Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
Sign in to follow this  
NeoSeemadong

ภูมิแพ้

Recommended Posts

ผมเลือกไม่ผ่าตัดดีกว่า กลัวอาการข้างเคียงถ้าเกิดพลาดจะยิ่งไปกันใหญ่ ขอเลือกทางอื่น ผมขอขอบคุณ ทุกความเห็นที่ ช่วยสืบหาวิธีรักษาอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ แล้วขออภัยเจ้าของกระทู้ ที่ผมมาถามอาการอื่นในกระทู้นี้ อิอิ :P ขอบคุณครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอบพระคุณทุกท่านครับ

จริง ๆ แล้ว ภรรยาผมเป็นน่ะครับ เคยแนะนำให้ดื่มน้ำใบย่านาง แต่ไม่ต่อเนื่องน่ะครับ

หลัง ๆ ก็หาใบย่านางยากขึ้น ก็เลยไม่ได้ดื่ม

 

เมื่อกี้ก้อลองแกว่งแขน ได้ 200 ทีก็หยุด แต่มีอาการไหล่ติดอยู่แล้วครับ กลัวไหล่อักเสบ

แต่บอกว่าจะแกว่งแขนเพิ่มขึ้นทุกวัน

 

พรุ่งนี้จะโทรไปหาเฮียกัม ตามที่กรุณาแนะนำมานะครับ

post-181-005682500 1300876831.jpg

Share this post


Link to post
Share on other sites

พวกโรคภูมิแพ้นี่วิตามินซีเลยค่ะ ใบย่านางก็มีวิตามินซีสูง ผลไม้ที่วิตามินซีสูงๆหรือวิตามินซีเป็นเม็ดๆก็ได้ วันละ 500-1000กรัม(ส่วนตัวทานครั้งละ 500กรัม วันละสองครั้งถ้าไม่ขี้เกียจ ขององค์การเภสัชขวดละร้อยนิดๆทานได้สองเดือนเลย ไม่ต้องไปซื้อที่มันแพงๆ ก็ได้ผล) อย่าอมนะกลืนกับน้ำ เดี๋ยวฟันเหลืองแถมมันกลายเป็นแป้งปละน้ำตาลไปสะก่อน

ข้อสำคัญทานน้ำแยะๆอย่าอั้นปัสสาวะ มันไม่สะสมค่ะเพราะขับออกทางปัสสาวะ

 

 

http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/16424

 

วิตามินซี สามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคได้

เราพบว่า วิตามินซี มีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นวิตามินซี ยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย หรือฮิสตามีน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายนี้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ถ้าร่างกายมี วิตามินซี เพียงพอ ก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส จากคุณสมบัติการเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ

 

วิตามินซี ช่วยบำรุงผิวได้

สำหรับการดูแลสุขภาพเพื่อให้มีผิวพรรณที่สมบูรณ์ การรับประทานผักสดและผลไม้สด ทำให้ผิวสวย เหงือกและฟันแข็งแรง นั่นเพราะวิตามินซี ในผักและผลไม้ จะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารมากก็จะทำงานดีขึ้น ผิวจะดูมีสุขภาพดี และเรียบเนียน รวมทั้งวิตามินซี ยังช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในเซลล์ ทำให้ผิวแน่น และยืดหยุ่นดีขึ้น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร วิตามินซี ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น

 

คนที่สูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้คนสูบบุหรี่ ต้องการวิตามินซีมากกว่าคนอื่น

มีการวิจัยพบว่า เด็กที่ผู้ปกครองสูบบุหรี่ จะมีปริมาณวิตามินซี ในร่างกายลดลงครึ่งหนึ่ง ของเด็กที่ผู้ปกครองไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่หรือสูบบุหรี่เอง ควรรับประทานวิตามินซี เสริม โดยวิตามินซี สามารถช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ของคนที่สูบบุหรี่ที่มีระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี ให้มีสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว โดยพบว่า การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อรับประทานวิตามินซี ในขนาด 2,000 มิลลิกรัม

 

รับประทานวิตามินซี ทุกวัน ไม่เป็นต้อกระจก

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินซี มาอย่างน้อย 10 ปี จะมีโอกาสที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77% ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

 

 

ปริมาณวิตามินซี ที่ควรได้รับในแต่ละวัน

สำหรับความต้องการที่ควรจะได้รับวิตามินซี ในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันตามวิถีชีวิต และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย เช่น

 

- ผู้ที่มีอาการเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ และร่างกายอ่อนแอ ควรได้รับวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม

- ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ มีความเครียดในร่างกาย ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม

- ผู้ที่ต้องการดูแลและบำรุงสุขภาพ ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม

Edited by ohani

Share this post


Link to post
Share on other sites

http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=419

 

ประโยชน์ของวิตามิน ซี

 

 

VITAMIN C

 

นพ.ธัญธรรศ โสเจยยะ

 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง รพ.วิภาวดี

 

 

 

เวลานี้คงเป็นกระแสนิยมเกี่ยวกับผิวขาวใส ชะลอวัย ไม่มีใครไม่รู้จักวิตามิน และคงจำกันได้ว่าวิตามิน C มีประโยชน์มากมาย ทั้งรักษาโรค และป้องกันโรค เช่น โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน แม้แต่รักษาและป้องกันหวัด เรามารู้จักกับวิตามิน C กันซักเล็กน้อยว่า คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร มีโทษหรือไม่ และการนำมาใช้ในรูปแบบใดบ้าง วิตามิน C หรือชื่อเต็มๆว่า กรดแอสคอบิค (Ascobic Acid) เป็นวิตามินที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากการทานเข้าไป มีหน้าที่หลักๆ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งจะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากขบวนการสันดาบในร่างกาย หรือจากมลพิษ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ซึ่งจะทำให้เซลล์ต่างๆ เสื่อม หรืออาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ที่ผิดปกติได้ วิตามิน C ยังทำหน้าที่เป็นตัวช่วย (Cofactor) ในขบวนการต่างๆ ของร่างกาย เช่น การสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวกับผิวหนัง และของเส้นเลือดให้แข็งแรง ไม่เปราะ ยืดหยุ่นได้ดี และการหายของแผลต่างๆ เป็นปกติ วิตามิน C ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งสามารถป้องกัน และรักษาหวัดได้ และยังลดการอักเสบจากการติดเชื้อ มีรายงานว่า วิตามินสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล และคลายเครียด เนื่องจากสามารถเสริมการทำงานของต่อมหมวกไต ในการสร้างฮอร์โมนต้านความเครียด ความต้องการในแต่ละวัน (Recommended Daily Intake) ควรได้รับ 40-90 mg/day โดยคนท้อง ให้นมลูก สูบบุหรี่ หรือบุคคลที่มีความเครียดทั้งจิตใจและร่างกาย เช่น กำลังป่วยอยู่ ควรได้รับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย USA Vitamin C recommendations ได้กำหนดขนาดที่ควรได้รับ ดังนี้

 

ผู้ชาย ผู้ใหญ่ 90 mg/ day ผู้หญิง ผู้ใหญ่ 75 mg/ day

 

ปัจจุบันเริ่มมีการใช้ Megadose โดยทานขนาดสูง 2000 mg/ day โดยทางสถาบันได้รายงานผลวิจัยว่า ได้ผลดีในแง่การรักษามะเร็ง และชลอวัย เนื่องจากวิตามิน C มีความสามารถละลายน้ำได้ดี เมื่อเราทานเข้าไปจะสลายและถูกดูดซึมง่าย และขับถ่ายออกทางปัสสาวะ อย่างรวดเร็ว ดังนั้น แม้ทานขนาดสูง หรือมากเกินไป ร่างกายก็สามารถขับถ่ายออกมาอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ได้ประโยชน์จากการทานขนาดที่สูงไม่มากนัก และโอกาสเกิดพิษจากวิตามิน C ก็มีน้อยเช่นกัน

 

ผลข้างเคียงของวิตามิน C การทานขนาดสูงมากกว่า 1000 mg อาจจะทำให้เกิดท้องเสีย และทานตอนท้องว่าง จะเกิดการระคายเคือง ทางเดินอาหาร เนื่องจากความเป็นกรด อาจจะเกิดอาการท้องอืด เฟ้อ บางครั้งถึงขั้น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว และแน่นอนเนื่องจากวิตามิน C ขับทางปัสสาวะ จึงทำให้ปัสสาวะมีสภาพเป็นกรด ดังนั้น จึงเพิ่มโอกาสเกิดการตกตะกอนของผลึก ต่างๆ กลายเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ ดังนั้น จึงแนะนำให้ทานวิตามิน C พร้อมดื่มน้ำมากๆ แหล่งของวิตามิน C ได้แก่ ผัก ผลไม้ เช่น พลัม อซีโลรา กูสแบรี่ แบลคเคอเรนท์ บลอคเคอรี่ พริกหวาน โขม กะหล่ำดอก ในเนื้อสัตว์ และตับสัตว์ ก็เป็นแหล่งวิตามิน C เช่นกัน การปรุงอาหารมีความสำคัญต่อคุณค่าวิตามิน C เพราะจะลดปริมาณวิตามิน C ได้ถึง 60% ดังนั้น ไม่ควรปรุงอาหารจนสุกเกินไป การลวกผัก วิตามิน C จะละลายออกมาอยู่ในน้ำลวกผัก ค่อนข้างสูง เช่นกัน ดีที่สุดคือ ผัก ผลไม้สดที่ไม่สุก เก็บมาใหม่ๆ จะมีปริมาณสูงที่สุด และการเก็บรักษาที่ดีที่สุด คือ แช่เย็น เพราะการอบแห้ง ดอง เชื่อม ทำให้ปริมาณวิตามินลดลงเช่นกัน

 

การขาดวิตามิน C พบในพวกควบคุมอาหารมากๆ มังสวิรัต สูบบุหรี่ โรคเกี่ยวกับการดูดซึม อาการที่พบคือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดข้อ เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า และติดเชื้อง่าย วิตามิน C ในรูปแบบอาหารเสริม มีทั้งรูปแบบเม็ดอัด แคปซูล ลูกอม ผสมน้ำหวาน-เครื่องดื่ม หรือผงละลายน้ำ และมีนำมาทำในรูปใช้ภายนอก เช่น ซีรั่ม ครีม โลชั่น เพราะเชื่อว่าผิวจะดูไม่เหนื่อยล้า หมองคล้ำ ขาวใส เปร่งปรั่ง ไม่ร่วงโรยก่อนวัย

 

ถึงตอนนี้คงทราบข้อมูลของวิตามิน C แล้ว ก็สามารถหาได้จากอาหารทั่วๆ ไป ซึ่งก็เพียงพอที่ทำให้ไม่เกิดอาการขาดวิตามินแล้ว ส่วนใครจะเสริม ทานเพิ่มเติม หรือทาก็คงต้องพิจารณาเพื่อตัดสินใจ อย่างไร ข้อมูลของบริษัทที่โฆษณาถึงสรรพคุณที่ดีเท่านั้น และจะเป็นความคิดที่ผิดมาก ถ้าบางคนไม่ยอมทานผัก ผลไม้ แต่ทานอาหารเสริมแทน นอกจากจะไม่ให้ประโยชน์เท่าอาหารจริงๆ แล้วยังเสียเงินโดยใช่เหตุครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ย่านางมีวิตามินซี แต่คงไม่เยอะมั๊งครั้บ mellow.gif

วิตามินซี ถือเป็นกลุ่มที่มีฤทธิ์ร้อน หมอเขียวบอกว่าเหมาะกับเมืองหนาว ไม่ใช่เมืองร้อนอย่างไทยเี่รานะครับ โดยเฉพาะเรื่องมะเร็ง หมอเขียวให้เลี่ยงวิตามินซี ห้ามกิน

 

มีงานวิจัยหลายชิ้น ที่แนะนำให้ทานพืช ผัก ผลไม้ ของเมืองหนาว แล้วบอกว่ามีสารนั้นสารนี้ ช่วยป้องกัน รักษาโรคต่างๆ ซึ่งหมอเขียวระบุว่า สิ่งสำคัญคือการใช้อาหารปรับสมดุลต่างหาก เมืองหนาว ใช้สมุนไพร หรือพืชผักผลไม้กลุ่มฤทธิ์ร้อน จะได้ผล แต่มาเมืองไทย มักไม่ค่อยได้ผล เพราะสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป

 

อย่างย่านางเองก็เถอะ เห็นใช้ในเมืองไทยได้ผล เอาไปกินเืมืองหนาว ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกันครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

เห็นด้วยครับเฮีย

เมืองไทยเมืองร้อน ต้องกินยาเย็นเป็นหลัก พวกผลไม้ดับพิษร้อน เช่น มะม่วง มังคุด แตงโม หรือพืชผักพวกฟักแฟงต่าง ๆ กินดีเหมาะกับอากาศเมืองไทยครับ ถ้าไปกินสมุนไพรเมืองหนาวที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น พวกโสมเกาหลี อะไรพวกนี้ กลับจะไม่ดีต่อสุขภาพของคนไทยด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้เกิดอาการร้อนใน อุณหภูมิภายในไม่ปกติ

:ph34r:

Share this post


Link to post
Share on other sites

เช่นเดียวกันกับ โสม หรือ แครอท ก็ไม่เหมาะกับบ้านเราที่อาจารย์เคยบอกนะคะ จำได้แค่นี้ค่ะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ผมขอถามเฮียกัมและทุกคนหน่อยนะครับ ผมเป็นภูมิแพ้เหมือนกันตื่นเช้ามาก็จะแสบๆคอ ขากเสมหะตอนเช้าตลอด บางทีเป็นผื่นเหมือนลมพิษ แต่มันชอบขึ้นที่หน้าคันมากๆ เคยคันในรูหูมากๆ คันแบบต้องตื่นมากนั่งแคะ นอนไม่หลับ ไปหาหมอ หมอบอกเป็นภูมิแพ้ผมก็งง มีที่ในหูด้วยเหรอเนี่ยหลังจากนั้นมากินยาแก้ภูมิแพ้ตลอดทุกวันกินมา 2 ปีกว่าแล้วถามหมอกินแบบนี้ตับไตไม่พังเหรอ หมอบอกไม่พัง แต่ลึกๆแล้วอยากเลิกกินมากๆครับ ไม่อยากกินยาเพราะรู้ว่ามีผลข้างเคียงมากๆ เคยเลิกกินแล้วแค่วันเดียวรู้สึกคันทั้งตัวตลอดเวลา ขนาดกินยายังมีอาการภูมิแพ้เลยครับ แบบนี้แก้ยังไงครับ ผมเริ่มออกกำลังกายเป็นจริงเป็นจังตั้งแต่ต้นปีน่ะครับเข้าฟิตเนสทุกวันตอนนี้อาการเหมือนเดิมเลยครับ คันๆ แสบคอ คิดๆแล้วเบื่อตัวเองเหมือนกันครับ ขอบคุณมากครับเฮียกัมและทุกคน

Share this post


Link to post
Share on other sites

อาการอย่างที่คุณบอก คล้ายๆพวก SLE เลย หมอบอกว่ายังไงครับ กลุ่มอาการคล้ายๆกันนี้ ผมแนะนำให้หายมาแล้วท่านนึง ในเวป ถ้าใช่ สงสัยต้องแนะนำยาวph34r.gif

Share this post


Link to post
Share on other sites

อีกเรื่องครับ ผมออกกำลังกายฟิตเนสด้วยตัวเอง พวกแขนนี่เฟิร์มแล้วแต่ตรงท้องนี้พุงยื่นออกมาเลยไม่เข้าใจจริงๆผมฟิตแบบสุดๆแล้ว พวกท่าลดหน้าท้อง ยังไงมันก็ไม่ยุบ ท้องป่องแบบอาสีเทาเลยครับ(ขอโทษที่เอ่ยนามครับ) ตรงซีกโครงน่ะครับผอมจนกระดูกโผล่แล้วนะครับ แต่พอเลยมาหน่อยจนถึงช่วงสะดือท้องดันป่องออกมาเหมือนลูกบอลเลยครับ แต่พอแขม่วท้องกลับเห็น six pack เป็นรูปเลยครับ แต่ตอนแขม่วรู้สึกปวดๆตรงช่วงท้องน่ะครับ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรน่ะครับใครเคยทราบบ้างหรือพอรู้หรือเปล่าครับ ขอบคุณมากครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

อาการอย่างที่คุณบอก คล้ายๆพวก SLE เลย หมอบอกว่ายังไงครับ กลุ่มอาการคล้ายๆกันนี้ ผมแนะนำให้หายมาแล้วท่านนึง ในเวป ถ้าใช่ สงสัยต้องแนะนำยาวph34r.gif

 

หมอบอกผมว่าเป็นภูมิแพ้อย่างเดียวน่ะครับ ภูมิแพ้ทั่วไป แต่ต้องกินยาตลอด ผมถามรักษาไม่หายเหรอครับ เค้าบอกผมมาว่าพวกนี้จะเป็นๆหายๆ รักษาไม่หาย ผมเลยถามกินยาตลอดตับไตไม่พังเหรอครับ ไม่พังถ้าไม่เป็นโรคตับหรือไต

ปล. SLE คืออะไรครับเฮียกัม รบกวนช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับ ขอบคุณมากครับ

Edited by luasak

Share this post


Link to post
Share on other sites

ยาแก้ภูมิแพ้ชื่อฟาเทค น่ะครับ แต่ผมรู้สึกว่าก่อนกินยามันจะุเป็นๆหายๆ แต่หลังจากกินยามาตลอด 2 ปี พอหยุดที่ไร เป็นเรื่องเลยครับ ผื่นกับอาการคันมาหาเลยครับ ไม่เป็นๆหายๆเหมือนแต่ก่อนเลยครับ ตอนนี้เซ็งมากครับ ผมต้องกินยาตลอดเลยหรือนี่

Share this post


Link to post
Share on other sites

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=326&word=sle

 

 

SyErythematosus Lupusstemic SLE, เอส แอล อี

 

 

รศ.พญ.สุมาลี นิมมานนิตย์

Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

 

SLE เป็นที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในประเทศไทย และมักมีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะเมื่อมีอาการทางไตร่วมด้วย โรคนี้มีอาการและอาการแสดง, การดำเนินโรค, การตอบสนองต่อการรักษาและการพยากรณ์โรคได้หลากหลาย โรคนี้เกิดจากมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีการสร้างภูมิต่อต้านหลายชนิดต่อเซลล์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของเซลล์ของตนเอง มีผลทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ทั่วตัว ผู้ป่วยจึงมีอาการได้มากมายหลายอย่างเพราะระบบต่าง ๆ ทั่วร่างกายเกิดความผิดปกติได้เกือบหมด

 

กลไกลการเกิดโรค

 

กลไกการเกิดโรคที่แน่นอนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่าปัจจัยทั้งด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมมีส่วนและบทบาทร่วมกันในการก่อโรค

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน แต่การที่เพศหญิงวัยเจริญพันธุ์เป็นโรคนี้มากกว่าเพศชายถึง 9-13 เท่า การที่อัตราการเกิดโรคของหญิงต่อชายลดลงก่อนและหลังมีประจำเดือน ช่วงมีประจำเดือนมีการเปลี่ยนแปลงของความรุนแรงของโรค การที่โรคกำเริบขึ้นในช่วงหลังของการตั้งครรภ์และหลังคลอด บ่งชี้ว่าฮอร์โมนเพศ น่าจะมีบทบาทต่อการเกิดโรคนี้ จากการศึกษาพบว่าฮอร์โมนเพศหญิงส่งเสริมการเกิดโรคนี้ในสัตว์ทดลอง ส่วนฮอร์โมนเพศชายลดการเกิดโรค สำหรับปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดโรค หรือทำให้โรคที่เป็นอยู่กำเริบ มี แสงอัลตราไวโอเล็ต สารเคมีบางชนิด เช่น น้ำยาย้อมผม และยาบางอย่าง นอกจากนั้นเชื้อโรคต่าง ๆ ก็อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบได้เช่นกัน

 

อาการ

 

อาการของโรคมีได้ตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีน้อยมากแค่รู้สึกอ่อนเพลีย จนถึงมีอาการรุนแรงมาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะถึงแก่กรรมได้ อาการอาจเกิดขึ้นทีละอย่าง หรือ หลายอย่างหรือเกิดขึ้นพร้อมกันหมดก็ได้ ระบบที่มีความผิดปกติที่พบบ่อย คือ ผิวหนัง, ข้อ และไต อาการมีดังต่อไปนี้

 

อาการทั่วไป

 

อาการทั่วไป มี อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ เป็น ๆ หาย ๆ

 

อาการทางผิวหนัง

 

อาการทางผิวหนัง มี ผื่นแดงที่หน้าบริเวณโหนกแก้ม แพ้แดด ผมร่วง แผลที่ริมฝีปากและข้างในปาก ลมพิษ จุดแดงตามผิวหนังโดยเฉพาะที่ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ปวดปลายนิ้วมือเท้าเวลาถูกความเย็น เป็นต้น

 

อาการทางระบบข้อ กล้ามเนื้อ และกระดูก

 

อาการทางข้อมักเริ่มด้วยอาการปวดอย่างเดียวก่อน ต่อมาจึงมีบวม แดง และร้อน เป็นได้กับข้อต่าง ๆ ทั่วตัว แล้วตามด้วยอาการข้อแข็งตอนเช้า พบข้อพิการประมาณร้อยละ 10 สำหรับกล้ามเนื้อและกระดูก พบ มีอาการปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบ และกระดูกเสื่อม

 

อาการทางไต

 

อาการทางไตพบได้บ่อย มี บวม ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะน้อยลง และอาการที่เกิดจากภาวะไตวาย ซึ่งในบางกรณีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นสาเหตุตายได้

 

อาการทางระบบประสาท

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ป่วยโรคนี้มักมีอาการทางระบบประสาท ซึ่งมีได้หลายอย่างตั้งแต่ปวดศีรษะ ชัก ซึมจนถึงหมดสติได้ นอกจากนั้นก็อาจมีเลือดออกในสมอง อัมพฤกษ์ และอัมพาต

 

ส่วนทางด้านจิตใจก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วย อาจมีอาการซึมเศร้า สับสนจนพูดไม่รู้เรื่อง

 

อาการทางเลือด

 

จากการที่มีภูมิต่อต้านเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ทำให้มีการทำลายเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด ทำให้เกิดอาการซีด ติดเชื้อง่ายเพราะเม็ดเลือดขาวลดลง และเลือดออกง่ายเพราะเกร็ดเลือดลดลง

 

อาการทางหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด

 

อาการที่พบมีหอบเหนื่อยนอนราบไม่ได้จากภาวะหัวใจล้มเหลว ชีพจรเต้นผิดจังหวะจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และอาจมีอาการเจ็บตื้อที่หน้าอกด้านซ้ายจากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งเกิดจากมีพยาธิสภาพที่หลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจ นอกจากนั้นอาจพบว่ามีความดันโลหิตสูง

 

อาการทางระบบทางเดินหายใจ

 

อาจพบอาการเหนื่อย เจ็บเสียวหน้าอก ไอ อาการของทางระบบทางเดินหายใจนี้ แม้จะพบไม่บ่อยแต่ก็มีความสำคัญ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเป็นสาเหตุตายได้

 

อาการทางระบบทางเดินอาหาร

 

มีอาการปวดท้องซึ่งอาจเกิดจากมีการอักเสบของลำไส้หรือตับอ่อนก็ได้ นอกจากอาการต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังอาจมีอาการตาแห้ง ปากแห้งด้วยอาการต่าง ๆ อาจเกิดทีละอย่าง อย่างไหนก่อนก็ได้หรืออาจเกิดพร้อมกันหลายอย่างก็ได้

 

การวินิจฉัย

 

เอส. แอล. อี เป็นโรคที่วินิจฉัยยาก เพราะมีอาการมากมาย และอาการต่าง ๆ ยังเหมือนกับโรคอื่นๆ ด้วยโดยเฉพาะในระยะแรกของโรค การวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเลือด ซึ่งอาจต้องทำซ้ำหลายครั้งจึงจะทราบ

 

การรักษา

 

ยาที่ใช้ในการรักษามีหลายอย่าง การเลือกใช้ยาทั้งชนิดและขนาดขึ้นกับความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปแพทย์จะเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน ในขณะที่โรคกำลังรุนแรงต้องใช้ยาขนาดสูงและอาจต้องใช้ยาหลายชนิด บางครั้งอาจเกิดผลข้างเคียงขึ้นได้ แต่ก็ยังคงต้องให้ยาเพราะมิฉะนั้นผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากโรคได้ โรคนี้ถ้ารักษาเต็มที่จนโรคสงบสามารถลดยาและขนาดยาลงได้ ผู้ป่วยสามารถทำงานได้ตามปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

การปฏิบัติตนของผู้ป่วยมีความสำคัญมากต่อผลการรักษา ผู้ป่วยควรต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกแดดเพราะจะทำให้โรคกำเริบ และต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรขาดยาหรือหยุดยาเองเป็นอันขาด ไม่ควรซื้อยากินเองเพราะจะเกิดอันตรายได้ ควรมาติดต่อรักษาตามแพทย์นัด สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์หากต้องการมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อน

นอกจากนั้นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือสภาพจิตใจของผู้ป่วย จิตใจที่สงบจะช่วยให้ความรุนแรงของโรคลดลง

 

ข้อควรทราบเกี่ยวกับการตั้งครรภ์

 

ผู้ป่วยโรคนี้มีบุตรได้หรือไม่ ถ้าได้ เมื่อไรจึงจะตั้งครรภ์ได้ และระหว่างตั้งครรภ์ต้องปฏิบัติอย่างไร ปัจจุบันการรักษาโรคนี้ได้ผลดีขึ้น อัตราตายลดลงแม้จะมีโรคที่ไตด้วย เมื่อโรคสงบผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้ แต่ควรรอจนโรคสงบต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลาย ๆ เดือน หรือ 1-2 ปี และควรทราบว่ายังอาจเกิดอันตรายต่อทั้งแม่และทารกได้ ดังนั้นผู้ป่วยและญาติโดยเฉพาะสามีควรไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะมีบุตรหรือไม่ ระหว่างตั้งครรภ์ต้องมาตรวจบ่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือน หลังจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะเป็นช่วงที่โรคมักกำเริบ ถ้าพบว่าโรคกำเริบ หรือมีความดันโลหิตสูง หรือไตทำงานลดลง อาจต้องพิจารณาทำแท้ง

Edited by moddang..

Share this post


Link to post
Share on other sites

อย่างที่บอกครับ ยาส่วนใหญ่ ไม่ใช่เอาไว้รักษา แต่เป็นการบรรเทาอาการ เราต้องแก้ที่ต้นเหตุมากกว่า ส่วนใหญ่ ก็เกิดจากอาหารนั่นแหละครับ ลองพิจารณาดูว่า เราชอบอาหารอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ถ้าเรากินอะไรเยอะไป ก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ พวกรสจัดทั้งหลาย ก็ถือว่าใช่นะครับ ส่วนใหญ่ที่สอบถาม แถวบ้านผม มักติดชูรส เค็มจัด เผ็ดจัด หรือชอบทานเนื้อสัตว์ สเต็ก อะไรพวกนี้

 

คุณคงมีอาการพิษสะสม ลองใช้วิธีที่ผมแนะนำตอนแรกนั่นแหละ ขยายความเพิ่มให้ว่า

- การทานอาหาร ให้ทานจืดๆเข้าไว้ เครื่องปรุงไม่ต้องว่างั้น หรือมีก็น้อยสุดๆ เน้นอาหารกลุ่มฤทธิ์เย็น และงดเนื้อสัตว์หรือทานน้อยที่สุด การรักษาตัวในช่วงแรก แนะนำให้ทานจืดสนิท เพื่อทำให้พิษมันคายออกมาจากร่างกายเรา หลักการเดียวกับการงดทานอาหารนานๆ ไขมันก็จะถูกดึงออกมาใช้ แต่อันนี้ เมื่อเราไม่ใส่พิษหรือพูดอีกที คือของรสจัดที่เราติดสักอย่างนั่นแหละ มันก็จะคายออกมา แรกๆ อาการบางอย่างที่เราเคยเป็น อาจจะออกมา และดูรุนแรงกว่าเก่า ไม่ต้องตกใจ ให้ใช้วิธีถอนพิษ คือกัวซา กับดีท๊อกซ์ช่วย

- การกัวซา ขูดพิษออกทางผิวหนัง ให้หาใครแรงดีดี มาขูดที่หลังทั้งแผ่น ด้วยไม้กัวซา หรือวัสดุผิวเรียบ เช่นถ้วยน้ำจิ้ม ถ้าจะหาซื้อไม้กัวซาก็ไปซื้อที่เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ร้านทำนามบัตรชั้น 2 โซนมือถือ ในเวปเราเคยมีรูปร้าน ผมขี้เกี่ยจหา 555 วิธี คือขูดกดแรงเท่าที่ทนได้ไม่ลำบาก ไม่ใช่การขูดให้ถลอกนะครับ แต่เป็นการรีดให้เลือดใต้ผิวหนังขึ้นมา ถ้าพิษสะสมเยอะ มันจะขึ้นมาเหมือนช้ำๆ และอยู่หลายวัน กว่าจะหาย ไม่ต้องตกใจ

แนวการขูด ไล่ลงจากต้นคอลงมาจนถึงเอวหรือเหนือก้น และอีกแนว เฉียงตามแนวกระดูกซี่โครง ประมาณนั้น โดยแบ่งหลังออกเป็น 2 ฝั่ง ซ้ายกับขวา เว้นกระดูกสันหลังไว้หน่อย ไม่ต้องขูด

การขูด ให้ขูดซ้ำจนกว่าจะไม่แดงไปกว่าเดิม อาจต้องซ้ำแนวละ 30-50 ครั้ง

 

- ดีท๊อกซ์ สวนล้างลำไส้ใหญ่

 

เออ.. อธิบายยาวเหมือนกัน ลองไปหาอ่านในเวปหมอเขียวเพิ่มเติมดูนะครับ สงสัยอะไร มาโพสถามตรงนี้ก็ได้

Share this post


Link to post
Share on other sites

ช่วยค่ะ

 

กัวซา

 

http://www.thaigold.info/Board/index.php?/topic/323-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%8B%E0%B8%B2-%E0%B8%82%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84/

 

 

ข้อมูลอื่นๆ..หมอเขียว ทำไว้ให้ดูแล้ว ลองไปย้อนอ่านที่กระทู้สุขภาพ

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Loading...
Sign in to follow this  

  • Recently Browsing   0 members

    No registered users viewing this page.

×
×
  • Create New...