Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 

kamponsuwannawong

Junior
  • Content Count

    38
  • Joined

  • Last visited

Community Reputation

0 medium

About kamponsuwannawong

  • Rank
    ขาประจำ

Profile Information

  • เพศ
    ชาย
  • ที่อยู่
    กรุงเทพมหานคร

Recent Profile Visitors

The recent visitors block is disabled and is not being shown to other users.

  1. ผ่านเกณฑ์ความโปร่งใส ไม่ส่อทุจริต ปตท โกงชาติ รายงานจาก ป.ป.ส. เปิดผลประเมิน 442 หน่วยงาน ผ่านเกณฑ์“คุณธรรม/ความโปร่งใส” ITA ประจำปี 2560” เฉลี่ย 81.53 คะแนน ปตท. เกินเกณฑ์เฉลี่ย เปิดผลประเมิน 442 หน่วยงาน ปี 60 ผ่านเกณฑ์“คุณธรรม/ความโปร่งใส” เฉลี่ย 81.53 ปตท. กฟผ. เกินเกณฑ์เฉลี่ย ผลประเมินปี 60 ปตท.ผ่านเกณฑ์ ความโปรงใส ไม่โกงชาติ วันนี้(16 พ.ย.) มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ป.ป.ช. ได้เผยแพร่ผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวนทั้งสิ้น 422 หน่วยงาน โดยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 อยู่ที่ 81.53 คะแนน ทั้งนี้จากผลการประเมิน พบว่า องค์กรศาล (เฉพาะหน่วยงานธุรการ) 3 หน่วยงาน พบว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้คะแนนสูงสุด 92.37 สำนักงานศาลปกครอง 88.29 และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 81.79 องค์กรอิสระ 5 หน่วยงาน พบว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ได้คะแนนสูงสุด 90.44 และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้คะแนนน้อยสุด 71.20, องค์กรอัยการ พบว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้คะแนน 78.98 ,หน่วยงานในสังกัดรัฐสภา 2 หน่วยงานคือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้คะแนนใกล้เคียงที่ 82.70 และ 82.94 ตามลำดับ สำหรับสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้คะแนน 90.24 องค์กรอิสระ 5 หน่วยงานสำหรับ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 54 หน่วยงาน พบว่า หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ได้คะแนนสูงที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 97.97 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 97.13 ธนาคารออมสิน 95.79 ส่วนโรงพิมพ์ตำรวจได้คะแนนน้อยสุด 68.80 “ส่วนรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นที่จับตา เช่น การบินไทย 87.89 คะแนน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 88.97 คะแนน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 92.63 คะแนน การไฟฟ้านครหลวง 91.93, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 91.47, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 94.39 บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) 85.61 คะแนน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 86.20 คะแนน และ ขสมก. 90.03 คะแนน เป็นต้น” มีรายงานว่า สำหรับ องค์กรมหาชน 52 หน่วยงาน พบว่าที่ได้คะแนนสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร 96.55 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 96.43 สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 95.14 ส่วนสถาบันอนุญาโตตุลาการ ได้คะแนนน้อยสุด 66.52 ขณะที่ หน่วยงานภาครัฐระดับกรม 147 หน่วยงานพบว่า ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้คะแนนสูงสุด 92.46 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 92.13 สำนักงานกิจการยุติธรรม 91.46 ส่วนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้คะแนนน้อยสุด 59.65 นอกจากนี้ สถาบันอุดมศึกษา 81 หน่วยงาน พบว่า สถาบันการศึกษาที่ได้คะแนนสูงที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ 87.17 มหาวิทยาลัยรามคำแหง 85.81 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 85.18 ส่วนมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ได้คะแนนน้อยสุด 57.43 “สถาบันการศึกษา อื่น ที่น่าสนใจ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 80.79 คะแนน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 83.50 คะแนน มหาวิทยาลัยขอนแก่น 83.11 คะแนน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 80.21 คะแนน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 77.96 คะแนน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 73.21 คะแนน เป็นต้น” ทั้งนี้ 2 องค์กรที่ได้รับผลประเมินน้อยที่สุด คือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย 57.43 และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา 59.65 สำหรับการประเมินในครั้งนี้ เป็นไปตามกรอบประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสออกเป็น 5 ดัชนี 1.ดัชนีความโปร่งใส 2.ดัชนีความพร้อมรับผิด 3.ดัชนีความปลอดจากการทุจริตในการปฏิบัติงาน 4.ดัชนีวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร และ5.ดัชนีคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน โดยคะแนนประเมินระหว่าง 80 – 100 ถือว่า อยู่ในเกณฑ์คุณธรรมและความโปร่งใสในระดับที่สูงมาก 60 – 79.99 อยู่ในระดับสูง 40 – 59.99 อยู่ในระดับปานกลาง 20 – 39.99 อยู่ในระดับต่ำ 0 – 19.99 อยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งไม่พบว่า มีหน่วยงานใดได้คะแนนในเกณฑ์ต่ำและต่ำมาก ดัชนีประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสช่วงคะแนนเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส อ่านผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 จำนวนทั้งสิ้น 422 หน่วยงาน ฉบับเต็ม ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment: ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 (16/11/2560) ขอบคุณที่มา : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ปตท
  2. ถ้าเห็นข้อมูลประกอบนี้ ควรได้เวลายุติเสียที เรื่องทวงคืน ปตท จากกลุ่มคนบางกลุ่มที่เป็นมหากาพย์ยืดยาวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นมหากาพย์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เพิ่งจะมาเป็นที่ยุติเด็ดขาดเอาเมื่อ 16 ก.พ. 2558 นี้เอง แต่ก็ไม่วายที่ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มออกมาพูดไปวกไปวนมา ทวงคืนกันไม่ยอมจบซะที ผู้ฟ้องก็คือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (เจ้าเก่า) ส่วนผู้ถูกฟ้องก็กราวรูดกันมาตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน ปตท. และกระทรวงการคลัง เริ่มตั้งแต่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจปตท. ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง แต่ยังมีรายละเอียดในเรื่องของการแบ่งแยกทรัพย์สินคือท่อส่งก๊าซว่าอันไหนเป็นของรัฐ ต้องส่งมอบคืน และอันไหนยังคงเป็นของปตท. เกณฑ์ตัดสินของศาลฯ ท่านก็ยึดเอาว่า ทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจเวนคืน รอนสิทธิเหนือที่ดินเอกชน และใช้เงินลงทุนของรัฐ ปตท.ต้องคืนให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การใช้ท่อจากนี้ไปจะต้องมีค่าเช่า ส่วนทรัพย์สินที่ บมจ.ปตท.เป็นผู้ลงทุนเองทั้งบนบกและใต้ทะเล ก็ให้ถือว่ายังคงเป็นสมบัติของ ปตท. ไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนรัฐ มูลนิธิอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ยังติดใจคำสั่งศาลว่า ทำไมยังมีส่วนแบ่งแยกให้เป็นทรัพย์สินของ ปตท.อยู่อีก จึงยื่นคำร้องฟ้องต่อศาลกันใหม่อีก ฟ้องร้องเรื่องปตท.ส่งทรัพย์สินคืนไม่ครบ ฟ้องไปที่ศาลปกครองกลางบ้าง ศาลปกครองสูงสุดบ้าง ศาลท่านก็ยกคำฟ้องทุกครั้งไป แต่มูลนิธิแห่งนี้ ก็ยังใช้สิทธิ “ฟ้องซ้ำ-ฟ้องซ้อน” ได้ ไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ระหว่างนั้น ช่วง 9 ปีมานี้ ก็มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือสตง.บ้าง คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาลบ้าง หรือกลุ่มพลังทวงคืนปตท.บ้าง สลับหน้ากันเข้ามาเชียร์ผู้ฟ้องร้องกันเป็นระลอก อย่างกับละครเลยล่ะครับ ช่วง 9 ปีที่ต่อสู้กัน มีทั้งบทลักไก่ บทพูดความจริงแค่ครึ่งเดียวหรือ “ฮาล์ฟ ทรูทช์” หรือบทเฮละโลทำเนียน ตีหน้าซื่อ แต่จะขอโค่นล้มคุณเสียให้ได้ สตง.ยุค “คุณหญิงเป็ด” ผ่านไป นึกว่าการจองล้างจองเวรปตท.จะหมดไปแล้ว แต่ สตง.ยุคคุณพิสิษฐ์ ลีลาวัชโรบล กลับเฮี้ยบไม่แพ้กันสักเท่าไหร่เลย เทียวไล้เทียวขื่อฟ้องร้องหน่วยงานต่างๆ ว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนอยู่นั่นแหละ มิใย ปตท. กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พลังงาน จะชี้แจงกลับไปว่า ปตท.ส่งคืนทรัพย์สินเข้ารัฐครบถ้วนไปแล้ว แต่ สตง.ก็ไม่ฟัง ศาลปกครองยกคำร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สตง.ของท่านพิสิษฐ์ก็ไม่ยอมรับรู้รับเห็นด้วยแต่ประการใด – ข้อน่าพิรุธตรงหนังสือสำคัญลงวันที่ 10 มี.ค. 2552 ที่สำนักงานศาลปกครองแจ้งไปยัง สตง. มีข้อใหญ่ใจความว่า ปตท. ได้ส่งคืนทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว ตามคำพิพากษาของศาลปกครองนี่สิ… – ไม่รู้ สตง.ไปทำตกหล่นสูญหายได้อย่างไร – สตง.ถึงได้เล่นบท “ผู้ไม่รับรู้” และเข้าไปเล่น “เกมโค่นล้ม” เกมเดียวกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเช่นนี้ ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเด็ดขาดยกคำร้องมูลนิธิฯและพวกจำนวน 1,455 คน กรณีคืนท่อก๊าซปตท.ไปเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2558 พร้อมทั้งจำหน่ายคดีออกจากสารบบไปแล้ว ** หมายเหตุล่าสุดก็เริ่มมีการฟ้องร้องทวงคืนกันอีกระลอก ซึ่งข้อมูลที่นำมาเสนอนี้ น่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมที่ไล่แชร์ ไล่ทวงคืนกันไม่บันยะบันยัง โดยไม่สนข้อมูล หรือแม้แต่คำตัดสินของศาล ว่ากรณี้น่าจะยุติได้แล้ว เพราะจำหน่ายออกจากสารบบ ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/สตง-ยอมรับ-ปตท-คืนท่อครบ/
  3. ราคาน้ำมันขึ้น ลงใครกำหนด มีความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ออกมาอยู่เนืองๆ ในกรณีที่ผู้บริโภคบางกลุ่ม มองว่าราคาน้ำมันเมืองไทยแพงเกินไป และ ปตท. เป็นต้นเหตุของราคา เพราะปตท. กำหนดราคาน้ำมันในประเทศ ตรงนี้จะขอนำส่วนหนึ่งของคำแถลงที่ทาง ผู้บริหารของ ปตท. ได้ตั้งโต๊ะแถลง หลังจากมีประเด็นร้อนว่อนในโลกโซเชียลในด้านลบกับ บริษัท ปตท. ทั้งในเรื่องการกำหนดราคาน้ำมันที่เอาเปรียบประชาชน จนได้กำไรสูงเป็นแสนล้านบาท พร้อมชักชวนบอยคอตเติมน้ำมันที่ปั๊มของ ปตท. “นายเทวินทร์ กล่าวว่า ปี 2560 ราคาน้ำมันทั้งปีเฉลี่ยเป็นขาขึ้น โดย ปตท. มีการปรับขึ้น 21 ครั้ง ปรับลง 21 ครั้ง แต่ราคาหน้าปั๊มขายต่ำกว่าต่างชาติ 20 วัน ไม่เคยขายแพงกว่ารายอื่นเลย แม้แต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ 6 เม.ย. – 28 พ.ค. 2561 ปตท.ปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 ครั้ง ปรับลง 1 ครั้ง โดยไม่เคยมีช่วงเวลาที่ขายแพงกว่าเจ้าอื่น แต่มีช่วง 9 วันในช่วง 50 วันที่ขายถูกกว่าปั๊มอื่น” การที่มีช่วงเวลาที่ ปตท. ขายถูกกว่าปั๊มอื่น และไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ ปตท. จะขายแพงกว่าปั๊มอื่น นั่นเป็นหลักฐานชัดเจนว่า ปตท. ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันในประเทศ แต่ละแบรนด์สามารถกำหนดราคาขายได้อย่างเสรี ผ่านค่าการตลาด (ส่วนราคา ณ โรงกลั่นใช้ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ ในขณะที่ภาษีและกองทุนต่างๆ รัฐบาลเป็นคนกำหนด) แต่ละแบรนด์สามารถกำหนดค่าการตลาด เท่าไหร่ก็ได้ จะเก็บค่าการตลาดลิตรละ 100 บาท หรือลิตรละแค่ 10 สตางค์ก็สามารถทำได้ตามหลัก รัฐเพียงแค่มีการเสนอตัวเลขค่าการตลาดที่เหมาะสมเอาไว้ (แต่ไม่ได้บังคับให้ทำตาม) ซึ่งอย่าลืมว่าค่าการตลาด ยังไม่ได้หักส่วนค่าใช้จ่ายภายในปั๊มทั้งหมดจะเป็นค่าขนส่งน้ำมัน ค่าจ้างเด็กปั๊ม ค่าน้ำมันค่าไฟ ฯลฯ ดังนั้นหากค่าการตลาดต่ำเกินไป ปั๊มก็จะขาดทุนและต้องปิดตัวลง จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า แต่ละปั๊ม แต่ละแบรนด์สามารถกำหนดราคาได้เองอย่างเสรี เพียงแค่จ่ายภาษีและกองทุนต่างๆ ตามที่รัฐกำหนดเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งที่สามารถกำหนดราคาขายของทั้งตลาดได้ อย่างที่เข้าใจผิดกัน เพราะคิดว่า ปตท เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมัน ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ราคาน้ำมันใครกำหนด-ปตท/
  4. ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Sustainable Growth for All ผงาดธุรกิจพลังงานยุคดิจิทัล เมื่อโลกขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทุกธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นสิ่งที่ทุกอุตสาหกรรมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจพลังงาน ที่หลายคนคิดว่าคงได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะแนวโน้มของพลังงานหลักที่โลกจะใช้ในอนาคตอาจไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์นี้น่าจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี กว่าที่บทบาทของน้ำมันจะลดลง แต่องค์กรอย่าง ปตท. ที่มีภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ได้มีการวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถึงความท้าทายสำคัญ ทั้งการขับเคลื่อนองค์กร และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศชาติ ไปจนถึงยุทธศาสตร์ของ ปตท. ในยุคดิจิทัล รวมถึงภารกิจสำคัญในการสร้าง 6 สิ่งใหม่ ที่เป็น New S-Curve สำคัญของ ปตท. ในอนาคต ยุทธศาสตร์ Sustainable Growth for All ให้ทุกคนเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ชาญศิลป์ เริ่มให้สัมภาษณ์กับ การเงินธนาคาร ด้วยการเล่าถึงความท้าทายใน 6 ด้านสำคัญ ที่บุคลากรทุกระดับชั้น ตั้งแต่ ทีมงาน หน่วยงาน ไปจนถึงระดับกรรมการบริษัท ช่วยกันระดมสมอง เพื่อที่จะมองภาพใหญ่ของความท้าทายให้รอบด้าน ครอบคลุมทั้งความท้าทายภายในองค์กรและความท้าทายที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดย ซีอีโอ ปตท. ได้สรุปเอาไว้ทั้งสิ้น 6 ด้านดังนี้ 1. ความผันผวนของราคาน้ำมัน และบทบาทของพลังงานทดแทนที่เพิ่มมากขึ้น : โดยความท้าทายนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะ ปตท. ไม่สามารถที่จะควบคุมกลไกราคาน้ำมันโลกได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ การวางแผนรับมือในหลายๆ สถานการณ์เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันท่วงที ขณะที่พลังงานทดแทนซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากราคาที่ค่อยๆ ลดลง ทั้งพลังงานไฟฟ้าโซลาร์ แบตเตอรี่ พลังงานลม ตลอดจนภาวะโลกร้อน ซึ่งกดดันให้ ปตท. ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น 2. การเปิดเสรีของธุรกิจพลังงาน : การเปิดเสรี ทำให้มีเอกชนที่มีเงินทุนเริ่มเข้ามาแข่งขันในธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมีมากขึ้น รวมถึงการเปิดท่อแก๊ซและคลังแก๊ซที่จะให้รายอื่นเข้ามาใช้ได้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายโดยตรงทางธุรกิจของ ปตท. 3. ความเข้าใจผิดในองค์กร ปตท. : เรื่องความเข้าใจผิดในบทบาทของ ปตท. นั้น ยังคงมีอยู่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่แม้ว่าปัจจุบันจะค่อยๆ ลดลงแล้ว แต่ ปตท. ก็ยังคงต้องทำการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง 4. การสร้างสมดุลระหว่างการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และการสร้างผลกำไรให้กับองค์กร : บทบาทของ ปตท. ทั้ง 2 ด้านนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกคนใน ปตท. จะต้องทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ 5. ทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทยกำลังลดลง : ทรัพยากรที่ลดลง ทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานจากภายนอกเข้ามาในประเทศ และจะต้องมีการหาแหล่งพลังงานใหม่เพิ่มเติม 6. ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ของ ปตท. กำลังเกษียณอายุ : การที่ผู้บริหารมากประสบการณ์หลายท่านกำลังอยู่ในช่วงเกษียณอายุงาน ทำให้ต้องมีการวางแผนการทำงานล่วงหน้า เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อได้ ศิลป์อธิบายว่า จากความท้าทายทั้ง 6 ด้าน ปตท. ได้วางแผนเพื่อรับมือภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีชื่อว่า “Sustainable Growth for All” ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน เพื่อผลักดันให้ ปตท. ก้าวสู่การเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย โดยยุทธศาสตร์นี้จะเริ่มตั้งแต่พื้นฐานของทำงานที่ต้องคำนึงถึงหลัก 3P คือ 1. คน (People) 2. โลก (Planet) และ 3. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Prosperity) โดย ปตท.จะมุ่งเน้นภารกิจทั้งการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคง ตลอดจนการตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน รวมถึงการดูแลผู้มีส่วนได้เสียของ ปตท. ในทุกด้าน ให้มีความยุติธรรม ส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุด ทั้ง 3 ข้อนี้ จะเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานของ ปตท.ในทุกเรื่อง “ภารกิจทั้งหมดที่วางไว้ในยุทธศาสตร์ Sustainable Growth for All จะถูกดำเนินงานภายใต้หลักคิด 3P ที่คำนึงถึงผู้คน โลก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญของ ปตท. ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กร สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ และทุกคนที่มีส่วนได้เสียกับ ปตท.” ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ชาญศิลป์-ตรีนุชกร/
  5. ถ้าเห็นข้อมูลประกอบนี้ ควรได้เวลายุติเสียที เรื่องทวงคืน ปตท จากกลุ่มคนบางกลุ่มที่เป็นมหากาพย์ยืดยาวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นมหากาพย์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เพิ่งจะมาเป็นที่ยุติเด็ดขาดเอาเมื่อ 16 ก.พ. 2558 นี้เอง แต่ก็ไม่วายที่ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มออกมาพูดไปวกไปวนมา ทวงคืนกันไม่ยอมจบซะที ผู้ฟ้องก็คือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (เจ้าเก่า) ส่วนผู้ถูกฟ้องก็กราวรูดกันมาตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน ปตท. และกระทรวงการคลัง เริ่มตั้งแต่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจปตท. ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง แต่ยังมีรายละเอียดในเรื่องของการแบ่งแยกทรัพย์สินคือท่อส่งก๊าซว่าอันไหนเป็นของรัฐ ต้องส่งมอบคืน และอันไหนยังคงเป็นของปตท. เกณฑ์ตัดสินของศาลฯ ท่านก็ยึดเอาว่า ทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจเวนคืน รอนสิทธิเหนือที่ดินเอกชน และใช้เงินลงทุนของรัฐ ปตท.ต้องคืนให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การใช้ท่อจากนี้ไปจะต้องมีค่าเช่า ส่วนทรัพย์สินที่ บมจ.ปตท.เป็นผู้ลงทุนเองทั้งบนบกและใต้ทะเล ก็ให้ถือว่ายังคงเป็นสมบัติของ ปตท. ไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนรัฐ มูลนิธิอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ยังติดใจคำสั่งศาลว่า ทำไมยังมีส่วนแบ่งแยกให้เป็นทรัพย์สินของ ปตท.อยู่อีก จึงยื่นคำร้องฟ้องต่อศาลกันใหม่อีก ฟ้องร้องเรื่องปตท.ส่งทรัพย์สินคืนไม่ครบ ฟ้องไปที่ศาลปกครองกลางบ้าง ศาลปกครองสูงสุดบ้าง ศาลท่านก็ยกคำฟ้องทุกครั้งไป แต่มูลนิธิแห่งนี้ ก็ยังใช้สิทธิ “ฟ้องซ้ำ-ฟ้องซ้อน” ได้ ไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ระหว่างนั้น ช่วง 9 ปีมานี้ ก็มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือสตง.บ้าง คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาลบ้าง หรือกลุ่มพลังทวงคืนปตท.บ้าง สลับหน้ากันเข้ามาเชียร์ผู้ฟ้องร้องกันเป็นระลอก อย่างกับละครเลยล่ะครับ ช่วง 9 ปีที่ต่อสู้กัน มีทั้งบทลักไก่ บทพูดความจริงแค่ครึ่งเดียวหรือ “ฮาล์ฟ ทรูทช์” หรือบทเฮละโลทำเนียน ตีหน้าซื่อ แต่จะขอโค่นล้มคุณเสียให้ได้ สตง.ยุค “คุณหญิงเป็ด” ผ่านไป นึกว่าการจองล้างจองเวรปตท.จะหมดไปแล้ว แต่ สตง.ยุคคุณพิสิษฐ์ ลีลาวัชโรบล กลับเฮี้ยบไม่แพ้กันสักเท่าไหร่เลย เทียวไล้เทียวขื่อฟ้องร้องหน่วยงานต่างๆ ว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนอยู่นั่นแหละ มิใย ปตท. กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พลังงาน จะชี้แจงกลับไปว่า ปตท.ส่งคืนทรัพย์สินเข้ารัฐครบถ้วนไปแล้ว แต่ สตง.ก็ไม่ฟัง ศาลปกครองยกคำร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สตง.ของท่านพิสิษฐ์ก็ไม่ยอมรับรู้รับเห็นด้วยแต่ประการใด - ข้อน่าพิรุธตรงหนังสือสำคัญลงวันที่ 10 มี.ค. 2552 ที่สำนักงานศาลปกครองแจ้งไปยัง สตง. มีข้อใหญ่ใจความว่า ปตท. ได้ส่งคืนทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว ตามคำพิพากษาของศาลปกครองนี่สิ… - ไม่รู้ สตง.ไปทำตกหล่นสูญหายได้อย่างไร - สตง.ถึงได้เล่นบท “ผู้ไม่รับรู้” และเข้าไปเล่น “เกมโค่นล้ม” เกมเดียวกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเช่นนี้ ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเด็ดขาดยกคำร้องมูลนิธิฯและพวกจำนวน 1,455 คน กรณีคืนท่อก๊าซปตท.ไปเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2558 พร้อมทั้งจำหน่ายคดีออกจากสารบบไปแล้ว ** หมายเหตุล่าสุดก็เริ่มมีการฟ้องร้องทวงคืนกันอีกระลอก ซึ่งข้อมูลที่นำมาเสนอนี้ น่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมที่ไล่แชร์ ไล่ทวงคืนกันไม่บันยะบันยัง โดยไม่สนข้อมูล หรือแม้แต่คำตัดสินของศาล ว่ากรณี้น่าจะยุติได้แล้ว เพราะจำหน่ายออกจากสารบบ ข้อมูลจาก : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/สตง-ยอมรับ-ปตท-คืนท่อครบ/
  6. ตามติด มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลง คดี ปตท.อมท่อ คืนท่อก๊าซไม่ครบ ตามที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้แถลงข่าวว่าได้ดำเนินการยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าประพฤติมิชอบในการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 โดยศาลได้นัดฟังคำตัดสินว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2561 นั้นจากข้อเท็จจริงที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลงข่าว ปตท. ขอเรียนว่า กรณีเดียวกันนี้ น.ส.รสนา โตสิตระกูล และนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ได้เคยเป็นโจทย์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริต(คดี ปตท. คือท่อก๊าซไม่ครบ หรืออมท่อ) และประพฤติมิชอบกลางไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 และศาลอาญาคดีทุจริตฯท่อก๊าซ (อมท่อ) ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์คดี ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ยืนตามคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ คดี(ปตท. อมท่อ)ดังกล่าวจึงถึงที่สุด ทั้งนี้ ปตท. ขอเรียนยืนยันว่า ปตท. ได้ดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สิน(ท่อก๊าซ)ให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลฯ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และศาลปกครองได้มีคำสั่งยืนยันในเรื่องดังกล่าวหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี 2551 – 2559 ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/แถลง-คดี-ปตท-อมท่อ-คืนท่อ/ : https://www.facebook.com/jopkaofamily/
  7. ผมหรือใคร ที่ให้ข้อมูลเรื่องท่อก๊าซคลาดเคลื่อน? ที่นางสาวรสนา โตสิตระกูลโพสต์ในเฟสบุ๊คตั้งคำถามว่าบทความเรื่องท่อก๊าซของผม “มีข้อเท็จจริงที่น่าจะคลาดเคลื่อน หรือไม่” ผมขอยืนยันต่อสาธารณชนว่าสิ่งที่ผมเขียนเป็นไปตามข้อเท็จจริงครับ 1- “ปตท.” เป็นชื่อย่อของทั้ง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ก่อนแปรรูปและหลังแปรรูป ที่ปัจจุบันชื่อเต็มว่า บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) 2- แต่ที่ น.ส.รสนาบอกว่า ปัจจุบันรัฐถือหุ้นใน ปตท.เพียง 51% นั้น คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะนอกจากที่กระทรวงการคลังถือหุ้นตรง 51% แล้ว ยังมีอีก 12% ที่ถือโดยกองทุนวายุภักษ์*ของกระทรวงการคลัง (ณ วันที่ 12 ต.ค.2561) รวมเป็น 63% ถ้ารวมที่กองทุนประกันสังคม.ถือด้วยก็จะเป็น 65% ดูเพิ่มเติมด้านล่าง 3- ที่ น.ส.รสนากล่าวว่าแนวทางของรัฐบาลชวนฯ ในปี 2542 กำหนดให้ระบบท่อก๊าซที่แยกออกมาก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทที่การปิโตรเลียมถือหุ้น 100% แต่เมื่อแปรรูปจริงในปี 2544 ที่กำหนดให้แยกท่อฯ ภายใน 1 ปีให้หลังเข้าตลาดฯ จึงมีผลทำให้ทรัพย์สินที่ควรจะตกเป็นของรัฐ 100% ตกเป็นชอง ปตท.ซึ่งรัฐถือหุ้นเพียงไม่ถึง 100% นั้น เป็นความเข้าใจผิดจากข้อเท็จจริง ซึ่งตรวจสอบได้ไม่ยากจากการสรุปสาระสำคัญในมติ กพช.วันที่ 15 สิงหาคม 2557 เรื่องที่ 2 ข้อที่ 1 ความว่า “....คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2543 รับทราบแนวทางการแปรรูปของ ปตท. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดย ในส่วนของกิจการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติจะแยกออกมาจัดตั้งเป็นบริษัท ปตท. ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ จำกัด ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 โดยมี บมจ. ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 100 4- การแยกท่อก๊าซ “ก่อน” เข้าตลาดหลักทรัพย์ กับ “หลัง” เข้าตลาดฯ 1 ปีนั้น ไม่ได้ทำให้มูลค่าหุ้น ปตท.แตกต่างกัน เพราะอย่างที่ผมอธิบายด้วยมติ กพช.ข้างต้น บริษัทที่เป็นเจ้าของท่อนั้นจะเป็นของ บจม.ปตท.100% ไม่ว่าแยกระบบท่อก๊าซก่อนหรือหลังการเข้าตลาดฯ (ดูแผนภูมิในcomment ประกอบ) แต่ถ้าผมมีอำนาจเต็มที่ซึ่งผมไม่มี ผมจะแยกท่อให้เป็นที่เรียบร้อยก่อนเข้าตลาดฯ รวมทั้งออก พรบ.การประกอบกิจการพลังงานเพื่อดึงอำนาจรัฐทั้งหมดออกมาจาก ปตท. และเปิดบริการผ่านท่อให้บุคคลที่ 3 เข้ามาแข่งขันกับ ปตท.ได้ (TPA) ด้วย ผมจบคณิตศาสตร์แค่ปริญญาตรี ไม่ใช่ปริญญาเอกอย่างที่กล่าว แต่ตรรกะนี้ผมว่าคนจบคณิตศาสตร์ประถม 4 ก็น่าจะพอเข้าใจได้ 5- ที่ผมถามว่า 1 ปีหลังการเข้าตลาดฯ (ธันวาคม 2544) แล้วรัฐบาลไม่ดำเนินการแยกท่อก๊าซนั้น “ฝ่ายทวงคืน ปตท.” อยู่ที่ไหน ทำไมไม่โวยวาย น.ส.รสนาตอบว่าก็ตนได้ยื่นฟ้องเพิกถอนการแปรรูป ปตท.กับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคในเมื่อสิงหาคม 2549 ไงเล่า ผมไม่ลืมครับ แต่เป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม เด็กป.4 ก็คิดเลขได้ว่า 2544 + 1 = 2545 แล้วมาลบจาก 2549 จะได้คำตอบว่า 4 ปี เด็ก ป.7 อาจจะคิดเดือนด้วย ก็จะได้ 3 ปี 8 เดือน ไม่ว่าตัวเลขไหนก็ถือว่านานนะครับ แล้วถ้าคิดจากปีที่ ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ 2544 ก็ยิ่งนานเข้าไปอีก แล้วเหล่าพลเมืองเสียงดังที่อ้างว่าปกป้องผลประโยชน์ชาติตอนนั้นมัวทำอะไรอยู่? ปล่อยให้สิ่งที่เขาเรียกว่า “ขายชาติ” เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา โดยไม่ด่าทอ ไม่ต่อต้านคัดค้าน ไม่แม้แต่ท้วงติง ผมถึงต้องตั้งข้อสันนิษฐานว่าพวกเขาในตอนนั้นยังชื่นชมหรือได้ประโยชน์จากทักษิณ จึงมิได้ตำหนิติเตียนแต่ประการใด 6- เรื่องคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด ที่ผมบอกว่าให้คืน “ท่อบางส่วน” แต่ น.ส.รสนาบอกว่านั่นผิด เพราะศาลสั่งให้คืน “ท่อทั้งระบบ” นั้นเป็นเรื่องของการตีความของ น.ส.รสนาเองที่แตกต่างจากศาล ส่วนผมนั้นน้อมรับคำตัดสินของศาล และได้มีส่วนในปฏิบัติตามในช่วงที่ผมมีอำนาจหน้าที่ ซึ่งศาลท่านก็ยืนยันหลายครั้งแล้ว ว่า ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว 7 ** น.ส.รสนาและบางคนไม่เห็นด้วยกับการตีความของศาล และได้ยื่นฟ้องต่อศาลอีกหลายครั้ง แต่ศาลก็ยังยืนยันว่า ปตท.คืนท่อครบแล้ว อีกทั้งยังไปวิจารณ์ศาลจนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 ศาลปกครองสูงสุดได้ไต่สวนคำร้องกรณีละเมิดอำนาจศาล ** ระหว่าง ปตท. ผู้กล่าวหาและ น.ส.รสนา โตสิกูล นายศรีราชา วงศารยางกูร และนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-3 และต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 ศาลได้อ่านคำสั่งซึ่งมีสาระสำคัญว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด มิได้มีลักษณะเป็นการวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริต ด้วยวิธีการทางวิชาการ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษา ที่เข้าข่ายเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลปกครองสูงสุด จึงเห็นควรลงโทษผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 สถานเบา โดยมีคำสั่งตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากนั้นในคำสั่งละเมิดอำนาจศาลดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดยังได้วินิจฉัยในสาระสำคัญเกี่ยวกับข้อความที่ผู้ถูกกล่าวหากล่าวพาดพิงคำพิพากษาและคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด โดยได้ให้เหตุผลและยืนยันถึงความรอบคอบ ยุติธรรม และเป็นกลางของศาลในการทำคำสั่งและวินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 35 / 2550 ด้วย 8- ในฐานะ รมว.พลังงานผมเป็นผู้ลงนามในหนังสือถึง ครม.เมื่อวันที่18 ธันวาคม 2550 เกี่ยวกับการดำเนินการตามคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งหนังสือดังกล่าวระบุชัดเจนว่า “ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบ และรับรองความถูกต้อง” และยังได้เปิดช่องไว้ด้วยว่า “หากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาลฯ ในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อให้มีข้อยุติต่อไป” ทั้งนี้ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ร่วมอยู่ในที่ประชุม ครม.นั้นด้วย และ ครม.ก็เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ผมพ้นตำแหน่ง รมว.พลังงานตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 และหลังจากนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ปตท.หรือกลุ่ม ปตท.เลย จนมารับตำแหน่งประธานเมื่อกรกฎาคม 2557 9- มาทราบภายหลังว่า สตง.มิได้มีหนังสือ ”รับรองความถูกต้อง” ของรายการทรัพย์สินที่ได้ตกลงกันระหว่าง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และ ปตท.ตอนที่ยื่นต่อศาลเมื่อ 25 ธันวาคม 2551 แต่ก็ทราบมาด้วยว่า ปตท.ได้ยื่นรายการทรัพย์สินที่จะแบ่งแยกให้กับ สตง.อย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2551 แต่ สตง.ก็มิได้มีการตอบหนังสือนั้นแต่ประการใด ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ขอขยายระยะเวลาการดำเนินการตามคำพิพากษาจำนวน 4 ครั้ง เพราะกระบวนการแบ่งแยกที่ดินต่าง ๆ ต้องใช้เวลามาก แต่ ปตท.ได้ส่งรายงานความคืบหน้าต่อศาลโดยตลอดตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม 2551 รวม 9 ครั้ง ก็ไม่น่าแปลกนักที่ศาลสามารถออกคำวินิจฉัยในวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ** สตง.เพิ่งจะส่งหนังสือคัดค้านถึง ปตท.ในภายหลัง แม้หนังสือจะลงวันที่ 26 ธันวาคม แต่ก็ไม่ได้มีการส่งมา ปตท.จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ** ทั้งนี้ทั้งนั้น สตง.ในฐานะผู้สอบบัญชีของ ปตท. ได้เซ็นรับรองงบการเงินของ ปตท.แบบไม่มีเงื่อนไขตลอดมา โดยในงบการเงินของ ปตท. ปี 2551 สตง.ได้หมายเหตุว่า ปตท. ได้รับหนังสือ สตง. ดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 และตั้งแต่ปี 2552 สตง.ก็มิได้มีหมายเหตุดังกล่าวอีกจนปัจจุบัน 10 การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อเดือนกันยายน ปี 2559 ที่ น.ส.รสนาอ้างถึงนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่มีคำสั่งศาลปกครองหลายครั้งยืนยันการส่งมอบทรัพย์สิน โดยเฉพาะคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเต็มองค์คณะ วันที่ 7 เมษายน 2559 ไม่เพิกถอนคำสั่งศาลวันที่ 26 ธันวาคม 2551 นักกฎหมายอาจมีความเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทยไม่ว่าฉบับไหน ศาลคือฝ่ายตุลาการ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตีความกฎหมายและตัดสินคดีความทั้งปวง ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดอย่างเคร่งครัด และไม่สามารถปฏิบัติตามความเห็นของนักกฎหมายอื่นได้ 11- อนึ่ง แม้คำตัดสินของศาลได้กล่าวถึง “การแปรรูปที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” แต่ก็ได้ระบุว่า... “ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเพิกถอนพระราชกฤษฎีกา และบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 รวมทั้งวิธีการแก้ไขความไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเพิกถอนบทบัญญัติในมาตรา 4 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 อีกทั้งเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นว่านั้น ก็มิได้มีความร้ายแรงถึงขนาดที่จะเพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544 ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า” ** จึงถือว่าการออก พรบ.การประกอบกิจการพลังงานมีผลในการเยียวยาปัญหานี้ ศาลจึงได้ตัดสินให้ ปตท.คืนเฉพาะทรัพย์สินที่ได้มากจากการใช้อำนาจมหาชนและเงินของรัฐ ** เรื่องท่อในทะเลที่ น.ส.รสนาเห็นว่าควรคืนให้รัฐนั้น ผมขี้เกียจจะอภิปรายด้วย เพราะศาลได้ยืนยันว่า ปตท.คืนท่อครบถ้วนแล้วหลายรอบ เถียงกันไปก็เสียเวลาผมเปล่าๆ ขนาดศาลปกครองสูงสุด น.ส.รสนายังไม่ฟังเลย แถมวิพากษ์วิจารณ์จนถูกตัดสินว่าละเมิดอำนาจศาล ** ที่ น.ส.รสนากล่าวหาด้วยคำถามว่าผมในตำแหน่งประธานบอร์ด ปตท.ได้ “ผลักดันนโยบายแยกท่อส่งก๊าซมาตั้งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.โดยกำหนดลดสัดส่วนหุ้นของรัฐบาลเหลือเพียง 25% ใช่หรือไม่ ?” ขอตอบชัดๆ ว่า ไม่ใช่ และไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด ** - ที่ผ่านมาผมได้ฟ้องร้องบุคคลจำนวนหนึ่งที่ให้ข้อมูลบิดเบือนต่อสังคมและทำให้ผมเสียหาย ถ้าเขาเหล่านั้นไม่ให้ร้ายผม ผมก็คงไม่ไปเสียเวลาฟ้องร้องหรอกครับ - ที่ผมพูดรวมๆ ถึงอดีตลิ่วล้อทักษิณนั้น ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร น.ส.รสนาก็ไม่ควรกินปูนร้อนท้อง แต่ผมเหมารวมเนื่องจากเป็นกระแสที่สื่อสายหนึ่งซึ่งเคยเชลียร์ทักษิณจนน่าสะอิดสะเอียน เช่นในรายการทุกวันศุกร์ช่อง 9 อสมท. แต่ภายหลังได้เปลี่ยนจุดยืนไปโดยสิ้นเชิง จากเชลียร์เป็นชำแหละ และด่าทอต่อต้านทักษิณอย่างรุนแรง ผมไม่ทราบว่าคุณรสนาเคยชื่นชมอะไรในระบบทักษิณหรือเปล่า แต่ผมแค่ตั้งข้อสังเกตว่าทุกคนที่รุมด่าผมในช่วงที่ผ่านมา คนเด่นๆ ในกระบวนการ “ทวงคืน ปตท.” ไม่มีใครออกมาคัดค้านการแปรรูป ปตท.ในสมัยทักษิณเรืองอำนาจเลย อีกทั้งบางคนยังเคยรับใช้ทักษิณอย่างชัดเจน อาจจะเป็นกระแสสังคมที่หลงรักทักษิณตามกันไป ก่อนใครบางกลุ่มจะพลิกจุดยืนมาสร้างกระแสเกลียดชังทักษิณและ “ทวงคืน ปตท.” เพราะทราบมาว่าตอน ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็มีกรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคบางท่าน (ไม่ได้ชื่อรสนานะครับ) ได้ซื้อหุ้น IPO ด้วย ขอบคุณข้อมูล : https://www.facebook.com/fellowshipoftheenergy/posts/2030711713662672?__tn__=-R http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ประโยชน์การแปรรูป-ปตท/
  8. ปตท ทุจริต จริงหรือมาหาคำตอบกัน 1. ไม่มีบัญชีลับอะไรใด เพราะ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ต้องแสดงทรัพย์สิน รวมถึงรายรับรายจ่าย มีกรรมการ มีผู้ตรวจสอบจากภายนอกด้วย แถมยังมี สตง รับรองบัญชีอีก 2. ปัจจุบัน คุณไพรินทร์ หมดวาระเป็นประธาน ปตท. ไปแล้ว 3. เกาะเคย์แมนไม่ได้เป็นเกาะฟอกเงินอย่างในหนัง เป็นการเปิดเพื่อกระจายความเสี่ยง ปัจจุบันมีกฎหมายรองรับ มีการตรวจสอบ มีการรายงานลงในบัญชี สามารถตรวจสอบได้ใน 56-1 4. การลงโฆษณาในสื่อ เป็นหลักของการตลาด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าสินค้าใดๆ ก็มีการประชาสัมพันธ์ 5. การแปรรูป ปตท. เริ่มสมัยคุณชวน เมื่อประมาณ ปี 42 โดยหุ้น ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ซื้อขายวันแรก 6 ธ.ค. 2544 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 90,000 ล้านบาท หุ้นใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เวลาเตรียมตัวพร้อมทำไฟริ่งไม่น้อยกว่า 1 ปี แน่นอน ขณะที่นายกทักษิน เป็นนายกรัฐมนตรีวันที่ 9 ก.พ. 2544 แสดงว่านโยบายการแปรรูป ปตท.ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้นานพอสมควรแต่มาแล้วเสร็จในยุคทักษิณพอดี 6. หุ้นที่บอกว่า ไม่ได้ชื่อกระทรวงการคลัง จริงๆ แล้ว อย่างสำนักงานประกันสังคม ก็ถือเป็นการลงทุนของรัฐ 7. บริษัท นอมินี เหล่านี้ ก็เป็นอีกช่องทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหลายๆคน การลงทุนผ่านทางบริษัทนอมินีของสถาบันการเงินเหล่านี้คล้ายๆ กับบริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ของบ้านเรานั่นเองที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนระดมทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งผู้ถือหุ้นผ่านนอมินีเหล่านี้จะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงหรือกำหนดนโยบายใดๆ ในบริษัทได้เลย ปตท.ขายหุ้นให้กับบุคคลทั่วไป ผ่าน Thai VDNR จำนวน 5.1% ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บุคคลทั่วไปต้องไปซื้อจาก บริษัทดังกล่าว ไม่ใช่ไปซื้อตรงจาก ปตท. ทุกวันนี้ก็เปิดซื้อขายอยู่ เรื่องที่ว่ามีการจองหุ้นกัน ก็จองผ่านบริษัทนี้ครับ และที่อ้างว่าหุ้นหมดซื้อไม่ทัน มันก็ไม่เกี่ยวกับ ปตท.เลย ด้วยเหตุผลข้างต้นครับ 8. เงินปันผล ปตท เข้าพรรคเพื่อไทย ด้วยความที่ กระทรวงการคลังถือหุ้น ปตท.ใหญ่ เงินก็ต้องเข้ากระทรวงการคลังดิ คนคิดว่าเข้าพรรคเพื่อไทย มโนอะไรก็ให้มีขอบเขตกันหน่อย 9. มาเลเซียน้ำมันลิตรละ เท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ทราบหรือไม่ เค้ามีการไม่เก็บเงินภาษีสินค้าและบริการ GST ทำให้ราคาน้ำมันเค้าถูก แต่เค้าต้องแลกกับการติดงบทางการศึกษา 10. เรื่องการยกเลิกเบนซิน 91 95 ก็บ้าบอ เค้ายกเลิกแต่เบนซิน 91 เพราะสนับสนุนพลังงานทดแทน ที่เป็นพระราชดำริของในหลวง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ เพื่อลดมลพิษทางอากาศ 11. ปตท.สผ. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในแปลงสัมปทานของแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” ไม่เคยมีการถือหุ้นในแหล่งน้ำมัน “นงเยาว์” และ ที่สำคัญได้ถอนตัวออกเมื่อ ปี 2543 12. LPG ที่มีการปรับราคา เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้ในประเทศ เป็นไปตามนโยบายปฎิรูปพลังงานสะท้อนราคาที่แท้จริง 13. ก๊าซจากอ่าวไทย ทุกวันนี้ใช้ผลิตไฟฟ้ามากที่สุด และไม่มีการส่งออก แถมยังต้องนำเข้า LNG เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ 14. การปลดบอร์ด ปตท. ต้องอาศัยมติที่ประชุมบอร์ด ไม่ใช่อยากปลดก็ปลด ไม่งั้นสะเทือนเศรษฐกิจตลาดหุ้นไทยแน่นอน อันนี้หน่ะแชร์เถอะ เพื่ออนาคตของลูกหลาน เพื่อความจริงเรื่อง ปตท. จะได้ไม่ให้ใครมาหลอกเรา ขอบคุณข้อมูลจาก http://energythaiinfo.blogspot.com/2018/05/blog-post_23.html#links http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ปตท-ไม่ทุจริตโกงชาติ/
  9. ตามที่ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้แถลงข่าวว่าได้ดำเนินการยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าประพฤติมิชอบในการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 โดยศาลได้นัดฟังคำตัดสินว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2561 นั้น จากข้อเท็จจริงที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลงข่าว ปตท. ขอเรียนว่า กรณีเดียวกันนี้ น.ส.รสนา โตสิตระกูล และนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ได้เคยเป็นโจทย์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริต(คดี ปตท. คือท่อก๊าซไม่ครบ หรืออมท่อ) และประพฤติมิชอบกลางไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 และศาลอาญาคดีทุจริตฯท่อก๊าซ (อมท่อ) ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์คดี ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ยืนตามคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ คดี(ปตท. อมท่อ)ดังกล่าวจึงถึงที่สุด ทั้งนี้ ปตท. ขอเรียนยืนยันว่า ปตท. ได้ดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สิน(ท่อก๊าซ)ให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลฯ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และศาลปกครองได้มีคำสั่งยืนยันในเรื่องดังกล่าวหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี 2551 – 2559 ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/แถลง-คดี-ปตท-อมท่อ-คืนท่อ/
  10. ปัญหานกเขาไม่ขันนับเป็นความหนักอกหนักใจของชายไทยหลาย ๆ คน เพราะกิจกรรมบนเตียงต้องมาจบลงแบบไม่เป็นท่า วันนี้เรามีตัวช่วยที่จะมาปลุกความเป็นชายให้คุณได้กลับมาผงาดอีกครั้ง Coffee Like (คอฟฟี่ ไลฟ์) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม กาแฟสำหรับคุณสุภาพบุรุษ ที่มีการบำรุงร่างกายเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมรรถภาพ บำรุงสุขภาพให้แข็งแรงเหมือนตอนที่ยังเป็นหนุ่มที่ช่วยคืนความสุขให้คู่รัก ลดการหลั่งเร็ว เพื่อความฟิตปั๋งให้แก่คุณสุภาพบุรุษ จึงทำให้น้องชายแข็งตัวง่ายและ อึด ทน นาน จึงทำกิจกรรมกับคู่รักได้นานขึ้น โดยเป็นสารสกัดที่ทำาจากธรรมชาติ ได้รับการตรวจสอบ มี อย. เป็นที่เรียบร้อย ไม่ต้องกลัวจะเป็นอันตรายหรือสิ่งตกค้าง สนใจอาหารเสริมสมรรถภาพเพศชาย กาแฟวัวชนคนสู้ Coffee Like สรรพคุณ - เพิ่มความมั่นใจให้คุณสุภาพบุรุษได้มากขึ้น - เพิ่มขนาดน้องชายให้ดูใหญ่ขึ้น - ช่วยแก่ปัญหาเรื่องการแข็งตัว - ช่วยให้เลือดลดไหลเวียนดีขึ้น - ช่วยให้ทำกิจกรรมได้นานขึ้น - ปรับสภาพฮอร์โมนเพศชาย สนใจสั่งซื้อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 064-1314567 Line : @nanaherbnet
  11. ระแสทวงคืน ปตท. เป็นกระแสที่มาบูมในระยะ 2-3 ปีที่ผ่าน แถมตอนนี้โดนโจมตีอย่างหนักโดยการโหนกระแสของ กปปส. เพื่อเรียกแขกมากขึ้น โดยข้อกล่าวหาร้ายแรงว่า กลุ่ม ปตท. คือน้ำเลี้ยงสำคัญของระบอบทักษิณ บ้างก็ว่า “ทักษิณ” เป็นเจ้าของ ปตท. และไม่น่าเชื่อว่า ข้อมูลเบสิค ๆ แบบนี้ ที่ฟังพวกแกนนำที่พูดบนขึ้นเวทีม๊อบ หรือพวกแกนนำนักทวงคืนอย่างผู้สูงวัยท่านหนึ่ง นั้นกลับไม่คิดจะค้นหาข้อมูลด้วยตัวเองและก็เชื่อในทันทีด้วยในอคติว่า หุ้น ปตท ทักษิณเป็นเจ้าของ และ ปตท.คือต้นเหตุทำให้น้ำมันแพง และที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่ง ถ้าพรรคที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพรรคที่ทักษิณสนับสนุนได้เป็นรัฐบาล กระแสทวงคืน ปตท.นั้นเงียบเป็นเป่าสากไม่มีใครพูดถึง ดังนั้นทีมงานก็เลยไปค้นข้อมูลข้อเท็จจริงว่า ปตท. เป็นของใคร ใครกันแน่คือเจ้าของ ปตท. ที่แท้จริง แล้วเราจะทวงคืนทำไม ทวงคืนให้ใคร? เปิดหลักฐานหลังจากการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจุดเริ่มมาจากการออกพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจปี พ.ศ.2542 ในยุครัฐบาลชวน 2แต่ดันมาเข้าตลาดตอนยุครัฐบาลทักษิณ เลยกลายเป็นว่าทักษิณต้องเป็นแพะรับบาปว่าเป็นผู้ที่ฮุบหุ้น ปตท.ทั้งหมดให้ตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของ ทีนี้เราต้องมาเจาะดูว่า (ปตท. เป็นของใคร) ใครถือหุ้นใหญ่ ปตท. ผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. นั้นหาง่ายมาก ๆ ได้จากเว็บไซด์ settrade.com ได้ผู้ถือหุ้นใหญ่ดังภาพนี้ โครงสร้างผู้ถือหุ้น ปตท. จะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังคงเป็นกระทรวงการคลัง ประมาณ 51% ซึ่งคนไทยเป็นเจ้าของร่วมกัน และกองทุนวายุภักษ์ทั้ง 2 กอง ก็เป็นกองทุนของภาครัฐที่ทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนคนไทยทั่วไปสามารถลงทุน ในกองทุนนี้ได้ รวมกันอีก 15% นอกจากนี้ยังมีกองทุนประกันสังคมที่เป็นของคนไทยทุกคนอีก 1% สรุปรวมๆแล้วก็เป็นของรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 67% จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็คือภาครัฐซึ่งส่วนนี้เป็นของคนไทยทุกๆคนอยู่แล้ว แล้วที่เหลือล่ะ เป็นนักลงทุนคนไทยรายย่อย 16% จากการตรวจสอบสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของ ปตท. ก็พบว่า คนในตระกูลชินวัตรจริงๆได้แก่ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร และนายพอพงษ์ ชินวัตร ถือหุ้นเพียง 7,700 หุ้น จาก 2.85 พันล้านหุ้น หรือ 0.0002% เท่านั้น ถือว่าน้อยมากจนไม่มีนัยยะสำคัญที่จะไปครอบงำเพื่อกำหนดนโยบายหรือทิศทาง อะไรได้เลยใน ปตท. เป็นการลงทุนตามปกติที่ใครๆก็เข้าไปซื้อได้ในตลาดหลักทรัพย์ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อรายได้ ปี 2555 ทั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับ ปตท. ค้ากำไรเกินควรอะไรเลย เพราะกำไร ปตท. ประมาณแสนล้านบาทนั้น มาจากยอดขายประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3% กว่าๆเท่านั้นเอง (ฝากสหกรณ์ยังได้ดอกเบี้ยมากกว่าด้วยซ้ำ) ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบริษัทน้ำมันแห่งอื่นๆ และกำไรที่มาจากการลงทุนไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีการลงทุนไปต่างประเทศมากมาย เป็นผลมาจากการแปรรูป ปตท. ทำให้มีความสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ทำให้คนไทยไม่ต้องต่อคิวซื้อน้ำมัน ไม่มีปัญหาไฟฟ้าติดๆดับๆ ดังนั้นข้อกล่าวหาว่า ปตท.ขูดรีดคนไทยก็ไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด ข้อมูลเพิ่มเติมที่ : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/เปิดหลักฐานปตทเป็นของใ/
  12. คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกายบ้าง ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายรับประทานอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม ตามที่คุณหมอแนะนำ โดยเฉพาะอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ ที่มีกรดโฟลิค วิตามินบี 6 บี 12 และสังกะสีสูง เช่น บรอคโคลี เมล็ดธัญพืช ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ตับ เป็นต้น หรือพบแพทย์ตรวจสุขภาพครรภ์อยู่เป็นประจำ และเสริมภูมิต้านทานให้กับลูกของคุณ ด้วย Stem Elite สเต็ม อีลิท ( Stem Elite ) อาหารเสริมสารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิกเข้มข้น100 % ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมอันทันสมัยในการใช้แรงดันสกัดแทนความร้อน เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน เพื่อประโยชน์ในการดูดซึมเข้าบำรุงร่างกายได้เต็มที่ ด้วยอนุภาพของสารสีม่วงในข้าวไรซ์เบอร์รี่ มีคุณสมบัติต่อต้านสารอนุมูลอิสระได้ดี อุดมไปด้วยสังกะสี, วิตามินบี1 โอเมก้า 3 ช่วยในการมองเห็นให้ดีขึ้น, ช่วยบำรุงประสาทและสมองให้มีความแข็งแรง มีความจำที่ดีป้องกันความจำเสื่อมในหรืออัลไซเมอร์ผู้สูงอายุ เป็นต้น ยังมีโฟเลตสูง ป้องกันการเกิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่ในเด็ก เบต้าแคโรทีน ช่วยฟื้นฟูเซลล์ร่างกายให้แข็งแรง ลดภาวะเสี่ยงการเกิดมะเร็ง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย บำรุงสายตา, ธาตุเหล็กไปสร้างเม็ดเลือดแดงให้ร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง และระบบเลือด, โพลีฟีนอล และเส้นใย เป็นต้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกาย บำรุงระบบประสาท ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ผลัดเซลล์เก่าที่ตายแล้วสร้างเซลล์ใหม่ที่ดีและแข็งแรงมาแทน, มีกากใยอาหาร ช่วยควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมากมาย อาทิ โรคหลอดเหลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคสมองเสื่อม มีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน ลดระดับไขมัน และคอเรสเตอรอล สามารถเข้าไปดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมหรือสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/EliteworldAsia/
  13. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ Riceberry ข้าวสีม่วงที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย อย่างเช่น เบต้าแคโรทีน ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ซึ่งส่งผลให้แก่ก่อนวัย ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง บำรุงสายตา, วิตามินบี จำเป็นต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท การย่อยอาหาร ป้องกันโรคเหน็บชา, โอเมก้า 3 ประโยชน์ของโอมาก้า 3 มีมากมาย อทิ ป้องกันดูแลระบบประสาท สมองความจำ ลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ และสมองเสื่อม ลดการเกิดโรคซึมเศร้าลงได้, ช่วยในการมองเห็นดีขึ้น ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม, ช่วยลดการเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง, ดูแลระบบหลอดเลือดหัวใจให้ทำงานดีขึ้น ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน นำไปสู่โรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้, ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ลดภูมิแพ้ของร่างกาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี วิตามินอี ลูทีน แทนนิน สังกะสี ธาตุเหล็ก โพลีฟีนอล และเส้นใยอาหาร ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยคนเป็นโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง สมองเสื่อม และโลหิตจาง เป็นต้น รวมทั้งมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน ช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่รักสุขภาพผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้สูงวัย ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และโรคโลหิตจาง รวมถึงสตรีมีครรภ์ เพราะอุดมไปด้วย โฟเลตในปริมาณสูง จึงช่วยป้องกันครรภ์เป็นพิษและช่วยให้ทารกในครรภ์ มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ สเต็ม อีลิท (Stem Elite) อาหารเสริมสารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิกเข้มข้น 100 % ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมอันทันสมัยในการใช้แรงดันสกัดแทนความร้อน เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน เพื่อประโยชน์ในการดูดซึมเข้าบำรุงร่างกายได้เต็มที่ ด้วยอนุภาพของสารสีม่วงในข้าวไรซ์เบอร์รี่ มีคุณสมบัติต่อต้านสารอนุมูลอิสระได้ดี อุดมไปด้วยสังกะสี, วิตามินบี1 โอเมก้า 3 ช่วยในการมองเห็นให้ดีขึ้น, ช่วยบำรุงประสาทและสมองให้มีความแข็งแรง มีความจำที่ดีป้องกันความจำเสื่อมในหรืออัลไซเมอร์ผู้สูงอายุ เป็นต้น ยังมีโฟเลตสูง เบต้าแคโรทีน ช่วยฟื้นฟูเซลล์ร่างกายให้แข็งแรง ลดภาวะเสี่ยงการเกิดมะเร็ง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย บำรุงสายตา, ธาตุเหล็กไปสร้างเม็ดเลือดแดงให้ร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง และระบบเลือด, โพลีฟีนอล และเส้นใย เป็นต้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกาย บำรุงระบบประสาท ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ผลัดเซลล์เก่าที่ตายแล้วสร้างเซลล์ใหม่ที่ดีและแข็งแรงมาแทน, ช่วยลดน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมากมาย อาทิ โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคสมองเสื่อม มีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน ลดระดับไขมัน และคอเรสเตอรอล สามารถเข้าไปดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมหรือสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/EliteworldAsia/
  14. คนเรานั้นจะดูอ่อนหรือแก่สังเกตได้จากผิวหนัง เด็กๆผิวหนังจะดูเต่งตึง สดใส ดูมีชีวิตชีวาแต่พอเริ่มอายุมากขึ้นความเต่งตึง สดใสก็ลดลงตามไปด้วย เนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่ของผิวหนังประกอบไปด้วยคอลลาเจน คอลลาเจนเป็นโครงสร้างโมเลกุลโปรตีนในร่างกาย มีปริมาณ1/3 ของโปรตีนในร่างกาย มีลักษณะเป็นเส้นเอ็นที่แผ่กว้างไปทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง กล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อและกระดูก ช่วยทำให้เซลล์มีความยืดหยุ่น เต่งตึง นุ่มนวล แลดูอ่อนวัย เมื่ออายุ 25 คอลลาเจนเริ่มลดลง ยิ่งอายุมากขึ้นเรื่อยๆโอกาสคอลลาเจนเสื่อมสภาพยิ่งมีมากตามไปด้วย อันนำไปสู่การเกิดริ้วรอยต่างๆตามมา รวมทั้งผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่น กระดูกและฟันก็เสื่อมสภาพลง ดังนั้นเราควรหาวิธีที่ช่วยชะลอวัยให้ผิวพรรณดูเต่งตึง แก่ช้าลงให้มากที่สุด โดยการหาสารสกัดโปรตีนคอลลาเจน เพื่อทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไป จากการศึกษาวิจัย การรับประทานคอลลาเจนเข้าไป เป็นวิธีที่ง่ายและเห็นผลเจนที่สุด ที่จะทำให้โครงสร้างของผิวหนังเสื่อมช้าลง โดยเฉพาะ Hydrolyzed Collagen คือคอลลาเจนเสริม ที่สกัดจากปลาทะเล ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น อุ้มน้ำ เต่งตึง แลดูอ่อนวัย ช่วยให้กระดูก ฟัน เล็บ แข็งแรงขึ้น รวมทั้งผมให้ดูดกดำลดการหลุดร่วง อาหารเสริม อี กลูต้าเบอร์รี่ ( E – Glutaberry ) มาในรูปแบบซองเนื้อเยลลี่ อร่อยทานง่าย มีส่วนผสมของสารสกัดเข้มข้น จากบลูเบอร์รี่ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงตับ ป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไขข้อ โรคหอบหืด ต้อกระจก ต้อลม, มิกซ์เบอร์รี่ ช่วยต้านการทำลายเซลล์ของร่างกาย ลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงร่างกาย ช่วยให้ความจำดีขึ้น, L-Glutathaione เป็นกรดอะมิโนที่สำคัญ ในการต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดฝ้า จุดด่างดำ, Hydrolyzed Collagen ช่วยกระตุ้นเสริมสร้างให้คอลลาเจนในชั้นผิวหนังแข็งแรงและทำงานดีขึ้น ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง เต่งตึง ดูอ่อนวัย ผิวสวยสุขภาพดี จากภายในสู่ภายนอก นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี และกรดมะนาวผสมอยู่ด้วย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมหรือสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/EliteworldAsia/
×