Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 

kamponsuwannawong

Junior
  • Content Count

    84
  • Joined

  • Last visited

Community Reputation

0 medium

About kamponsuwannawong

  • Rank
    ขาประจำ

Profile Information

  • เพศ
    ชาย
  • ที่อยู่
    กรุงเทพมหานคร

Recent Profile Visitors

The recent visitors block is disabled and is not being shown to other users.

  1. ปตท กำหนดราคาน้ำมันจริงหรือ? ผมเห็นจากข่าวทีวีและในเฟซบุ๊กว่ามีกลุ่มคนเดินทางประท้วงเรื่องราคาน้ำมันแพงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดยใช้แคมเปญว่า “ราคาน้ำมันไทยต้องเท่ามาเลเซีย” แล้วนำป้ายราคาน้ำมันของ 2 ประเทศมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งดูแล้วผมก็คิดว่า จริงด้วยเลย! ทำไมต่างกันเท่าตัวเลย ทั้งๆ มาเลเซียกับไทยก็เป็นคู่แข่งทั้งกีฬาฟุตบอลและตะกร้อ อีกทั้งเศรษฐกิจก็แข่งกันในระดับภูมิภาคอาเซียนมาตลอด เป็นแบบนี้ได้อย่างไร ผมเลยลองศึกษาว่า ทำไมราคาน้ำมันถึงต่างกันขนาดนี้ โดยได้ประเด็นหลักๆ อยู่ 2 ประเด็น คือ 1.โครงสร้างราคาน้ำมัน 2. คุณภาพน้ำมัน แน่นอนว่าอย่างหลังคุณภาพน้ำมัน บ้านเราใช้น้ำมันมาตรฐานยุโรป 4 หรือ EURO 4 ส่วนประเทศมาเลเซียใช้ EURO 2 – EURO 4 ซึ่งต่ำกว่าบ้านเรา แน่นอนครับของเกรดต่ำกว่าราคาก็ต้องถูกกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่นั่นมันก็ไม่น่าถึงจะเป็นราคาที่ห่างกันเท่าตัวใช่ไหมครับ ผมเลยก็ต้องย้อนกลับไปดูข้อแรก นั้นคือโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยโครงสร้างราคาน้ำมันจะ 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.ต้นทุนเนื้อน้ำมัน หรือ ราคาหน้าโรงกลั่น มีสัดส่วนต่อราคามากกว่า 65% และต้นทุนตัวนี้ ก็สะท้อนราคานำเข้าน้ำมันดิบจากตลาดโลก ที่ปรับไปตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) 2.ภาษีและเงินส่งกองทุนต่างๆ ที่จัดเก็บตามวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน มีอัตราส่วนราวๆ 28% ที่มีผลต่อขายปลีกราคาน้ำมันของไทย และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันของไทย แตกต่างจากราคาของประเทศเพื่อนบ้าน 3.สุดท้าย ค่าการตลาด ซึ่งเป็นรายได้ของผู้ของประกอบการปั๊มน้ำมัน ซึ่งค่าการตลาดบวกภาษี เฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 6-7% ซึ่งระบบการค้าน้ำมันเป็นระบบการค้าเสรี บริษัทน้ำมันสามารถกำหนดราคาขายปลีกได้ด้วยตนเอง โดยอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ เป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ขณะนี้ตลาดน้ำมันในประเทศอยู่ในภาวะแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ทำให้ตลาดเป็นของผู้ซื้อ หน่วยงานที่กำกับดูแลทางด้านราคาน้ำมัน คือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หากเรามาพิจารณาจริงๆ ตัวเลขที่ปตท.สามารถปรับขึ้นลงเองได้ ก็มีแต่ส่วนของค่าการตลาดซึ่งเป็นรายได้ผู้ประกอบการปั๊ม อัตราส่วน 6-7 เปอร์เซ็นต์จากราคาน้ำมันที่เราเติมเป็นตัวเลขน้อยมากๆครับ มันจึงไม่มีผลกระทบเท่าไรกับราคาน้ำมันและมันก็บอกได้ว่าทำไม่น้ำมันแต่ละยี่ห้อถึงต่างกัน 5 – 10 สตางค์ได้ แต่เท่าที่เคยเติมๆมา ปตท.ราคาน้ำมันถูกสุดนะครับ(ไม่นับปั๊มหลอดที่ขายเถื่อนนะครับ) ตัวที่กระทบกับราคาน้ำมันจริงๆ จึงเป็นตัวเนื้อน้ำมันซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดโลก เพราะมีสัดส่วน 65% และ ส่วนที่ทำให้ต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน คือส่วนของภาษีและเงินส่งเข้ากองทุน 28% ภาษีที่จัดเก็บแพงแบบนี้ก็เพราะน้ำมันถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยตั้งแต่สมัยก่อน(สมัยนั้นคงเห็นว่าใครมีรถต้องเป็นคนรวยเท่านั้น และน้ำมันเป็นสินค้าใช้คู่กันจึงใช้ภาษีฟุ่มเฟือยเหมือนกัน สมเหตุสมผลอยู่ครับ) จึงเป็นเรทภาษีที่อยู่ในระดับสูงมาถึงปัจจุบันครับ การเปลี่ยนแปลงภาษีคงต้องใช้อำนาจของรัฐบาลออกเป็นกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงภาษี แต่ก็จะกระทบรายได้รัฐบาลซึ่งตอนนี้หากดูๆแล้วงบประมาณน่าจะขาดดุลยาวอีกประมาณ 5 ปีเป็นอย่างต่ำครับ เรื่องนี้จึงพับเก็บไปได้เลยครับ ได้แต่ลุ้นแค่ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะยังคงอยู่ระดับต่ำต่อไปเรื่อยๆ ครับ ที่เขียนๆมาก็เพียงจะบอกว่าส่วนใหญ่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ปตท.ไม่ได้กำหนดราคาน้ำมันได้ตามใจเหมือนสินค้าอื่นๆทั่วๆไปที่ ผลิตแล้วบวกกำไรถึงตั้งราคา เพราะมีกลไกราคา,โครงสร้างราคาและมีหน่วยงานที่กำกับดูแลราคาน้ำมันจึงเท่ากับว่า ส่วนใหญ่ของราคาน้ำมันประมาณ 95เปอร์เซ็นต์เลยก็จะว่าได้ จะถูกปัจจัยภายนอกกำหนดเกือบทั้งหมดครับ ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ปตท-กำหนดราคาน้ำมันจริง
  2. ราคาหุ้น PTTOR ที่รอเข้าตลาด กับการหาราคาที่เหมาะสม จากการผิดหวังที่เฝ้ารอคอยข่าวที่ออกมาหลาย ๆ ครั้งของหุ้นดีมีอนาคตอีกหนึ่งตัวในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งถูกเลื่อนมาตั้งแต่ ปี 2561 จนมาปี 2562 ก็ถูกเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 2 จนบัดนี้เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ข่าวคราวก็ได้เงียบหายไป ซึ่งหุ้นตัวนั้นก็เป็นหุ้นลูกของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีชื่อว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ จนหลายๆ คนคงเกิดความสงสัยเหมือนผมว่าทำไม? เป็นเพราะอะไรถึงทำต้องถูกเลื่อนเรื่อยๆ ด้วยข้อมูลที่ผม พอจะหาได้และความรู้ที่มีในตลาดทุนพอจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่า 1.เป็นเรื่องของการจัดการแบ่ง แยกทรัพย์สินที่ถูกโอนจากบริษัทแม่ไปสู่บริษัทลูกที่เสร็จไม่ทันเวลา และมีความไม่ชัดเจนภายในองค์กรเองอันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งจัดการเสร็จเรียบร้อยในช่วงปลายปีนั้นเอง 2.เนื่องด้วยหุ้นของปตท.เองถูกรัฐบาลถือผ่านกระทรวงการคลัง 51% จึงทำให้มีเรื่องของการเมืองเข้ามามีส่วน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นจึงต้องเลื่อนจนกว่าการเมืองจะนิ่งและเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน 3. น่าจะเป็นในเรื่องของจังหวะและเวลาที่ยังไม่ลงตัวเพราะหากไม่ได้มีความจำเป็นรีบร้อนในการเข้าซื้อขายแบบเร่งด่วนดั่งสมัย ปตท.ที่ถูกบีบให้แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ในสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและยังถูกบีบด้วยเจ้าหนี้ของรัฐบาล(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟที่มาปล่อยกู้ให้ประเทศแก้วิกกฤตในตอนนั้น) ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ทำให้ราคาอาจจะไม่ดีนัก มาถึงตรงนี้แล้วก็คงเริ่มสงสัยแล้วกันแล้วใช่ไหมครับในเรื่องของการกำหนดราคาที่ปตท.จะเอาบริษัทฯลูกเข้าตลาด ซึ่งผมก็บอกเลยว่าเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากครับ เพราะตามหลักแล้วการหาราคาที่เหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆแล้วการทำการ สำรวจความต้องการของตลาด สภาวะของตลาดในช่วงนั้นประกอบกันด้วย หากตลาดดีกำลังเป็นขาขึ้นราคาก็ถูกกำหนดโดยการบวกค่าความคาดหวัง (Expected Return)เข้าไป แต่หากสภาวะตลาดซบเซาก็จะหักส่วนลด (Discount rate) เพื่อเป็นการจูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อ และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องรู้ก่อนนั้นคือ โออาร์มีอะไรบ้าง เพื่อให้ง่ายแก่การมองภาพผมขอแยกผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับโออาร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ คือ ธุรกิจน้ำมัน ประกอบด้วย - ค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ (ปั๊มน้ำมัน)หรือเรียกกันว่า PTT Station. - จำหน่ายเชื้อเพลิงหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ คือ PTT Lubricants นั้นเอง - จำหน่ายน้ำมันและก๊าซ แอลพีจีให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆเช่น น้ำมันเรือ น้ำมันเครื่องบิน ก๊าซที่ใช้ในอุตสาหกรรม ฯลฯ - จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนหรือเรียกว่าก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ง่ายๆก็ แก๊ซถังเขียวนั้นแหละครับ - บริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกด้านอื่นๆ และให้บริการด้านบำรุงรักษายานยนต์ - Café Amazon - FIT Auto - ร้านชานมไข่มุก “เพิร์ลลี่ที” - Jiffy - Daddy Dough - ฮั่วเซ้งฮง - Texas Chicken และเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 บริษัท ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR ซึ่ง ปตท. ถือหุ้น 100% ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พีทีทีโออาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 4,190,000 บาท โดย PTTOR ถือหุ้น 100% มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนในต่างประเทศของ PTTOR เท่ากับว่าก็มีอีกหนึ่งบริษัทย่อยของ PTTOR เป็นบริษัทข้ามชาติ หรือ บรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporation หรือ Multinational Company) ที่หาเงินเข้าประเทศนั้นเอง และจากการหาข้อมูลในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัท ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือชื่อภาษาอังกฤษ PTT OIL AND RETAIL BUSINESS ได้ทำการจดทะเบียนการค้าหรือที่เรียกกันว่าหนังสือบริคณห์สนธิ ทุนจดทะเบียน 90,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 9,000 ล้านหุ้น หุ้นละ 10 บาท โดยงบแสดงฐานะทางการเงินปี 2561 มีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 202,432 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินจำนวน 112,221 ล้านบาท และส่วนของทุน 90,211 ล้านบาท ซึ่งเท่าที่ดูแล้วหากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็ถือได้ว่าเป็นหุ้นใหญ่อีกตัวหนึ่งแน่ ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/หุ้น-pttor-ที่รอเข้าตลาด-กับก
  3. ปตท กำหนดราคาน้ำมันจริงหรือ? ผมเห็นจากข่าวทีวีและในเฟซบุ๊กว่ามีกลุ่มคนเดินทางประท้วงเรื่องราคาน้ำมันแพงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดยใช้แคมเปญว่า “ราคาน้ำมันไทยต้องเท่ามาเลเซีย” แล้วนำป้ายราคาน้ำมันของ 2 ประเทศมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งดูแล้วผมก็คิดว่า จริงด้วยเลย! ทำไมต่างกันเท่าตัวเลย ทั้งๆ มาเลเซียกับไทยก็เป็นคู่แข่งทั้งกีฬาฟุตบอลและตะกร้อ อีกทั้งเศรษฐกิจก็แข่งกันในระดับภูมิภาคอาเซียนมาตลอด เป็นแบบนี้ได้อย่างไร ผมเลยลองศึกษาว่า ทำไมราคาน้ำมันถึงต่างกันขนาดนี้ โดยได้ประเด็นหลักๆ อยู่ 2 ประเด็น คือ 1.โครงสร้างราคาน้ำมัน 2.คุณภาพน้ำมัน แน่นอนว่าอย่างหลังคุณภาพน้ำมัน บ้านเราใช้น้ำมันมาตรฐานยุโรป 4 หรือ EURO 4 ส่วนประเทศมาเลเซียใช้ EURO 2 – EURO 4 ซึ่งต่ำกว่าบ้านเรา แน่นอนครับของเกรดต่ำกว่าราคาก็ต้องถูกกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่นั่นมันก็ไม่น่าถึงจะเป็นราคาที่ห่างกันเท่าตัวใช่ไหมครับ ผมเลยก็ต้องย้อนกลับไปดูข้อแรก นั้นคือโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยโครงสร้างราคาน้ำมันจะ 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.ต้นทุนเนื้อน้ำมัน หรือ ราคาหน้าโรงกลั่น มีสัดส่วนต่อราคามากกว่า 65% และต้นทุนตัวนี้ ก็สะท้อนราคานำเข้าน้ำมันดิบจากตลาดโลก ที่ปรับไปตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) 2.ภาษีและเงินส่งกองทุนต่างๆ ที่จัดเก็บตามวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน มีอัตราส่วนราวๆ 28% ที่มีผลต่อขายปลีกราคาน้ำมันของไทย และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันของไทย แตกต่างจากราคาของประเทศเพื่อนบ้าน 3.สุดท้าย ค่าการตลาด ซึ่งเป็นรายได้ของผู้ของประกอบการปั๊มน้ำมัน ซึ่งค่าการตลาดบวกภาษี เฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 6-7% ซึ่งระบบการค้าน้ำมันเป็นระบบการค้าเสรี บริษัทน้ำมันสามารถกำหนดราคาขายปลีกได้ด้วยตนเอง โดยอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ เป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ขณะนี้ตลาดน้ำมันในประเทศอยู่ในภาวะแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ทำให้ตลาดเป็นของผู้ซื้อ หน่วยงานที่กำกับดูแลทางด้านราคาน้ำมัน คือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หากเรามาพิจารณาจริงๆ ตัวเลขที่ปตท.สามารถปรับขึ้นลงเองได้ ก็มีแต่ส่วนของค่าการตลาดซึ่งเป็นรายได้ผู้ประกอบการปั๊ม อัตราส่วน 6-7 เปอร์เซ็นต์จากราคาน้ำมันที่เราเติมเป็นตัวเลขน้อยมากๆครับ มันจึงไม่มีผลกระทบเท่าไรกับราคาน้ำมันและมันก็บอกได้ว่าทำไม่น้ำมันแต่ละยี่ห้อถึงต่างกัน 5 – 10 สตางค์ได้ แต่เท่าที่เคยเติมๆมา ปตท.ราคาน้ำมันถูกสุดนะครับ(ไม่นับปั๊มหลอดที่ขายเถื่อนนะครับ) ตัวที่กระทบกับราคาน้ำมันจริงๆ จึงเป็นตัวเนื้อน้ำมันซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดโลก เพราะมีสัดส่วน 65% และ ส่วนที่ทำให้ต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน คือส่วนของภาษีและเงินส่งเข้ากองทุน 28% ภาษีที่จัดเก็บแพงแบบนี้ก็เพราะน้ำมันถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยตั้งแต่สมัยก่อน(สมัยนั้นคงเห็นว่าใครมีรถต้องเป็นคนรวยเท่านั้น และน้ำมันเป็นสินค้าใช้คู่กันจึงใช้ภาษีฟุ่มเฟือยเหมือนกัน สมเหตุสมผลอยู่ครับ) จึงเป็นเรทภาษีที่อยู่ในระดับสูงมาถึงปัจจุบันครับ การเปลี่ยนแปลงภาษีคงต้องใช้อำนาจของรัฐบาลออกเป็นกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงภาษี แต่ก็จะกระทบรายได้รัฐบาลซึ่งตอนนี้หากดูๆแล้วงบประมาณน่าจะขาดดุลยาวอีกประมาณ 5 ปีเป็นอย่างต่ำครับ เรื่องนี้จึงพับเก็บไปได้เลยครับ ได้แต่ลุ้นแค่ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะยังคงอยู่ระดับต่ำต่อไปเรื่อยๆ ครับ ที่เขียนๆมาก็เพียงจะบอกว่าส่วนใหญ่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ปตท.ไม่ได้กำหนดราคาน้ำมันได้ตามใจเหมือนสินค้าอื่นๆทั่วๆไปที่ ผลิตแล้วบวกกำไรถึงตั้งราคา เพราะมีกลไกราคา,โครงสร้างราคาและมีหน่วยงานที่กำกับดูแลราคาน้ำมันจึงเท่ากับว่า ส่วนใหญ่ของราคาน้ำมันประมาณ 95เปอร์เซ็นต์เลยก็จะว่าได้ จะถูกปัจจัยภายนอกกำหนดเกือบทั้งหมดครับ ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ปตท-กำหนดราคาน้ำมันจริง
  4. หุ้น ปตท ทักษิณ ใครกันแน่ถือหุ้นใหญ่ที่สุด? กระแส ทวงคืน ปตท. เป็นกระแสที่มาบูมในระยะ 2-3 ปีที่ผ่าน แถมตอนนี้โดนโจมตีอย่างหนักโดยการโหนกระแสของ กปปส. เพื่อเรียกแขกมากขึ้น โดยข้อกล่าวหาร้ายแรงว่า กลุ่ม ปตท. คือน้ำเลี้ยงสำคัญของระบอบทักษิณ บ้างก็ว่า “ทักษิณ” เป็นเจ้าของ ปตท. ทีมงานก็เลยไปค้นข้อมูลข้อเท็จจริงว่า ปตท. เป็นของใคร ใครกันแน่คือเจ้าของ ปตท. ที่แท้จริง แล้วเราจะทวงคืนทำไม ทวงคืนให้ใคร? เปิดหลักฐานหลังจากการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจุดเริ่มมาจากการออกพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจปี พ.ศ.2542 ในยุครัฐบาลชวน 2แต่ดันมาเข้าตลาดตอนยุครัฐบาลทักษิณ เลยกลายเป็นว่าทักษิณต้องเป็นแพะรับบาปว่าเป็นผู้ที่ฮุบหุ้น ปตท.ทั้งหมดให้ตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของ ทีนี้เราต้องมาเจาะดูว่า (ปตท. เป็นของใคร) ใครถือหุ้นใหญ่ ปตท. ผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. นั้นหาง่ายมากๆได้จากเว็บไซด์ settrade.com ได้ผู้ถือหุ้นใหญ่ดังภาพนี้ โครงสร้างผู้ถือหุ้น ปตท. จะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังคงเป็นกระทรวงการคลัง ประมาณ 51% ซึ่งคนไทยเป็นเจ้าของร่วมกัน และกองทุนวายุภักษ์ทั้ง 2 กอง ก็เป็นกองทุนของภาครัฐที่ทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนคนไทยทั่วไปสามารถลงทุน ในกองทุนนี้ได้ รวมกันอีก 15% นอกจากนี้ยังมีกองทุนประกันสังคมที่เป็นของคนไทยทุกคนอีก 1% สรุปรวมๆแล้วก็เป็นของรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 67% จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็คือภาครัฐซึ่งส่วนนี้เป็นของคนไทยทุกๆคนอยู่แล้ว แล้วที่เหลือล่ะ เป็นนักลงทุนคนไทยรายย่อย 16% จากการตรวจสอบสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของ ปตท. ก็พบว่า คนในตระกูลชินวัตรจริงๆได้แก่ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร และนายพอพงษ์ ชินวัตร ถือหุ้นเพียง 7,700 หุ้น จาก 2.85 พันล้านหุ้น หรือ 0.0002% เท่านั้น ถือว่าน้อยมากจนไม่มีนัยยะสำคัญที่จะไปครอบงำเพื่อกำหนดนโยบายหรือทิศทาง อะไรได้เลยใน ปตท. เป็นการลงทุนตามปกติที่ใครๆก็เข้าไปซื้อได้ในตลาดหลักทรัพย์ กล่าว โดยสรุป เจ้าของ ปตท.ทีแท้จริงก็คือ กระทรวงการคลัง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่เป็นของคนไทยทุกคนอยู่แล้ว และนักลงทุนรายย่อยทั้งไทยและเทศ ที่คนไทยทุกๆคนสามารถจะมีหุ้นได้โดยสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยได้ทุกวันทำการ ก็ไม่รู้จะทวงคืนไปทำไม ทวงไปก็ไม่ได้น้ำมันถูกลง เพราะที่มันแพงก็แค่น้ำมันกลุ่มเบนซินที่เก็บภาษีและกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น มามากทำให้ราคาแพง และเงินกองทุนน้ำมันก็เอาไปจ่ายชดเชยให้ก๊าซหุงต้มที่นำเข้ามาจากตลาดโลกมา ขายในประเทศถูกๆและพวกแก๊สโซฮอล E20, E85 รวมถึงชดเชยภาษีในส่วนของน้ำมันดีเซลที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้มากกว่า 50% เพื่อควบคุมราคาไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ที่จะส่งผลต่อค่าขนส่งสินค้าจนกระทบกับค่าครองชีพของคนไทยทุกคน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐ ไม่เกี่ยวกับ ปตท. ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล E10 มากไม่ได้เพราะจะทำให้กองทุนน้ำมันติดลบ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อรายได้ ปี 2555 ทั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับ ปตท. ค้ากำไรเกินควรอะไรเลย เพราะกำไร ปตท. ประมาณแสนล้านบาทนั้น มาจากยอดขายประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3% กว่าๆเท่านั้นเอง (ฝากสหกรณ์ยังได้ดอกเบี้ยมากกว่าด้วยซ้ำ) ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบริษัทน้ำมันแห่งอื่นๆ และกำไรที่มาจากการลงทุนไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีการลงทุนไปต่างประเทศมากมาย เป็นผลมาจากการแปรรูป ปตท. ทำให้มีความสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ทำให้คนไทยไม่ต้องต่อคิวซื้อน้ำมัน ไม่มีปัญหาไฟฟ้าติดๆดับๆ ดังนั้นข้อกล่าวหาว่า ปตท.ขูดรีดคนไทยก็ไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/เปิดหลักฐานปตทเป็นของใ/
  5. Sustainable Growth for All ผงาดธุรกิจพลังงานยุคดิจิทัล เมื่อโลกขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทุกธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นสิ่งที่ทุกอุตสาหกรรมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจพลังงาน ที่หลายคนคิดว่าคงได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะแนวโน้มของพลังงานหลักที่โลกจะใช้ในอนาคตอาจไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์นี้น่าจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี กว่าที่บทบาทของน้ำมันจะลดลง แต่องค์กรอย่าง ปตท. ที่มีภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ได้มีการวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถึงความท้าทายสำคัญ ทั้งการขับเคลื่อนองค์กร และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศชาติ ไปจนถึงยุทธศาสตร์ของ ปตท. ในยุคดิจิทัล รวมถึงภารกิจสำคัญในการสร้าง 6 สิ่งใหม่ ที่เป็น New S-Curve สำคัญของ ปตท. ในอนาคต ยุทธศาสตร์ Sustainable Growth for All ให้ทุกคนเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ชาญศิลป์ ตรีนุชกร เริ่มให้สัมภาษณ์กับ การเงินธนาคาร ด้วยการเล่าถึงความท้าทายใน 6 ด้านสำคัญ ที่บุคลากรทุกระดับชั้น ตั้งแต่ ทีมงาน หน่วยงาน ไปจนถึงระดับกรรมการบริษัท ช่วยกันระดมสมอง เพื่อที่จะมองภาพใหญ่ของความท้าทายให้รอบด้าน ครอบคลุมทั้งความท้าทายภายในองค์กรและความท้าทายที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดย ซีอีโอ ปตท. ได้สรุปเอาไว้ทั้งสิ้น 6 ด้านดังนี้ 1.ความผันผวนของราคาน้ำมัน และบทบาทของพลังงานทดแทนที่เพิ่มมากขึ้น : โดยความท้าทายนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะ ปตท. ไม่สามารถที่จะควบคุมกลไกราคาน้ำมันโลกได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ การวางแผนรับมือในหลายๆ สถานการณ์เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันท่วงที ขณะที่พลังงานทดแทนซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากราคาที่ค่อยๆ ลดลง ทั้งพลังงานไฟฟ้าโซลาร์ แบตเตอรี่ พลังงานลม ตลอดจนภาวะโลกร้อน ซึ่งกดดันให้ ปตท. ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น 2.การเปิดเสรีของธุรกิจพลังงาน : การเปิดเสรี ทำให้มีเอกชนที่มีเงินทุนเริ่มเข้ามาแข่งขันในธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมีมากขึ้น รวมถึงการเปิดท่อแก๊ซและคลังแก๊ซที่จะให้รายอื่นเข้ามาใช้ได้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายโดยตรงทางธุรกิจของ ปตท. 3.ความเข้าใจผิดในองค์กร ปตท. : เรื่องความเข้าใจผิดในบทบาทของ ปตท. นั้น ยังคงมีอยู่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่แม้ว่าปัจจุบันจะค่อยๆ ลดลงแล้ว แต่ ปตท. ก็ยังคงต้องทำการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง 4.การสร้างสมดุลระหว่างการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และการสร้างผลกำไรให้กับองค์กร : บทบาทของ ปตท. ทั้ง 2 ด้านนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกคนใน ปตท. จะต้องทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ 5.ทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทยกำลังลดลง : ทรัพยากรที่ลดลง ทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานจากภายนอกเข้ามาในประเทศ และจะต้องมีการหาแหล่งพลังงานใหม่เพิ่มเติม 6.ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ของ ปตท. กำลังเกษียณอายุ : การที่ผู้บริหารมากประสบการณ์หลายท่านกำลังอยู่ในช่วงเกษียณอายุงาน ทำให้ต้องมีการวางแผนการทำงานล่วงหน้า เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อได้ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร อธิบายว่า จากความท้าทายทั้ง 6 ด้าน ปตท. ได้วางแผนเพื่อรับมือภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีชื่อว่า “Sustainable Growth for All” ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน เพื่อผลักดันให้ ปตท. ก้าวสู่การเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย โดยยุทธศาสตร์นี้จะเริ่มตั้งแต่พื้นฐานของทำงานที่ต้องคำนึงถึงหลัก 3P คือ 1. คน (People) 2. โลก (Planet) และ 3. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Prosperity) โดย ปตท.จะมุ่งเน้นภารกิจทั้งการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคง ตลอดจนการตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน รวมถึงการดูแลผู้มีส่วนได้เสียของ ปตท. ในทุกด้าน ให้มีความยุติธรรม ส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุด ทั้ง 3 ข้อนี้ จะเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานของ ปตท.ในทุกเรื่อง “ภารกิจทั้งหมดที่วางไว้ในยุทธศาสตร์ Sustainable Growth for All จะถูกดำเนินงานภายใต้หลักคิด 3P ที่คำนึงถึงผู้คน โลก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญของ ปตท. ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กร สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ และทุกคนที่มีส่วนได้เสียกับ ปตท.” ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ชาญศิลป์-ตรีนุชกร-ประธาน
  6. ทำไมราคาน้ำมันแพง คงเป็นคำถามในใจใครบางคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ถูกชักจูงจากการจุดกระแสของคนบางกลุ่มในโลกโซเชียล เรื่องราคาน้ำมันหรือไม่ อันนี้พูดมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็เหมือนคนบางกลุ่มไม่เคยเข้าใจ เพราะเอาแต่จะนำราคาไปเทียบกับประเทศที่ถูกกว่าอยู่ร่ำไป เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เถียงกันเป็นร้อยปีก็คงไม่จบ เพราะฉะนั้นข้อเขียนในตอนนี้จะขอเขียนถึงราคาน้ำมันโดยอนุมานว่ามันแพงตามความคิดของคนบางคนก็แล้วกัน น้ำมันแพงแล้วมันแย่จริงหรือ บ้างก็ว่าทำให้ของแพง ทำให้เศรษฐกิจแย่ หรือบ้างก็อาจจะบอกว่าราคาน้ำมันนี่แหล่ะเป็นตัวการที่ทำให้คนจนลง … คำถามคือ ทั้งหมดมันเป็นอย่างที่เขาว่ากัน หรือมันแค่มีการพยายามสร้างกระแสจากคนบางกลุ่ม เพื่อหวังผลประโยชน์กันแน่ ในปี 2019 ปีที่ยังมีบางคนพยายามจัดตั้งกลุ่มโจมตีเรื่องราคาน้ำมัน พร้อมนำไปผูกกับเรื่องความเป็นอยู่ที่ลำบากของประชาชน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ได้มีหลักฐานเป็นรูปธรรม คราวนี้ลองมาอ่านอีกข้อมูลหนึ่ง จาก https://energythaiinfo.blogspot.com/ ดูว่า ราคาน้ำมันแพงมันทำให้ชีวิตคนไทยอย่างเรา แย่ลงจริงไหม “ ประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในเอเชีย จากการจัดอันดับของ U.S.News สหรัฐอเมริกา ถ้าเทียบในโซนเอเชียประเทศที่ได้อันดับ 1-3 ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 2.สิงคโปร์ 3.จีน ส่วนของไทย ได้อันดับ 6 และ มาเลเซีย ได้อันดับ 7 ลำดับ อาจมีคนสงสัยว่า อ่าวแล้วก่อนหน้าเรื่อง GDP ต่อหัวของไทย น้อยกว่า มาเลเซีย มิใช่หรือ? คงต้องตอบว่า จริง แต่มีเหตุผล คือ ตัวหารเรามีเยอะกว่า มาเลเซียประชากรแค่ 30 ล้านกว่าคน เวลาคำนวณจีดีพีต่อหัวออกมาก็เลยเยอะกว่าไทย ของไทยมี 60 ล้านกว่าคน ในแง่ของการลงทุน ทำธุรกิจ จะเห็นได้ว่า ของไทย อันดับก็เหนือว่ามาเลเซียเช่นกัน ยิ่งในส่วนของ Corruption จะเห็นว่า การให้คะแนนของมาเลเซียได้ต่ำกว่าไทยเสียอีกด้วยซ้ำ จะเห็นได้ว่า ราคาน้ำมันถูก ไม่ได้บ่งบอกว่า ประเทศนั้นๆ จะดีกว่าประเทศไหน ” ปฏิเสธไม่ได้ว่า ราคาพลังงานก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อเศรษฐกิจหรือความเป็นอยู่ของประเทศ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่จะใช้ตัดสินได้ว่าคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศนั้นๆ ดีหรือไม่ดีอย่างไร ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ราคาน้ำมันแพง-พาชีวิตคน
  7. ราคาหุ้น PTTOR ที่รอเข้าตลาด กับการหาราคาที่เหมาะสม จากการผิดหวังที่เฝ้ารอคอยข่าวที่ออกมาหลาย ๆ ครั้งของหุ้นดีมีอนาคตอีกหนึ่งตัวในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งถูกเลื่อนมาตั้งแต่ ปี 2561 จนมาปี 2562 ก็ถูกเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 2 จนบัดนี้เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ข่าวคราวก็ได้เงียบหายไป ซึ่งหุ้นตัวนั้นก็เป็นหุ้นลูกของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีชื่อว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ จนหลายๆ คนคงเกิดความสงสัยเหมือนผมว่าทำไม? เป็นเพราะอะไรถึงทำต้องถูกเลื่อนเรื่อยๆ ด้วยข้อมูลที่ผม พอจะหาได้และความรู้ที่มีในตลาดทุนพอจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่า 1.เป็นเรื่องของการจัดการแบ่ง แยกทรัพย์สินที่ถูกโอนจากบริษัทแม่ไปสู่บริษัทลูกที่เสร็จไม่ทันเวลา และมีความไม่ชัดเจนภายในองค์กรเองอันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งจัดการเสร็จเรียบร้อยในช่วงปลายปีนั้นเอง 2.เนื่องด้วยหุ้นของปตท.เองถูกรัฐบาลถือผ่านกระทรวงการคลัง 51% จึงทำให้มีเรื่องของการเมืองเข้ามามีส่วน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นจึงต้องเลื่อนจนกว่าการเมืองจะนิ่งและเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน 3. น่าจะเป็นในเรื่องของจังหวะและเวลาที่ยังไม่ลงตัวเพราะหากไม่ได้มีความจำเป็นรีบร้อนในการเข้าซื้อขายแบบเร่งด่วนดั่งสมัย ปตท.ที่ถูกบีบให้แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ในสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและยังถูกบีบด้วยเจ้าหนี้ของรัฐบาล(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟที่มาปล่อยกู้ให้ประเทศแก้วิกกฤตในตอนนั้น) ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ทำให้ราคาอาจจะไม่ดีนัก มาถึงตรงนี้แล้วก็คงเริ่มสงสัยแล้วกันแล้วใช่ไหมครับในเรื่องของการกำหนดราคาที่ปตท.จะเอาบริษัทฯลูกเข้าตลาด ซึ่งผมก็บอกเลยว่าเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากครับ เพราะตามหลักแล้วการหาราคาที่เหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆแล้วการทำการ สำรวจความต้องการของตลาด สภาวะของตลาดในช่วงนั้นประกอบกันด้วย หากตลาดดีกำลังเป็นขาขึ้นราคาก็ถูกกำหนดโดยการบวกค่าความคาดหวัง (Expected Return)เข้าไป แต่หากสภาวะตลาดซบเซาก็จะหักส่วนลด (Discount rate) เพื่อเป็นการจูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อ และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องรู้ก่อนนั้นคือ โออาร์มีอะไรบ้าง เพื่อให้ง่ายแก่การมองภาพผมขอแยกผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับโออาร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ คือ ธุรกิจน้ำมัน ประกอบด้วย - ค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ (ปั๊มน้ำมัน)หรือเรียกกันว่า PTT Station. - จำหน่ายเชื้อเพลิงหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ คือ PTT Lubricants นั้นเอง - จำหน่ายน้ำมันและก๊าซ แอลพีจีให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆเช่น น้ำมันเรือ น้ำมันเครื่องบิน ก๊าซที่ใช้ในอุตสาหกรรม ฯลฯ - จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนหรือเรียกว่าก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ง่ายๆก็ แก๊ซถังเขียวนั้นแหละครับ - บริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกด้านอื่นๆ และให้บริการด้านบำรุงรักษายานยนต์ - Café Amazon - FIT Auto - ร้านชานมไข่มุก “เพิร์ลลี่ที” - Jiffy - Daddy Dough - ฮั่วเซ้งฮง - Texas Chicken และเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 บริษัท ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR ซึ่ง ปตท. ถือหุ้น 100% ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พีทีทีโออาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 4,190,000 บาท โดย PTTOR ถือหุ้น 100% มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนในต่างประเทศของ PTTOR เท่ากับว่าก็มีอีกหนึ่งบริษัทย่อยของ PTTOR เป็นบริษัทข้ามชาติ หรือ บรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporation หรือ Multinational Company) ที่หาเงินเข้าประเทศนั้นเอง และจากการหาข้อมูลในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัท ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือชื่อภาษาอังกฤษ PTT OIL AND RETAIL BUSINESS ได้ทำการจดทะเบียนการค้าหรือที่เรียกกันว่าหนังสือบริคณห์สนธิ ทุนจดทะเบียน 90,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 9,000 ล้านหุ้น หุ้นละ 10 บาท โดยงบแสดงฐานะทางการเงินปี 2561 มีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 202,432 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินจำนวน 112,221 ล้านบาท และส่วนของทุน 90,211 ล้านบาท ซึ่งเท่าที่ดูแล้วหากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็ถือได้ว่าเป็นหุ้นใหญ่อีกตัวหนึ่งแน่ ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/หุ้น-pttor-ที่รอเข้าตลาด-กับก
  8. ปตท กำหนดราคาน้ำมันจริงหรือ? ผมเห็นจากข่าวทีวีและในเฟซบุ๊กว่ามีกลุ่มคนเดินทางประท้วงเรื่องราคาน้ำมันแพงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดยใช้แคมเปญว่า “ราคาน้ำมันไทยต้องเท่ามาเลเซีย” แล้วนำป้ายราคาน้ำมันของ 2 ประเทศมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งดูแล้วผมก็คิดว่า จริงด้วยเลย! ทำไมต่างกันเท่าตัวเลย ทั้งๆ มาเลเซียกับไทยก็เป็นคู่แข่งทั้งกีฬาฟุตบอลและตะกร้อ อีกทั้งเศรษฐกิจก็แข่งกันในระดับภูมิภาคอาเซียนมาตลอด เป็นแบบนี้ได้อย่างไร ผมเลยลองศึกษาว่า ทำไมราคาน้ำมันถึงต่างกันขนาดนี้ โดยได้ประเด็นหลักๆ อยู่ 2 ประเด็น คือ 1. โครงสร้างราคาน้ำมัน 2. คุณภาพน้ำมัน แน่นอนว่าอย่างหลังคุณภาพน้ำมัน บ้านเราใช้น้ำมันมาตรฐานยุโรป 4 หรือ EURO 4 ส่วนประเทศมาเลเซียใช้ EURO 2 – EURO 4 ซึ่งต่ำกว่าบ้านเรา แน่นอนครับของเกรดต่ำกว่าราคาก็ต้องถูกกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่นั่นมันก็ไม่น่าถึงจะเป็นราคาที่ห่างกันเท่าตัวใช่ไหมครับ ผมเลยก็ต้องย้อนกลับไปดูข้อแรก นั้นคือโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยโครงสร้างราคาน้ำมันจะ 3 ส่วนหลักๆ คือ 1. ต้นทุนเนื้อน้ำมัน หรือ ราคาหน้าโรงกลั่น มีสัดส่วนต่อราคามากกว่า 65% และต้นทุนตัวนี้ ก็สะท้อนราคานำเข้าน้ำมันดิบจากตลาดโลก ที่ปรับไปตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) 2. ภาษีและเงินส่งกองทุนต่างๆ ที่จัดเก็บตามวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน มีอัตราส่วนราวๆ 28% ที่มีผลต่อขายปลีกราคาน้ำมันของไทย และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันของไทย แตกต่างจากราคาของประเทศเพื่อนบ้าน และ 3. สุดท้าย ค่าการตลาด ซึ่งเป็นรายได้ของผู้ของประกอบการปั๊มน้ำมัน ซึ่งค่าการตลาดบวกภาษี เฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 6-7% ซึ่งระบบการค้าน้ำมันเป็นระบบการค้าเสรี บริษัทน้ำมันสามารถกำหนดราคาขายปลีกได้ด้วยตนเอง โดยอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ เป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ขณะนี้ตลาดน้ำมันในประเทศอยู่ในภาวะแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ทำให้ตลาดเป็นของผู้ซื้อ หน่วยงานที่กำกับดูแลทางด้านราคาน้ำมัน คือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หากเรามาพิจารณาจริงๆ ตัวเลขที่ปตท.สามารถปรับขึ้นลงเองได้ ก็มีแต่ส่วนของค่าการตลาดซึ่งเป็นรายได้ผู้ประกอบการปั๊ม อัตราส่วน 6-7 เปอร์เซ็นต์จากราคาน้ำมันที่เราเติมเป็นตัวเลขน้อยมากๆครับ มันจึงไม่มีผลกระทบเท่าไรกับราคาน้ำมันและมันก็บอกได้ว่าทำไม่น้ำมันแต่ละยี่ห้อถึงต่างกัน 5 – 10 สตางค์ได้ แต่เท่าที่เคยเติมๆมา ปตท.ราคาน้ำมันถูกสุดนะครับ(ไม่นับปั๊มหลอดที่ขายเถื่อนนะครับ) ตัวที่กระทบกับราคาน้ำมันจริงๆ จึงเป็นตัวเนื้อน้ำมันซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดโลก เพราะมีสัดส่วน 65% และ ส่วนที่ทำให้ต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน คือส่วนของภาษีและเงินส่งเข้ากองทุน 28% ภาษีที่จัดเก็บแพงแบบนี้ก็เพราะน้ำมันถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยตั้งแต่สมัยก่อน(สมัยนั้นคงเห็นว่าใครมีรถต้องเป็นคนรวยเท่านั้น และน้ำมันเป็นสินค้าใช้คู่กันจึงใช้ภาษีฟุ่มเฟือยเหมือนกัน สมเหตุสมผลอยู่ครับ) จึงเป็นเรทภาษีที่อยู่ในระดับสูงมาถึงปัจจุบันครับ การเปลี่ยนแปลงภาษีคงต้องใช้อำนาจของรัฐบาลออกเป็นกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงภาษี แต่ก็จะกระทบรายได้รัฐบาลซึ่งตอนนี้หากดูๆแล้วงบประมาณน่าจะขาดดุลยาวอีกประมาณ 5 ปีเป็นอย่างต่ำครับ เรื่องนี้จึงพับเก็บไปได้เลยครับ ได้แต่ลุ้นแค่ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะยังคงอยู่ระดับต่ำต่อไปเรื่อยๆ ครับ ที่เขียนๆมาก็เพียงจะบอกว่าส่วนใหญ่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ปตท.ไม่ได้กำหนดราคาน้ำมันได้ตามใจเหมือนสินค้าอื่นๆทั่วๆไปที่ ผลิตแล้วบวกกำไรถึงตั้งราคา เพราะมีกลไกราคา,โครงสร้างราคาและมีหน่วยงานที่กำกับดูแลราคาน้ำมันจึงเท่ากับว่า ส่วนใหญ่ของราคาน้ำมันประมาณ 95เปอร์เซ็นต์เลยก็จะว่าได้ จะถูกปัจจัยภายนอกกำหนดเกือบทั้งหมดครับ ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ปตท-กำหนดราคาน้ำมันจริง
  9. จากที่เคยเล่าไว้ถึง สาเหตุของการแปรรูป ปตท และประโยชน์ที่ประเทศชาติได้รับ ซึ่งจะขอย้อนความ ถึงประโยชน์ที่ชาติจะได้รับจากการแปรรูป 3 ข้อหลัก คือ 1.เป็นการระดมทุนเพื่อไปแก้ไขปรับสถานการณ์การเงินบริษัทในเครือทั้งหลาย ของ ปตท. ซึ่งเป็นผลดีต่อรัฐ เพราะรัฐจะได้ปันผลเป็นรายได้ ในรูปแบบต่างๆ กลับเข้าสู่รัฐมากขึ้น หลัง ปตท. แปรรูป ปตท. นำเงินส่งรัฐสูงสุดอย่างต่อเนื่อง 2.เป็นการระดมทุนเพื่อนำเงินไปซื้อโรงกลั่น ทำให้โรงกลั่นเป็นของคนไทย เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ 3.เป็นการกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยจะเห็นว่าการแปรรูปในครั้งนี้สร้างผลประโยชน์มากมายให้กับประเทศ ในรูปแบบของเม็ดเงินเข้ารัฐและเม็ดเงินลงทุน จากที่มีกระแสทวงคืน ปตท. ให้กลับมาเป็นของรัฐ ทั้งที่ตอนนี้ ปตท. กลายเป็นบริษัทมหาชนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะเกิดผลเสียอย่างไรต่อประเทศบ้าง 1.หากใช้วิธียึดคืน นั่นคือการทำลายความน่าเชื่อถือในการลงทุนของประเทศ ซึ่งมีผลโดยตรงกับนักลงทุนที่จะนำเงินมาลงทุนทั้งในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ประเทศชาติเสียเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากนักลงทุนและมีผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ 2.หากใช้วิธีซื้อคืน รัฐต้องระดมทุนมหาศาลเพื่อซื้อหุ้นจำนวน 2.8 พันล้านหุ้น คิดมูลค่าหุ้นทั่วไป รัฐจะต้องใช้เงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท (คิดมูลค่าต่อหุ้น 380 บาท) ในการซื้อหุ้นคืน เพื่อให้ ปตท. กลับเป็นของรัฐ นอกจากจะเป็นเรื่องยากและเกิดความเสียหายมากมายในการนำหุ้นกลับมาเป็นของรัฐแล้ว รัฐยังต้องลงแรงในการเข้ามาบริหารงานในส่วนนี้ด้วย ซึ่งไม่มีอะไรการันตีเลยว่าการลงทุนมหาศาลอย่างนี้จะสร้างความคุ้มค่าให้กับรัฐ กลับกันจะเพิ่มความเสี่ยงในการบริหารอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่กลุ่มทวงคืนพลังงานหรือ NGO มักนำมาเพื่อปลุกปั่นกระแสทวงคืนพลังงาน คือการที่พยายามบิดเบือนว่า หาก ปตท. กลับมาเป็นของรัฐแล้ว “ราคาพลังงานจะถูกลง” ซึ่งข้อมูลตรงนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศมีสูตรการคิดราคาและอ้างอิงชัดเจน ไม่ว่า ปตท. จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือจะกลับเป็นของรัฐ สูตรการคิดราคาหรือการอ้างอิงราคา ก็ยังคงเป็นสูตรเดิม การจัดเก็บภาษีและกองทุนฯ ก็ยังเหมือนเดิม จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ จะทวงคืน ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ เพราะนอกจากการจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจในประเทศ เพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนและบริหารงานแล้ว ก็ไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้กับรัฐหรือประชาชนได้คุ้มค่ากับสิ่งที่รัฐหรือประเทศจะต้องเสียไป ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ประโยชน์การแปรรูป-ปตท
  10. OR ไม่ใช่การแปรรูปรอบ 2 ปตท. ในปี พ.ศ. 2544 ปตท.ได้เข้าสู่กระบวนการแปลงสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายในรูปบริษัทมหาชน จำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และช่วงปลายปีเดียวกัน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ก็ได้ดำเนินการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการกระจายหุ้นจำหน่ายให้แก่ประชาชนและเอกชนโดยทั่วไป จนปัจจุบันบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชน โดยมีรัฐบาล(กระทรวงการคลัง) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่สัดส่วนประมาณร้อยละ 51 และตกอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การดำเนินธุรกิจอย่างเดียวกันกับเอกชนที่ประกอบกิจการทำนองเดียวกัน ทั้งในเรื่องการต้องขออนุญาตประกอบกิจการ การเช่าที่ดินของรัฐเพื่อการดำเนินงาน การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีอื่น ๆ การไม่มีอำนาจพิเศษที่จะบังคับเหนือนิติบุคคลเอกชนอื่น รวมตลอดไปถึงการไม่มีสถานะเป็นหน่วยงานทางปกครองที่จะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ด้วย เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเรื่องของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) จะนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกหนึ่งบริษัท นั้นคือ บริษัท ปตท.น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือเรียกอีกชื่อว่า โออาร์ ซึ่งมีกระแสทัดทานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเรื่องการนำเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จึงเป็นที่มาของคำว่าแปรรูปรอบสองขึ้นมาในฟากฝั่งผู้ที่เป็นขาประจำของกลุ่มองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐที่เราคุ้นเคยว่า NGO ที่ตั้งตัวขึ้นมาเพื่อมีบทบาทในสังคมยกตัวเป็นผู้นำทำเพื่อสังคมด้านพลังงาน ขาประจำที่คุ้นเคยกันด้านพลังงานก็จะเป็น กลุ่ม เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย หรือที่เรียกว่า คปพ. ซึ่งหยิบยกประเด็นขึ้นมาโจมตีก็จะใช้คำว่า “แปรรูปรอบสอง” เป็นวลีเด็ด แล้วตามมาว่า “ขายสมบัติชาติ” ตามวิธีปฏิบัติแล้วรัฐบาลจะมีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นส่วนราชการระดับกรม ในสังกัดกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการบริหาร พัฒนา เพิ่มมูลค่ารัฐวิสาหกิจ และหลักทรัพย์ของรัฐ ตลอดจนการดำเนินงานเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และรัฐบาลยังกำหนดให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องรัฐวิสาหกิจนั้นๆดูแล อย่าง ปตท.ก็จะมีกระทรวงพลังงานกำกับดูแลอีกทีหนึ่ง ถ้าเป็นการท่าอากาศยานและการบินไทยจะมีกระทรวงคมนาคมกำกับดูแลอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นการทำอะไรก็ต้องมีลำดับขั้นตอน อีกทั้งกระบวนการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ยิ่งมีการตรวจสอบขั้นตอนมากมายจนยากที่จะกระทำผิดหรือไม่มีความรอบคอบ อย่างเช่นหากจะนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียน ในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างโออาร์ นะครับ ทางปตท.ต้องมีการประชุมบอร์ดเพื่อแยกบริษัทลูกออกจดทะเบียนเมื่อมีมติเห็นชอบสียงส่วนใหญ่ ก็ต้องผ่านประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติอีกครั้งเมื่อเสียงส่วนใหญ่ยอมรับแล้ว ก็จะทำเรื่องไปที่กระทรวงการคลังกับกระทรวงพลังงานเพื่อขอความเห็นชอบ รัฐบาลก็ต้องนำเข้าประชุมครม.เพื่อขอความเห็นชอบ ถ้าผ่านก็ต้องยื่นเรื่องไปที่ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) เพื่ออนุมัติอีกครั้งหนึ่ง ขั้นตอนการตรวจสอบและอนุมัติมากมายอย่างนี้จะมีการทุจริตหรือข้อครหาตรงไหนอีกครับ จะบอกว่ารัฐบาลหรือ ปตท.ผิดก็ไม่ได้เพราะกระบวนการวิธีปฏิบัติก็มีกันอยู่แล้ว อีกทั้งปตท.ก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว จะว่าแปรรูปรอบสองก็ไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงแค่การจัดองค์เพื่อแบ่งแยกความชัดเจนและเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ หากินหลายๆบริษัทของรัฐวิสาหกิจก็ผิดทั้งหมดสิครับ ก็ขายสมบัติชาติทั้งหมดสิครับ ทั้งลำดับขั้นตอนและการตรวจสอบที่เข้มงวดขนาดนี้ ทางผู้เขียนเลยอยากจะให้เป็นที่เข้าใจกันนะครับว่าการที่นำข้อความว่า แปรรูปรอบสองบ้าง ขายสมบัติชาติบ้าง เป็นการปลุกกระแสความรักชาติแบบไม่รู้ให้ผู้คนเข้าใจผิดเพื่อต่อต้านและโจมตีมายังรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมืองและแสวงหาตำแหน่งของคนที่หวังดีแต่ประสงค์ร้ายครับ ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/or-ไม่ใช่การแปรรูปรอบ-2/
  11. Sustainable Growth for All ผงาดธุรกิจพลังงานยุคดิจิทัล เมื่อโลกขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทุกธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นสิ่งที่ทุกอุตสาหกรรมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจพลังงาน ที่หลายคนคิดว่าคงได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะแนวโน้มของพลังงานหลักที่โลกจะใช้ในอนาคตอาจไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์นี้น่าจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี กว่าที่บทบาทของน้ำมันจะลดลง แต่องค์กรอย่าง ปตท. ที่มีภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ได้มีการวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถึงความท้าทายสำคัญ ทั้งการขับเคลื่อนองค์กร และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศชาติ ไปจนถึงยุทธศาสตร์ของ ปตท. ในยุคดิจิทัล รวมถึงภารกิจสำคัญในการสร้าง 6 สิ่งใหม่ ที่เป็น New S-Curve สำคัญของ ปตท. ในอนาคต ยุทธศาสตร์ Sustainable Growth for All ให้ทุกคนเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ชาญศิลป์ ตรีนุชกร เริ่มให้สัมภาษณ์กับ การเงินธนาคาร ด้วยการเล่าถึงความท้าทายใน 6 ด้านสำคัญ ที่บุคลากรทุกระดับชั้น ตั้งแต่ ทีมงาน หน่วยงาน ไปจนถึงระดับกรรมการบริษัท ช่วยกันระดมสมอง เพื่อที่จะมองภาพใหญ่ของความท้าทายให้รอบด้าน ครอบคลุมทั้งความท้าทายภายในองค์กรและความท้าทายที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดย ซีอีโอ ปตท. ได้สรุปเอาไว้ทั้งสิ้น 6 ด้านดังนี้ 1.ความผันผวนของราคาน้ำมัน และบทบาทของพลังงานทดแทนที่เพิ่มมากขึ้น : โดยความท้าทายนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะ ปตท. ไม่สามารถที่จะควบคุมกลไกราคาน้ำมันโลกได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ การวางแผนรับมือในหลายๆ สถานการณ์เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันท่วงที ขณะที่พลังงานทดแทนซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากราคาที่ค่อยๆ ลดลง ทั้งพลังงานไฟฟ้าโซลาร์ แบตเตอรี่ พลังงานลม ตลอดจนภาวะโลกร้อน ซึ่งกดดันให้ ปตท. ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น 2.การเปิดเสรีของธุรกิจพลังงาน : การเปิดเสรี ทำให้มีเอกชนที่มีเงินทุนเริ่มเข้ามาแข่งขันในธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมีมากขึ้น รวมถึงการเปิดท่อแก๊ซและคลังแก๊ซที่จะให้รายอื่นเข้ามาใช้ได้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายโดยตรงทางธุรกิจของ ปตท. 3.ความเข้าใจผิดในองค์กร ปตท. : เรื่องความเข้าใจผิดในบทบาทของ ปตท. นั้น ยังคงมีอยู่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่แม้ว่าปัจจุบันจะค่อยๆ ลดลงแล้ว แต่ ปตท. ก็ยังคงต้องทำการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง 4.การสร้างสมดุลระหว่างการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และการสร้างผลกำไรให้กับองค์กร : บทบาทของ ปตท. ทั้ง 2 ด้านนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกคนใน ปตท. จะต้องทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ 5.ทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทยกำลังลดลง : ทรัพยากรที่ลดลง ทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานจากภายนอกเข้ามาในประเทศ และจะต้องมีการหาแหล่งพลังงานใหม่เพิ่มเติม 6.ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ของ ปตท. กำลังเกษียณอายุ : การที่ผู้บริหารมากประสบการณ์หลายท่านกำลังอยู่ในช่วงเกษียณอายุงาน ทำให้ต้องมีการวางแผนการทำงานล่วงหน้า เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อได้ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร อธิบายว่า จากความท้าทายทั้ง 6 ด้าน ปตท. ได้วางแผนเพื่อรับมือภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีชื่อว่า “Sustainable Growth for All” ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน เพื่อผลักดันให้ ปตท. ก้าวสู่การเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย โดยยุทธศาสตร์นี้จะเริ่มตั้งแต่พื้นฐานของทำงานที่ต้องคำนึงถึงหลัก 3P คือ 1. คน (People) 2. โลก (Planet) และ 3. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Prosperity) โดย ปตท.จะมุ่งเน้นภารกิจทั้งการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคง ตลอดจนการตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน รวมถึงการดูแลผู้มีส่วนได้เสียของ ปตท. ในทุกด้าน ให้มีความยุติธรรม ส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุด ทั้ง 3 ข้อนี้ จะเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานของ ปตท.ในทุกเรื่อง “ภารกิจทั้งหมดที่วางไว้ในยุทธศาสตร์ Sustainable Growth for All จะถูกดำเนินงานภายใต้หลักคิด 3P ที่คำนึงถึงผู้คน โลก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญของ ปตท. ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กร สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ และทุกคนที่มีส่วนได้เสียกับ ปตท.” ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ชาญศิลป์-ตรีนุชกร-ประธาน
  12. ราคาหุ้น PTTOR ที่รอเข้าตลาด กับการหาราคาที่เหมาะสม จากการผิดหวังที่เฝ้ารอคอยข่าวที่ออกมาหลาย ๆ ครั้งของหุ้นดีมีอนาคตอีกหนึ่งตัวในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งถูกเลื่อนมาตั้งแต่ ปี 2561 จนมาปี 2562 ก็ถูกเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 2 จนบัดนี้เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ข่าวคราวก็ได้เงียบหายไป ซึ่งหุ้นตัวนั้นก็เป็นหุ้นลูกของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีชื่อว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ จนหลายๆคนคงเกิดความสงสัยเหมือนผมว่าทำไม? เป็นเพราะอะไรถึงทำต้องถูกเลื่อนเรื่อยๆ ด้วยข้อมูลที่ผม พอจะหาได้และความรู้ที่มีในตลาดทุนพอจะสรุปคร่าวๆได้ว่า 1.เป็นเรื่องของการจัดการแบ่ง แยกทรัพย์สินที่ถูกโอนจากบริษัทแม่ไปสู่บริษัทลูกที่เสร็จไม่ทันเวลา และมีความไม่ชัดเจนภายในองค์กรเองอันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งจัดการเสร็จเรียบร้อยในช่วงปลายปีนั้นเอง 2.เนื่องด้วยหุ้นของปตท.เองถูกรัฐบาลถือผ่านกระทรวงการคลัง 51% จึงทำให้มีเรื่องของการเมืองเข้ามามีส่วน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นจึงต้องเลื่อนจนกว่าการเมืองจะนิ่งและเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน 3.น่าจะเป็นในเรื่องของจังหวะและเวลาที่ยังไม่ลงตัวเพราะหากไม่ได้มีความจำเป็นรีบร้อนในการเข้าซื้อขายแบบเร่งด่วนดั่งสมัย ปตท.ที่ถูกบีบให้แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ในสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและยังถูกบีบด้วยเจ้าหนี้ของรัฐบาล(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟที่มาปล่อยกู้ให้ประเทศแก้วิกกฤตในตอนนั้น) ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ทำให้ราคาอาจจะไม่ดีนัก ราคาหุ้น PTTOR มาถึงตรงนี้แล้วก็คงเริ่มสงสัยแล้วกันแล้วใช่ไหมครับในเรื่องของการกำหนดราคาหุ้น PTTOR ที่ปตท.จะเอาบริษัทฯลูกเข้าตลาด ซึ่งผมก็บอกเลยว่าเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากครับ เพราะตามหลักแล้วการหาราคาที่เหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆแล้วการทำการ สำรวจความต้องการของตลาด สภาวะของตลาดในช่วงนั้นประกอบกันด้วย หากตลาดดีกำลังเป็นขาขึ้นราคาก็ถูกกำหนดโดยการบวกค่าความคาดหวัง (Expected Return)เข้าไป แต่หากสภาวะตลาดซบเซาก็จะหักส่วนลด (Discount rate) เพื่อเป็นการจูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อ และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องรู้ก่อนนั้นคือ โออาร์มีอะไรบ้าง เพื่อให้ง่ายแก่การมองภาพผมขอแยกผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับโออาร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ คือ ธุรกิจน้ำมัน ประกอบด้วย - ค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ (ปั๊มน้ำมัน)หรือเรียกกันว่า PTT Station. - จำหน่ายเชื้อเพลิงหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ คือ PTT Lubricants นั้นเอง - จำหน่ายน้ำมันและก๊าซ แอลพีจีให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆเช่น น้ำมันเรือ น้ำมันเครื่องบิน ก๊าซที่ใช้ในอุตสาหกรรม ฯลฯ - จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนหรือเรียกว่าก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ง่ายๆก็ แก๊สถังเขียวนั้นแหละครับ - บริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกด้านอื่นๆ และให้บริการด้านบำรุงรักษายานยนต์ - Café Amazon - FIT Auto - ร้านชานมไข่มุก “เพิร์ลลี่ที” - Jiffy - Daddy Dough - ฮั่วเซ้งฮง - Texas Chicken และเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 บริษัท ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR ซึ่ง ปตท. ถือหุ้น 100% ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พีทีทีโออาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 4,190,000 บาท โดย PTTOR ถือหุ้น 100% มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนในต่างประเทศของ PTTOR เท่ากับว่าก็มีอีกหนึ่งบริษัทย่อยของ PTTOR เป็นบริษัทข้ามชาติ หรือ บรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporation หรือ Multinational Company) ที่หาเงินเข้าประเทศนั้นเอง และจากการหาข้อมูลในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัท ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือชื่อภาษาอังกฤษ PTT OIL AND RETAIL BUSINESS ได้ทำการจดทะเบียนการค้าหรือที่เรียกกันว่าหนังสือบริคณห์สนธิ ทุนจดทะเบียน 90,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 9,000 ล้านหุ้น หุ้นละ 10 บาท โดยงบแสดงฐานะทางการเงินปี 2561 มีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 202,432 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินจำนวน 112,221 ล้านบาท และส่วนของทุน 90,211 ล้านบาท ซึ่งเท่าที่ดูแล้วหากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็ถือได้ว่าเป็นหุ้นใหญ่อีกตัวหนึ่งแน่ ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/หุ้น-pttor-ที่รอเข้าตลาด-กับก/
  13. Sustainable Growth for All ผงาดธุรกิจพลังงานยุคดิจิทัล เมื่อโลกขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทุกธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นสิ่งที่ทุกอุตสาหกรรมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจพลังงาน ที่หลายคนคิดว่าคงได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะแนวโน้มของพลังงานหลักที่โลกจะใช้ในอนาคตอาจไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์นี้น่าจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี กว่าที่บทบาทของน้ำมันจะลดลง แต่องค์กรอย่าง ปตท. ที่มีภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ได้มีการวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถึงความท้าทายสำคัญ ทั้งการขับเคลื่อนองค์กร และการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศชาติ ไปจนถึงยุทธศาสตร์ของ ปตท. ในยุคดิจิทัล รวมถึงภารกิจสำคัญในการสร้าง 6 สิ่งใหม่ ที่เป็น New S-Curve สำคัญของ ปตท. ในอนาคต ยุทธศาสตร์ Sustainable Growth for All ให้ทุกคนเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ชาญศิลป์ ตรีนุชกร เริ่มให้สัมภาษณ์กับ การเงินธนาคาร ด้วยการเล่าถึงความท้าทายใน 6 ด้านสำคัญ ที่บุคลากรทุกระดับชั้น ตั้งแต่ ทีมงาน หน่วยงาน ไปจนถึงระดับกรรมการบริษัท ช่วยกันระดมสมอง เพื่อที่จะมองภาพใหญ่ของความท้าทายให้รอบด้าน ครอบคลุมทั้งความท้าทายภายในองค์กรและความท้าทายที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดย ซีอีโอ ปตท. ได้สรุปเอาไว้ทั้งสิ้น 6 ด้านดังนี้ 1.ความผันผวนของราคาน้ำมัน และบทบาทของพลังงานทดแทนที่เพิ่มมากขึ้น : โดยความท้าทายนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะ ปตท. ไม่สามารถที่จะควบคุมกลไกราคาน้ำมันโลกได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ การวางแผนรับมือในหลายๆ สถานการณ์เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันท่วงที ขณะที่พลังงานทดแทนซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากราคาที่ค่อยๆ ลดลง ทั้งพลังงานไฟฟ้าโซลาร์ แบตเตอรี่ พลังงานลม ตลอดจนภาวะโลกร้อน ซึ่งกดดันให้ ปตท. ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น 2.การเปิดเสรีของธุรกิจพลังงาน : การเปิดเสรี ทำให้มีเอกชนที่มีเงินทุนเริ่มเข้ามาแข่งขันในธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมีมากขึ้น รวมถึงการเปิดท่อแก๊ซและคลังแก๊ซที่จะให้รายอื่นเข้ามาใช้ได้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายโดยตรงทางธุรกิจของ ปตท. 3.ความเข้าใจผิดในองค์กร ปตท. : เรื่องความเข้าใจผิดในบทบาทของ ปตท. นั้น ยังคงมีอยู่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่แม้ว่าปัจจุบันจะค่อยๆ ลดลงแล้ว แต่ ปตท. ก็ยังคงต้องทำการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง 4.การสร้างสมดุลระหว่างการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และการสร้างผลกำไรให้กับองค์กร : บทบาทของ ปตท. ทั้ง 2 ด้านนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกคนใน ปตท. จะต้องทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ 5.ทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทยกำลังลดลง : ทรัพยากรที่ลดลง ทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานจากภายนอกเข้ามาในประเทศ และจะต้องมีการหาแหล่งพลังงานใหม่เพิ่มเติม 6.ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ของ ปตท. กำลังเกษียณอายุ : การที่ผู้บริหารมากประสบการณ์หลายท่านกำลังอยู่ในช่วงเกษียณอายุงาน ทำให้ต้องมีการวางแผนการทำงานล่วงหน้า เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อได้ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร อธิบายว่า จากความท้าทายทั้ง 6 ด้าน ปตท. ได้วางแผนเพื่อรับมือภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีชื่อว่า “Sustainable Growth for All” ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน เพื่อผลักดันให้ ปตท. ก้าวสู่การเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย โดยยุทธศาสตร์นี้จะเริ่มตั้งแต่พื้นฐานของทำงานที่ต้องคำนึงถึงหลัก 3P คือ 1. คน (People) 2. โลก (Planet) และ 3. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Prosperity) โดย ปตท.จะมุ่งเน้นภารกิจทั้งการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคง ตลอดจนการตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน รวมถึงการดูแลผู้มีส่วนได้เสียของ ปตท. ในทุกด้าน ให้มีความยุติธรรม ส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุด ทั้ง 3 ข้อนี้ จะเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานของ ปตท.ในทุกเรื่อง “ภารกิจทั้งหมดที่วางไว้ในยุทธศาสตร์ Sustainable Growth for All จะถูกดำเนินงานภายใต้หลักคิด 3P ที่คำนึงถึงผู้คน โลก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการตอบโจทย์เป้าหมายสำคัญของ ปตท. ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กร สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ และทุกคนที่มีส่วนได้เสียกับ ปตท.” ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ชาญศิลป์-ตรีนุชกร-ประธาน/
  14. จากที่เคยเล่าไว้ถึง สาเหตุของการแปรรูป ปตท และประโยชน์ที่ประเทศชาติได้รับ ซึ่งจะขอย้อนความ ถึงประโยชน์ที่ชาติจะได้รับจากการแปรรูป 3 ข้อหลัก คือ 1.เป็นการระดมทุนเพื่อไปแก้ไขปรับสถานการณ์การเงินบริษัทในเครือทั้งหลาย ของ ปตท. ซึ่งเป็นผลดีต่อรัฐ เพราะรัฐจะได้ปันผลเป็นรายได้ ในรูปแบบต่างๆ กลับเข้าสู่รัฐมากขึ้น หลัง ปตท. แปรรูป ปตท. นำเงินส่งรัฐสูงสุดอย่างต่อเนื่อง 2.เป็นการระดมทุนเพื่อนำเงินไปซื้อโรงกลั่น ทำให้โรงกลั่นเป็นของคนไทย เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ 3.เป็นการกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยจะเห็นว่าการแปรรูปในครั้งนี้สร้างผลประโยชน์มากมายให้กับประเทศ ในรูปแบบของเม็ดเงินเข้ารัฐและเม็ดเงินลงทุน จากที่มีกระแสทวงคืน ปตท. ให้กลับมาเป็นของรัฐ ทั้งที่ตอนนี้ ปตท. กลายเป็นบริษัทมหาชนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะเกิดผลเสียอย่างไรต่อประเทศบ้าง 1.หากใช้วิธียึดคืน นั่นคือการทำลายความน่าเชื่อถือในการลงทุนของประเทศ ซึ่งมีผลโดยตรงกับนักลงทุนที่จะนำเงินมาลงทุนทั้งในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ประเทศชาติเสียเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากนักลงทุนและมีผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ 2.หากใช้วิธีซื้อคืน รัฐต้องระดมทุนมหาศาลเพื่อซื้อหุ้นจำนวน 2.8 พันล้านหุ้น คิดมูลค่าหุ้นทั่วไป รัฐจะต้องใช้เงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท (คิดมูลค่าต่อหุ้น 380 บาท) ในการซื้อหุ้นคืน เพื่อให้ ปตท. กลับเป็นของรัฐ นอกจากจะเป็นเรื่องยากและเกิดความเสียหายมากมายในการนำหุ้นกลับมาเป็นของรัฐแล้ว รัฐยังต้องลงแรงในการเข้ามาบริหารงานในส่วนนี้ด้วย ซึ่งไม่มีอะไรการันตีเลยว่าการลงทุนมหาศาลอย่างนี้จะสร้างความคุ้มค่าให้กับรัฐ กลับกันจะเพิ่มความเสี่ยงในการบริหารอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่กลุ่มทวงคืนพลังงานหรือ NGO มักนำมาเพื่อปลุกปั่นกระแสทวงคืนพลังงาน คือการที่พยายามบิดเบือนว่า หาก ปตท. กลับมาเป็นของรัฐแล้ว “ราคาพลังงานจะถูกลง” ซึ่งข้อมูลตรงนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศมีสูตรการคิดราคาและอ้างอิงชัดเจน ไม่ว่า ปตท. จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือจะกลับเป็นของรัฐ สูตรการคิดราคาหรือการอ้างอิงราคา ก็ยังคงเป็นสูตรเดิม การจัดเก็บภาษีและกองทุนฯ ก็ยังเหมือนเดิม จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ จะทวงคืน ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ เพราะนอกจากการจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจในประเทศ เพิ่มความเสี่ยงในการลงทุนและบริหารงานแล้ว ก็ไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้กับรัฐหรือประชาชนได้คุ้มค่ากับสิ่งที่รัฐหรือประเทศจะต้องเสียไป ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/ประโยชน์การแปรรูป-ปตท/
  15. ราคาหุ้น PTTOR ที่รอเข้าตลาด กับการหาราคาที่เหมาะสม จากการผิดหวังที่เฝ้ารอคอยข่าวที่ออกมาหลาย ๆ ครั้งของหุ้นดีมีอนาคตอีกหนึ่งตัวในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งถูกเลื่อนมาตั้งแต่ ปี 2561 จนมาปี 2562 ก็ถูกเลื่อนออกไปเป็นครั้งที่ 2 จนบัดนี้เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ข่าวคราวก็ได้เงียบหายไป ซึ่งหุ้นตัวนั้นก็เป็นหุ้นลูกของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีชื่อว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ จนหลายๆคนคงเกิดความสงสัยเหมือนผมว่าทำไม? เป็นเพราะอะไรถึงทำต้องถูกเลื่อนเรื่อยๆ ด้วยข้อมูลที่ผม พอจะหาได้และความรู้ที่มีในตลาดทุนพอจะสรุปคร่าวๆได้ว่า 1.เป็นเรื่องของการจัดการแบ่ง แยกทรัพย์สินที่ถูกโอนจากบริษัทแม่ไปสู่บริษัทลูกที่เสร็จไม่ทันเวลา และมีความไม่ชัดเจนภายในองค์กรเองอันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งจัดการเสร็จเรียบร้อยในช่วงปลายปีนั้นเอง 2.เนื่องด้วยหุ้นของปตท.เองถูกรัฐบาลถือผ่านกระทรวงการคลัง 51% จึงทำให้มีเรื่องของการเมืองเข้ามามีส่วน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นจึงต้องเลื่อนจนกว่าการเมืองจะนิ่งและเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน 3.น่าจะเป็นในเรื่องของจังหวะและเวลาที่ยังไม่ลงตัวเพราะหากไม่ได้มีความจำเป็นรีบร้อนในการเข้าซื้อขายแบบเร่งด่วนดั่งสมัย ปตท.ที่ถูกบีบให้แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ในสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและยังถูกบีบด้วยเจ้าหนี้ของรัฐบาล(กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟที่มาปล่อยกู้ให้ประเทศแก้วิกกฤตในตอนนั้น) ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ทำให้ราคาอาจจะไม่ดีนัก มาถึงตรงนี้แล้วก็คงเริ่มสงสัยแล้วกันแล้วใช่ไหมครับในเรื่องของการกำหนดราคาที่ปตท.จะเอาบริษัทฯลูกเข้าตลาด ซึ่งผมก็บอกเลยว่าเป็นอะไรที่บอกได้ยากมากครับ เพราะตามหลักแล้วการหาราคาที่เหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆแล้วการทำการ สำรวจความต้องการของตลาด สภาวะของตลาดในช่วงนั้นประกอบกันด้วย หากตลาดดีกำลังเป็นขาขึ้นราคาก็ถูกกำหนดโดยการบวกค่าความคาดหวัง (Expected Return)เข้าไป แต่หากสภาวะตลาดซบเซาก็จะหักส่วนลด (Discount rate) เพื่อเป็นการจูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อ และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ต้องรู้ก่อนนั้นคือ โออาร์มีอะไรบ้าง เพื่อให้ง่ายแก่การมองภาพผมขอแยกผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับโออาร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ คือ ธุรกิจน้ำมัน ประกอบด้วย - ค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ (ปั๊มน้ำมัน)หรือเรียกกันว่า PTT Station. - จำหน่ายเชื้อเพลิงหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ คือ PTT Lubricants นั้นเอง - จำหน่ายน้ำมันและก๊าซ แอลพีจีให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆเช่น น้ำมันเรือ น้ำมันเครื่องบิน ก๊าซที่ใช้ในอุตสาหกรรม ฯลฯ - จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนหรือเรียกว่าก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ง่ายๆก็ แก๊ซถังเขียวนั้นแหละครับ - บริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกด้านอื่นๆ และให้บริการด้านบำรุงรักษายานยนต์ - Café Amazon - FIT Auto - ร้านชานมไข่มุก “เพิร์ลลี่ที” - Jiffy - Daddy Dough - ฮั่วเซ้งฮง - Texas Chicken และเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 บริษัท ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR ซึ่ง ปตท. ถือหุ้น 100% ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พีทีทีโออาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 4,190,000 บาท โดย PTTOR ถือหุ้น 100% มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนในต่างประเทศของ PTTOR เท่ากับว่าก็มีอีกหนึ่งบริษัทย่อยของ PTTOR เป็นบริษัทข้ามชาติ หรือ บรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporation หรือ Multinational Company) ที่หาเงินเข้าประเทศนั้นเอง และจากการหาข้อมูลในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัท ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือชื่อภาษาอังกฤษ PTT OIL AND RETAIL BUSINESS ได้ทำการจดทะเบียนการค้าหรือที่เรียกกันว่าหนังสือบริคณห์สนธิ ทุนจดทะเบียน 90,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 9,000 ล้านหุ้น หุ้นละ 10 บาท โดยงบแสดงฐานะทางการเงินปี 2561 มีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 202,432 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินจำนวน 112,221 ล้านบาท และส่วนของทุน 90,211 ล้านบาท ซึ่งเท่าที่ดูแล้วหากเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็ถือได้ว่าเป็นหุ้นใหญ่อีกตัวหนึ่งแน่ ขอบคุณข้อมูล : http://www.รู้จริงพลังงานไทย.com/หุ้น-pttor-ที่รอเข้าตลาด-กับก/
×
×
  • Create New...