลายรายการ ใช้ยาฆ่าแมลง และสารเคมีในการปลูก แต่เขารอให้สารพิษหมดจากต้นก่อนแล้วจึงนำมาขาย) ป.ล.๒ ชักนอกเรื่องโอกาสทองไปหน่อยแล้วแฮะ ถ้าอยากถกต่อเรื่องนี้ ไปตั้งกระทู้ใหม่กันดีกว่าครับ ตั้งเลยครับ คุณ wcg น่าจะมีหลายๆ คนสนใจ(คุณ wcg คงเป็นหมอ ใช่ไหมครับ) Quote Share this post Link to post Share on other sites
mdaddy 2,443 Report post Posted December 17, 2012 ตั้งเลยครับ คุณ wcg น่าจะมีหลายๆ คนสนใจ(คุณ wcg คงเป็นหมอ ใช่ไหมครับ) เดี๋ยวไว้นึกออกว่าจะจั่วหัวเรื่องยังไงแล้วเดี๋ยวจะตั้งครับ เผื่อมีใครอยากคุยกันเรื่องระบบสาธารณสุข ส่วนถ้าให้ผมเป็นหมอนี่ ได้แค่หมอตี๋หน้าปากซอย ป่วยอะไรสั่งแต่พารา กับวิตามินรวมครับ 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites