Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
Sign in to follow this  
บอนไซ

ยุคของร้านทองหมดแล้วจริงหรือ ภาค 1 และ ภาค2

Recommended Posts

ยุคทองของร้านทองจบแล้วจริงหรือ (ตอนที่1)

 

 

65009a6e0.jpg

บอนไซ สิงหา 2544

………… ……………………………………………………………..

จาก กรกฎาคม 40 ถึง กรกฎาคม 44 ปีกว่าเกือบสี่ปีแล้ว วงการทองคำก็ไม่พ้นจากการถดถอยที่พวกเรา พวันนาว่า มันจะไม่สิ้นสุด วันนี้เราถดถอย พรุ่งนี้ท้องฟ้าต้องแจ่มใส เราจะต้องกลับมาเฟืองฟู ในยุคนี้เราต้องทถอม เนื้อ ทถอมตัวเองอย่าง มาก ช่างทองบางคนไปขายข้าวแกง บางคนไปขายก๋วยเตี๋ยว บางคนไปขายซาลาเปา พวกเถ้าแก่ร้านทอง บางคนไปขาย ส้มตำ ไก่ย่าง ก็มาก ยุคทองของร้านทองจบแล้วจริงหรือ ทางเรา ก็ต้องบอกพวกคุณไม่ได้แต่ทางเราอยากจะให้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับยุคสมัยในแต่ละสมัยว่าเราขายทองในแต่ละสมัยเป็นอย่างไร เพื่อให้ท่านผู้อ่านประเมินกันว่า อะไรที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า เมื่อประมาณ 25-30 ปีที่ผ่านมา(ประมาณปี 2500-2512) มียุคที่คนไทยไม่นิยมทองรูปพรรณ ทองรูปพรรณจะมีขายแต่เฉพาะในเยาวราช ในต่างจังหวัด เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ ไม่เชื่อท่านรองไปดูว่ามีร้านทองร้านใดในประเทศไทยมีมีอายุเกิน 30 ปี รับรองว่า ในเมืองไทยมีไม่เกิน 5 ร้าน ยุคนั้นเราขอตั้งชื่อยุคว่า ยุคแห่งความตกต่ำ

 

ยุคแห่งความตกต่ำ(2500-2512)

ในยุคนั้น ร้านทองก็อยู่ในสภาพแย่กว่าในปัจจุบัน หนี้สิ้นร้นพ้นตัว ที่มีสายปานยาวก็อยู่ไปวันวัน ร้านที่ไม่รอดก็ปิดตัวกันไป ท่านเชื่อหรือไม่ร้านที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่ในปัจจุบัน ในอดีต เกือบจะปิดร้าน เรียกว่าเกือบตายมาแล้ว ร้านที่หนีไปต่างประเทศเหลือซากร้านก็ยังมีอยู่เป็นอนุสรณ์ก็ยังเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ในยุคนั้นคนไม่รู้ว่าจะซื้อทองทำไมซื้อทองก็ขาดทุนมาก ทองไทยกับต่างประเทศ มีราคาห่างกันเป็นพันๆ เพราะในสมัยนั้นการคมนาคมก็ไม่สะดวก การสื่อสารก็ถือว่าแย่มากๆอยู่ ในยุคนั้นเมื่อคนไทยถือว่าทองคำเป็นแค่เรื่องประดับที่มีราคาสูงเวลาขายคืนก็ไม่ได้ราคา ทางผู้ที่อยู่ในวงการจึงได้มีการปรึกษาว่าจะทำอย่างไรกันดี ถ้ายังปล่อยให้เป็นไปตามนี้ พวกเราจะต้องตายกันแน่ๆ จึงเกิดแนวความคิดว่า จะเปลื่ยนให้ ทองคำที่มีอยู่ในปัจจุบันจากเดิมที่เป็นของฟุ่มเฟือยเป็น การสะสมทรัพย์สมบัติในรู้ของเงินจึงมีการเปลี่ยนนความคิดคนไทยว่า ถ้าซื้อทองแล้ว

ทองคำเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสามารถขายคืนได้ในราคาแน่นอน ไม่ขาดทุน ถ้าขาดทุนก็ขาดทุนเฉพาะค่ากำเหน็จ แล้วก็มีการกำหนดราคารับคืนที่เท่ากันทั้งหมด ต่อมาคนก็เริ่มที่จะเปลื่ยนความคิดจากการที่ทองคำเป็นของฟุ่มเฟื่อยให้ทองคำเป็น ของสะสมเหมือนกับการนำเงินไปฝากธนาคาร วงการทองคำจึงมีการเจริญเติบโตขยายตัวอย่างมาก และมีร้านทองที่ไม่ใช่ย่านเยาวราชเกิดมากขี้น และเกิดร้านขายส่งเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่เป็นร้านทองมาเลือกทองในที่เดียวกัน

ในยุคนั้นทุกคนทราบว่าร้านทองเป็นร้านที่กำไรน้อย การกำไรอาศัยจากปริมาณการขายมากเมื่อมีการขายมากมีกำไรสะสมแต่ละปีขึ้น แต่คนก็ต่างดี ลืมตาอ้าปากกัน ก็มาสู่ในยุคที่สองที่ ทางเราของเรียกยุคนี้ว่า

 

ยุคแห่งการแย่ลูกค้า ยุคแห่งการตัดเนื้อตัวเองเพื่อขอชื่อเสียงอย่างเดียว (2519-2525)

ในตอนนั้นก็ยังมีร้านทองไม่มาก ร้านในเยาวราชจะแย่ลูกค้ากันโดยอาศัยการโฆษณากันอย่าง มากทั้ง ในวิทยุ โทรทัศน์ มีการแจกของแจกกันมากหมายเมื่อซื้อทอง ต่างคนก็ต่างคิดว่า ศักดิ์ศรีตัวเองเป็นใหญ่ทั้งที่ไม่ได้คิดว่า พื้นฐานของร้านทองเป็นการค้าที่กำไรไม่มากต่อหน่วยการขาย แล้วเป็นอย่างไรล่ะ เจ็งกันทั้งคู่ กำไร จากการขาย ไม่คุ้มกันการโมษณาเลย ไม่คุ้มกันกับการเอาของมาแจกลูกค้าเลย จึงการการคุยกันและจึงเริ่มต่างคนต่างเลิกพร้อมกับร่องรอยแห่งการบอกซ้ำ

 

ยุคแห่งการครองลูกค้า มีร้านที่ประสบความสำเร็จในการค้าซึ่งเอาชนะคู่แข่งขันทางการค้าอย่างชัดเจนเกิดขึ้น(2525-2532)

เป็นยุคที่คนไทยช่างเหรอและเชื่อใจร้านค้าที่เค้าชื่นชม ในเยาวราชในยุคนั้น มีร้านที่เด่นและมีส่วนครองตลาด เยาวราช ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ในร้านนี้คนซื้อทองเหมือนกับแย่กันซื้อ และมีร้านรองที่มีส่วนแบ่งประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ยุคนี้มีการยายตัวทางเศษฐกิจมากหมายมหาศาลเลย ร้านทองเกิดขึ้นมากหมาย แต่จะร้านก็ได้กำไรมากหมาย ทองคำเป็นที่นิยมมากหมาย จากเดิมมีร้านทองไม่ถึงร้อย มายุคนี้มีร้านทองในประเทศเป็นพัน คนไทยจะนิยมลายสร้อยลายเดียวกันทั่วประเทศ ชอบลายไหนก็ลายได้ลายนั้นทั่วประเทศ ช่างทองมี ไม่พอกับความต้องการของตลาด ร้านทองก็มีไม่พอกับความต้องการของตลาด

 

ยุคแห่งร้านทองเกิดใหม่ ยุคแห่งการขโมยลิขสิทธิ์ชื่อร้านทอง ยุคการปรับปรุงเปอร์เซนต์ทอง(2533-2538)

การต่อเนื่องของการขยายร้านทองยังมีอย่างต่อเนื่องจากเดิมซึ่งก็จะมีปัญหาตามาหลายอย่างกล่าวคือเมื่อมีการขยาย มากๆ ก็จะมีร้านทองที่บางร้าน บางร้านขายส่ง ทำเปอร์เซนต์ทองต่ำเพื่อที่จะได้กำไรมากๆ

ทองบางร้าน ในยุคนั้น ใส่และเขียวมาก บางร้านทำ 91 92 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้วงการร้านทองเสียชื่อเสียงตามมาพร้อมกันกับตลาดที่โตขึ้นด้วย ในครั้งนั้นพลเอก ชาติชาย เป็นนายยกอยู่ และได้ไปต่างประเทศและได้รับการร้องเรียนถึงความไม่เป็นมาตฐานด้านเปอร์เซนต์ทองของทองคำไทย ว่าไม่มีมาตฐานตอนท่านกลับมาจึงได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับป้ายราคา และการตอกเปอร์เซ็นต์กำกับไปในเนื้อทอง ซึ่งในขณะนั้นร้านในเยาวราชใช้เปอร์เซ็นต์ทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ในการทำสร้อยรูปพรรณ จึงได้มีการนำเอา 96.5 เปอร์เซ็นต์ มาเป็นมาตฐานทองคำ ผู้เขียนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในวงการทองที่เกิดขึ้นเลย เพราะว่าเมื่อร้านไหนไม่ตอก 96.5

ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ ถ้าตอกแล้วใช้เปอร์เซนต์ทองต่ำก็จะไม่เป็นที่ยอมรับเช่นเดียวกัน ทำให้ทองไทยมีมาตรฐานมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นความบังเอนที่เกิดขึ้นที่เป็นผลดีกับวงการอย่างมากหมาย

ในยุคนี้มีการขยายร้านทองอย่างต่อเนื่อง จากพันเป็นหลายพันและหมายพันเป็นครึ่งหมื่น จึงมีบางร้านที่เอาบางส่วนของชื่อร้านของคนอื่นที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้มาใช้กับร้านของคนเพื่อที่จะใหลูกค้าจำง่ายหรือเชื่อถือร้านหรือด้วยเหตุใดใดก็ตามแต่มีการเอาบางส่วนของร้านที่มีชื่อมามาใช้อย่างมาก

ทางเชื่อไม๊ว่ามีร้านทองร้านหนึ่งที่ทุ่มงบโฆษณา มากกว่า 10 ล้านบาทเพื่อสร้างชื่อเสียงของร้าน นั่นหมายถึง เวลาเฟื่องฟู เงิน 10-20 ล้านเป็นเรื่องเล็กน้อยจริงๆ เค้าสามรถทิ้งมันไปในตลาดอย่างไม่เสียดายเลย

ในยุคนี้มีร้านทองเปิดในเยาวราชอย่างมาก ลูกค้าก็เริ่มกระจายไป ไม่อยู่ในร้านเดียวให้เห็นเหมือนแต่ก่อน อาจจะเป็นเพราะช่วงระหว่างปี 37-39 เศษฐกิจของไทยเริ่มจะมีอาการฟองสบู่แตกแล้ว ราคาหุ้นก็เริ่มมีราคาต่ำลงอย่างมากหมาย กำลังซื้อเริ่มลดแต่มีร้านทองมากขี้นเพราะทุกร้านแม้จะขายลดลงแต่ก็ยังทำกำไรอยู่ ไม่เหมือนกับบางธุรกิจที่ไปไม่ได้เลย และผู้ลงทุนยังสามารถถือว่า ทองในร้านยังสามารถนำมาขายได้ ยังไม่ขาดทุนมาก อย่างมากก็ขาดทุน ค่าทำตู้โชว์เท่านั้น

 

ยุคแห่งการถดถอยมีสัญญานให้เห็นถึงอนาคตว่าไม่สดใส (2539 ถึง 30 มิถุนายน 2540)

เมื่อฟองสบู่แตก คนก็ขาดทุนจากการเล่นหุ้น บ้านที่ดินเริ่มมีอาการขายไม่ได้ ความซบเซาเริ่มเข้ามาหาประเทศไทย ในตอนนั้นมีกิจการร้านทองที่ยังถือว่าทรง ไม่ถึงกับขาดทุน การขยายตัวร้านทองเริ่มลดลง

แต่ก็ยังไม่ถือกับศูนย์เพราะคนไม่รู้จะทำอาชีพอะไรเพราะอะไรก็ขาดทุน ทำไม่ได้แต่ทองก็ยังทรง จึงมีบางส่วนยังเปิดร้านปะปายไม่มีใครรู้ว่าประเทศไทยจะต้องมีการลดค่าเงินบาท คนไทยมีความรู้สึกว่าเริ่มทำอะไรลำบากขึ้น ทำอะไรเริ่มยากขึ้น แต่ทุกคนคิดว่า คงเป็นสักพัก พรุ่งนี้คงจะดีขึ้น

เมื่อมีการถดถอยขึ้น ของแจกของแถมที่แจกลูกค้าก็เริ่มตัดออกบาง ร้านทองที่ใช้ชื่อของคนอื่นๆก็เริ่มใช้ไม่ได้ผล ปัญหาเรื่องการใช้ชื่อก็มีน้อยลง แต่เรื่องเปอร์เซนต์ทองแต่ละร้านยังคงเดิมหรือดีขึ้นเพราะแต่ละร้านก็พยายามรักษาชื่อเสียงตนเองมากขี้น ร้านที่ไม่ตอก 96.5 หรือใช้ทองไม่ถึง 96.5 ก็จะขายไม่ได้บางร้านก็ปรับมาเป็นใช้ทอง96.5 อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคของการกำไรน้อยลงผู้ซื้อรายย่อย(ร้านทองขายปลีก)มีอำนาจในต่อรองมากขึ้น เพราะในยุคก่อนลดค่าเงินบาท ทองคำขายออกของร้านขายส่งสามารถลดได้ 20-30 บาท

ยุคนี้ร้านขายส่งอยู่ในสถานะการณ์ที่กำไรน้อยมาก ต่างคนก็ต่างชิงลูกค้า ชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ที่ถดตัวและเติบตัวอย่างลดลง

ทางด้านเยาวราช ก็เริ่มมีกำไรน้อยลง ส่วนแบ่งทางการตลาด ร้านผู้นำไม่สามารถทำยอดทิ้งห่างอย่างแต่ก่อน ลูกค้าเริ่มเป็นใหญ่และเริ่มให้ความสำคัญกับลายสร้อยและการบริการลูกค้าการพูดจาของคนขายทอง

 

ยุคแห่งความเหลวร้าย(1กรกฎาคม 40 ถึง 28 กุมภาพันธุ์ 41

20 เดือนของการซื้อทองคืนจากคนไทย

เมื่อทางการประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว เงินบาทก็เริ่มลอย มูลค่าเงินบาทในโลกใบสีน้ำเงินนี้ก็ด้อยค่าลงทุกวัน ทุกวัน จาก 25.5 เป็น 29 ในวันแรก แล้วก็ 32 35 36 40 42 45 48 50 52 56 57 เมื่อ 28

กุมภาพันธ์ 41 เมื่องไทยก็เป็นผู้ส่งทองไปขายในต่างประเทศอย่างมหาศาล ทั้งๆที่เมืองไทยไม่ได้มีเมืองทองแต่เนื่องจากการอาศัยบุญเก่า ความเฟื่องฟูในอดีตที่ได้สะสม ทองคำไว้ในคอคนไทย ไว้ในเชพ ที่ไปซื้อฝรั่งมันมา

ตอนนี้เลยเอาไปคืนมันก่อน ร้านทองก็ปิดไปเรื่อยๆเพราะ 20 เดือนนี้ ไม่มีใครจะซื้อทอง ทุกคนเอาทองในกระเป๋าตัวเองมาขายเพื่อยังชีพเพราะตกงาน ร้านทองที่เล็กๆที่เริ่มเข้ามาในวงการ4-5ปีก็ตะฤกษ์ไปก่อนส่วน

ร้านที่เปิดมานานก็มีเปอร์เซ็นต์ปิดน้อยกว่า

พวกที่กู้เงินมา พวกหมุนเงินหนักๆ พวกเสียดอกเบี้ยก็เริ่มแสดงอาการบางคนก็ไปเลยบางคนก็ขอผัดเจ้าหนี้ไปเพราะไม่มีรายได้เข้ามามีแต่รายจ่าย

ร้านที่เปิดอยู่ก็จะเปลื่ยนจากการขายทองมาเป็นซื้อทอง ยุคนี้มีพวกม้าเร็วไปตามร้านทองเพื่อขอซื้อทองเก่ากัน หักน้อยๆ ยุคนี้มีทองเก่าเท่าไรก็ไม่พอส่งออก ไปขายฝรั่งมัน

 

ยุคตอกฝาโลง ขึ้นเผา(1มีนาคม41 ถึง 30พฤศจิกายน41)

9เดือนแห่งทีสุดของวงการช่วงนี้ไปแล้วจ๊ะ ไม่มีใครเสียดอกเบี้ยที่แพงที่สุดได้เลย เพราะรายได้เกือบเป็นศูนย์ ส่วน รายจ่ายเท่าเดิม เพราะราคาทองก็ทรงๆถึงปรับตัวลงเล็กน้อยระหว่าง(5800-5100)คนซื้อทองน้อยมากไม่คุ้มค่าใช้จ่ายต่างๆน้ำไฟ ภาษี ผู้ที่กู้ในวงการทองที่เริ่มแย่มาตั้งแต่เงินบาทลอยตัวก็อยู่ไม่ได้ไปหมดแล้วทั้งประเทศ บางคนเลยกิจการไปเลย บางคนก็เหลือไว้แต่อนุสรณ์ตึกและตู้ทองที่เคยขาย พวกทองเอาคืนเจ้าหนี้ไปหมดแล้ว บางคนตึกที่ขายทองอยู่ บ้านที่นอนยังรักษาไม่ได้เลยไปแล้วจ๊ะ

พวกที่ผ่านจุดนี้ไปได้จะเป็น

  1. พวกร้านเก่าที่เปิดมาไม่น้อยกว่า 10ปี
  2. พวกไม่ต้องกู้ เงินไม่ต้องเสียดอกเบี้ย(เงินเย็น)
  3. พวกไม่คิดมากเพราะไม่รู้ว่าถ้าไม่ทำแล้วจะไปทำอะไร
  4. พวกไม่มีภาระต่างๆ เช่น บ้านไม่ต้องเช่า ทำกันเองผัวเมียและลูกไม่ต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน

ยุคแห่งความหวัง 1ธันวาคม41 ถึง กรกฎาคม 44

ผู้เขียนคิดว่ามีอาการมีขึ้นนะ แต่หลายคนก็มองว่าดีหลอก บางคนก็บอกว่าดีจริง แต่จะจริงหรือหลอกเราบอกไม่ได้หลอก ไม่มีใครรู้จริงในเรื่องอนาคต มีแต่การคาดคะเนซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้

 

ผู้เขียนตั้งคำถามทั้งสองทางทั้งดีและไม่ดีให้ท่านผู้อ่านได้ประกอบเพื่อพิจารณาเองว่าในอนาคตควรจะวางแผนงานอย่างไร จะขยายสาขาหรือไม่ หรือ ยุบสาขาต่อ แต่ที่แน่นอนคือ ถ้าท่านรอดมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านก็คงจะไม่น่าโชคร้ายนักในอนาคตเพราะท่านจงใจไว้ว่าอุปสรรคที่ท่านผ่านมาไม่ใช่เรื่องปกติสามัญ ท่านผ่านสงครามโลกครั้งที่3(ที่ไทยแพ้สงคราม) มาแล้ว

 

สรุปข้อคิดท้ายบทความ

  1. ท่านคิดว่าทองคำกับคนไทยผูกผันกันมากน้อยแค่ไหน มันเสมือนส่วนหนึ่งซึ่งกันและกันหรือไม่
  2. ท่านคิดว่าหลังจากนี้จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ และผู้ที่ทำงานเหล่านั้นจะมีเงินออมเพื่อมาซื้อทองหรือไม่ในอนาคต
  3. ท่านคิดว่าตลาดหุ้นบ้านเราจะแย่ตกต่ำกว่านี้หรือไม่ และตลาดหุ้นบ้านเราผ่านจุดตกต่ำที่สุดมาแล้วหรือยัง
  4. ท่านคิดว่าตลาดหุ้นบ้านเราขึ้นลง จะเปรียบเหมือนกับ ยอดขายทอง กล่าวหรือ หุ้นตก ทองขายน้อย หุ้นขึ้นทองขายได้มาก
  5. ท่านลดรายจ่ายต่างๆภายในร้านทองของท่านเต็มที่ที่ไม่กระทบกับการขายทองแล้วหรือยัง
  6. ท่านคิดว่าร้านทองของท่านมีข้อดีที่ที่เป็นจุดแข็งที่แตกต่างกับร้านคุ่แข่งหรือไม่
  7. ท่านคิดว่าร้านทองคู่แข่งขันของท่านมีอะไรที่เป็นจุดเด่นที่ท่านไม่มี ถ้ามีท่านคิดว่าท่านต้องปรับปรุงร้านท่านหรือไม่อย่างไร
  8. ท่านสามารถควบคุมสตีอกทองของท่านไม่ได้มีของศูนย์หายได้หรือไม่

 

อย่าลืมประเมินเหตุการณ์ในอนาคตและประเมินตัวเอง

 

 

บอนไซ 2544

 

********************************************************************************************************************************

 

 

หมดยุดร้านทองแล้วหรือ (ภาค 2)

บอนไซ 1 มีนาคม 2556

 

650090fe1.jpg

 

 

ขอเท้าความข้อมูลจากประมาณปี 2500-2543 การเปลืยนแปลงในวงการทองคำที่สำคัญสามารถสรุปได้เป็น

 

พ.ศ. 2505-2512 เกิดการเปลื่ยนแปลง กำหนดราคารับคืน(ประกันราคาซื้อคืน)จากผู้บริโภค เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ชาวบ้านมีความคิดว่า ทองคำเป็นการออมเงิน และการซื้อทองมาประดับยังไม่รับการยกย่องจากสังคมและมีสภาพคล่องเมื่อต้องการขาย หรือ ใช้เงิน หรือ ถ้าต้องการเปลื่ยนแบบ เปลื่ยนลายรูปพรรณก็เสียเงินค่ากำเหน็จไม่มาก

 

พ.ศ.2519-2525 ได้บทเรียนว่า การขายทองมีกำไรต่อหน่วยน้อยมาก ราว1บาททอง จะได้กำไร ไม่เกิน 150 บาท (ทองบาทละ 2000) แต่ ปัจจุบัน 2556 ร้านทองกำไรหนึ่งบาททองประมาณ 350-400 แต่ขอบอกคุณผู้อ่านการลงทุนบาทละ 2 หมื่นบาทขี้น จะกล่าวได้ว่า ปัจจุบันขายทอง ได้กำไรน้อยกว่าอดีตก็ไม่ผิดเลย แต่ไม่ว่าในอดีต หรือ ปัจจุบัน ก็ถือว่า ขายทอง กำไรน้อยกว่าอาชีพ อื่นๆ การที่มีการแข่งขัน ลดราคา แจกของแถมจึงเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้

 

พ.ศ.2533-2538 ผู้บริโภคมีความต้องการมาก (อุปสงค์) มาก จึง เกิดการตอบสนองในการเปิดร้านทองหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็น พันร้าน แต่ก็ไม่มีมาตรฐาน ต่างคนต่างทำ ยุคนั้น เกิดถ้าคนมีอายุน้อยจะทราบ ได้ยิน ทองเขียว ทองพระอินทร์ ซึ่งหมายถึง ทองคุณภาพต่ำ ใส่ก็เกืดอาการแพ้ ไม่มีบัญทัดฐานเปอร์เซ็นต์ ทองและเป็นความโชคดีที่มีการปรับปรุง ฉลาก กำหนดให้มีการตอกเปอร์เซ็นต์ที่แท้จริงจากทางราชการ และ วงการก็พัฒนามาเป็นทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ มาตรฐานทองไทย หรือ ทอง 23 เค

 

พ.ศ.2539-2543 เกิด ฟองสบู่ ลดค่าเงิน รัฐบาลไม่ใช้จ่าย เงินตราไม่ต่อเป็นลูกโซ่อย่างในอดีต เป็นความโชคร้ายจากเศษฐกิจที่เกิดขึ้น คนไทย ไม่มีเงิน ไม่มีรายได้ ค่าเงินลด เอาทองที่เคยซื้อถูกในอดีต มาขายกัน แต่ก็ต้องบอกความจริง ทุกคน ขาย ได้กำไรกันทุกคน แต่ในช่วงนั้น ไม่ใช่ เฉพาะทอง นาฟิกาดังๆ ฮ่องกงบินทางเหมาซื้อไม่จำกัด มีเท่าไรเอาหมด

 

และต่อไปนี้ ก็จะเป็นช่วงต่อเนื่องชองทองเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญดังต่อไปนี้

 

พ.ศ. 2541-2545 เรื่องการเปลื่ยนแปลงทอง เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

การเปลื่ยนแปลงภาษีของทองรูปพรรณ 96.5 เปอร์เซนต์

ช่วงหลวงตามหาบัว ระดมของบริจาคทองคำทางสมาคมค้าทองคำได้พยายามอธิบายให้ทางการทราบเสมอว่าทองคำเป็นเงินตราประเภทหนึ่ง ไม่สมควรที่จะให้มีการคิดภาษี VAT กระทรวงการคลังเลยมีคำสั่งมาที่กรมสรรพากร ให้หาวิธีที่จะคิดให้ทองคำไม่มีภาษี VAT มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นระหว่าง กรมสรรพากร และสมาคมค้าทองคำ เป็นเวลากว่า 2ปีที่มีการระดมสมอง จนสุดท้ายกรมสรรพากรได้ออกเป็นประกาศกระทรวง ในปี พ.ศ. 2543 ให้ทองคำแท่งมีภาษีเป็น ศูนย์ และในเมื่อต้นทุนวัตถุดิบเป็นศูนย์ การคิดภาษีของทองรูปพรรณก็ต้องมีวิธีที่ต่างไป โดยทางกรมสรรพากรยินยอมให้มีการเอาราคาทองรูปพรรณรับคืนที่ประกาศโดยสมาคมค้าทอง ไปเครดิตแล้วเอาส่วนต่างมาคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามอัตราที่กำหนด

 

บทสรุป ทองรูปพรรณ ที่มีเปอร์เซ็นต์ 96.5 - 99.99 เปอร์เซ็นต์ จึงเสียภาษีเฉพาะค่ากำเหน็จเท่านั้น

 

************************************************

 

 

การเปลื่ยนแปลงระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ทองคำแท่ง 96.5 เปอร์เซนต์

 

แต่ที่สำคัญและนำความเปลื่ยนแปลงครั้งใหญ่ สมาคมจึงเสนอไปยังกรมสรรพากรให้มีการยกเว้นภาษีกับทอง 96.5% ขึ้นไป การนำทองคำเช้า ออก ได้ค่อนข้างเสรี และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เวลาขายให้ผู้บริโภค ทำให้เกิด การเติบโตของ ทองคำแท่ง อย่างมากหมาย การโอนเงินไปซื้อทองต่างประเทศ ทำให้อย่างเปิดเผย ทำให้ทองคำแท่งที่ลักลอบนำเข้าอย่างผิดกฎหมายในอดีต หมดไป จึงทำให้เกิด ส่วนต่าง ทองคำในประเทศ และต่างประเทศ มีราคาไกล้เคียงกัน เมื่อทราบถึงความเป็นมาของระบบภาษีแล้ว ผู้เขียนของชื่นชมกับบุคคลต่างๆที่ได้เสียสละเวลาและมีความกล้าที่ทำให้ ทองคำเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำกิจการได้อย่างเต็มภาคภูมิอย่างถูกกฎหมาย

 

บทสรุป ทองคำแท่ง 96.5 - 99.99 เปอร์เซ็นต์ นำเข้า ออกประเทศ ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ขายให้ผู้บริโภคทั่วไปได้โดยไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

*********************************************************************************************************

พ.ศ2548-2556 (2003 – 2013) จาก 270 ดอลลาร์ต่อออนปี2548 /////// มาสูงสุดปี2555 19++ ดอลลาร์ต่อออน

 

แม่เจ้า ทองคำเริ่มไต่ระดับ 270 ดอลลาร์ ในปี 2548 (ช่วงนี้ทองตลาดโลกถูกที่สุด เหมืองทอง ทยอยปิด เพราะจุดคุ้มทุน การทำ เหมือง อยู่ที่ 300 – 330 ดอลลาร์ ในไทย เริ่ม ตั้งแต่ แปดพันบาท ต่อ หนึ่งทองบาท ขึ้นมา เรื่อยๆ จน เป็น หนึ่งหมื่นบาท จึงเกิดสัญญาน ขายของคนในประเทศไทยที่เคยซื้อมาในราคาถูก เป็น การทั่งลัก ออกของทอง

 

ครั้งแรกคงจำได้ ตอนปี 40ปลายปี ถึง 43 วิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าบาท อ่อนมาก จาก 25.5 เป็น 54 บาท ต่อ หนึ่งดอลลาร์ ขายเพราะค่าเงินบาทอ่อนเป็นกระแสแต่ไม่รุนแรง เพราะ ราคาทองช่วงนี้ตกต่ำ แม้ค่าบาทอ่อนลง ก็ไม่ได้ทำให้ราคาทอง แพงเร้าใจมากจนให้ประชาชนทังหมดขายทองออกมา

 

ครั้งที่สองนี้ ทองตั้งแต่ 10000 -12000 เริ่มกระแสขายทองทวีความรุนแรง ร้านทองมีกระแสเงินสดไม่พอ ทองออกนอกประเทศ เป็น ตันๆ ได้เงินเป็นแสนล้านบาทเข้าประเทศ (เรื่องจริงผู้เขียนไม่ได้เต้าข่าว) ขายจนไม่มีเงินซื้อ 15000 ก็ยิ่งมากมาก คนที่ไม่คิดจะขาย ก็ขาย ไม่สนใจอะไร ขาย ขาย และ ขาย ตอนทองถึง 18000 กระแสจึงยุติ ประมาณ 1 ปีเศษ ใครขายทอง ต้องรับเงินอีกหนึ่งอาทิตย์ หรือ สิบวัน สิบห้าวัน จะขายก็ขาย ไม่ขายก็ไม่เอา ร้านทองเป็นใหญ่ ใครมีเงินสดก็ใหญ่มาก มีเงินสดน้อย ก็ใหญ่น้อย ซื้อจนไม่มีเงิน จะมีได้อย่างไร ขายกันหนึ่งร้านทองใหญ่ ต้องเตรียม 200-400 ล้านบาท เป็นอย่างน้อยต่อวันในการซื้อทอง ผู้เขียนยังจำได้ มีคนกล่าวในช่วงทอง 18,000 บาท อย่างติดตลกว่า ทองเมืองไทย หมดแล้ว ครัวเรือน ชาวบ้าน ไม่มีใครมีทองแล้ว แปลกดี ทองใกล้สองหมื่น กระแสการซื้อทองคำแท่ง เกิดขึ้น แพร่ หลาย อาจเป็นเพราะ หุ้นราคาตกตำ มาที่ 450 จุด บริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัททยอย กู้เงิน ซื้อกู้ตัวเองคือ และมีการเปลื่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่างหรือ การซื้ออนุพันธ์ทองคำล่วงหน้า(gold Futures)

 

 

พ.ศ. 2551 ถึง ปัจจุบัน

 

ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย อนุญาต ให้มีการซื้อขาย ทองคำล่วงหน้า gold futures หลังจากที่เลื่อนการเปิดขายมาเกือบปี โดย ตั่ว อนุพันธ์ ทองคำมูลค่า 50 บาท เรื่มขายครั้งแรก 2 กุมภาพันธ์ 2552 และ ตั๋วอนุพันธ์ทองคำมูลค่า 10 บาท เริ่มขายเมื่อ 2 สิงหาคม 2553

 

วัตถุประสงค์ ป้องกันความเลี่ยงของราคาทองคำ

 

วิธีการ หลักการง่ายๆคือ

  1. วางเงินมัดจำเปิดตั๋ว 10 เปอร์เซ็นต์ ของ มูลค่าทองคำ 50 บาท //และ// มูลค่าทองคำ 10 บาท (mini)
  2. สามารถเล่นได้ทุกวัน ที่มีตลาดหลักทรัพย์ และ ซื้อขายถึงประมาณ สามทุ่ม
  3. ซื้อได้ทั้งชาขึ้นทองคำ และ ซื้อขาลงทองคำ (จะจับคู่ของผู้เล่นทองขึ้น กับ ผู้เล่นให้ทองลง) ผ่านระบบออนไลน
  4. ถ้าซื้อตั๋ว หรือ ขายตั๋ว จะต้องรับผิดชอบในราคามูลค่าของทอง 50 บาท และ 10 บาท ทอง ถ้าได้ก็สามารถ สั่งโอนเงินกลับได้ ถ้าเสีย ตำกว่า 4-5 เปอร์เซ็นต์ ต้องโอนเงินให้โบร์เกอร์เพิ่ม ไม่โอนบังคับตัดตั๋ว (บังคับขาย)

 

.ประมาณปี 2554 ร้านทองก็มีการซื้อทองคำแท่งออนไลน์ ก็ผู้ซื้อไม่ต้องมาที่ร้าน ซื้อขายต้องจ่ายเต็ม จะรับทองคำเลยก็ได้ หรือ ฝากไว้ที่ร้านก็ได้ รายละเอียดแตกต่างกันบางเล็กน้อยในแต่ละร้าน

 

*************************************************************************************************

 

ถึง บทสรุป ตลาดทองคำวันนี้กล่าวได้คือ ตลาดร้านทองในวันนี้

  1. ทองคำรูปพรรณ เส้นใหญ่ 1 บาท ขึ้นไปเป็นสิ่งอันตราย แทนที่ แต่ เดิม เป็นสิ่งประดับบารมี ของคนรวย (คนกลัวตายเพราะใส่ทอง)
  2. คนส่วนใหญ่หันไปใส่ ของประดับประเภทอื่นแทน ทองคำ แท้ เช่น ไข่มุก งานเลียบแบบทองต่างๆ
  3. ตลาดทองคำแท่ง เข้าสู่ สังคมของคนมีเงิน คนต้องการลงทุน หวังกำไร และ ไปสู่ ตลาดหุ้น ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ แล้ว ทองปัจจุบัน ก็เป็นหุ้น ตัวหนึ่ง ทองเป็นหุ้นตัวหนึ่ง คนเล่นหุ้นทุกคนไม่เคยมองข้าม อนุพันธ ทองคำ และคอยติดตามประแสความเคลื่อนไหว และพร้อมที่จะมาลงทุนตลอด (เกร็ดความรู้ ทองคำในโลกจริง มีเพียง 1 ใน 3.5 เท่า ของคนที่เล่นทองคำ หมายถึง ผู้ลงทุนกระดาษทอง ไม่มีทองจริง มีมูลค่า มากกว่า คนที่มีทองทั้งโลกรวมกัน)
  4. ร้านทอง รายได้หลักในปัจจุบัน มาจาก ลำดับ1 รับจำนำ ลำดับ2 รับซื้อทองเก่า (แปลกไหม)

5. ร้านทองตู้แดงมีทางออกในสถานการณ์ในปัจจุบัน (2556) อย่างไร

5.1 ที่ยังอยู่ได้คือ เงินเย็น ไม่ต้องกู้ ประหยัด ขายเงินหรือลูกหลานขาย (กิจการภายในครอบครัว)

5.2 กิจการร้านทองตู้แดงที่ต้องตามกระแสที่เกิดขึ้นของผู้บริโภค คือ เป็นนายหน้า ขายอนุพันธ์ทองคำ หรือ ขายทองคำแท่ง

5.3 กิจการร้านทองที่มีรายได้จากการ รับจำนำทองอย่างเดียว เพียงพอกับ ค่าใช้จ่ายที่จ่ายคือ ค่าเช่า น้ำ ไฟ ค่าแรงงานลูก น้อง (ท่านทราบไหม ร้านทอง รับจำนำยอดรวมมากกว่า10ล้านมีมากกว่า 50 ของร้านทองที่เปิดในปัจจุบัน)

5.4 กิจการที่ ไม่มีความสูญเสียของ การศูนย์หายของทองรูปพรรณ หน้าร้าน และ ทองคำแท่ง ข้อสำคัญ คือ ประหยัดใช้ประหยัดจ่าย

 

(กิจการที่คิดว่า ร้านทองของฉันอยู่ได้เพราะ ฉันเล่นทองคำกำไร เป็นความคิดที่ผิดและอันตรายมากๆ หมดตัวได้)

 

ข้อมูลที่นำเสนอในปัจจุบันอาจมีมิติอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่ในข้อมูล และ เวลาใน เขียนบทความอำนวยเพียงแค่นี้ ยังไง คอยติดตามผลงานต่อไปด้วย ในเรื่อง อนาคต ราคาทอง ซึ่งผมว่าน่าจะมีประโยชน์มากกับผู้อ่านบล็อก ผู้ลงทุน แล้วจะหาเวลามาเขียน ให้ ไม่นานครับ กดไลน์ให้หน่อยนะครับ

 

บอนไซ

1 มีนาคม 2556

  • Like 6

Share this post


Link to post
Share on other sites

เกมออนไลน์เล่นง่ายได้กำไรมากมาย และยังมีโอกาสให้ลุ้นโบนัส แจคพอตอีกมากมาย

รายละเอียดเกมออนไลน์ดีๆ จากแอพมากมายที่เล่นได้สนุกพร้อมทำกำไรมากมาย

avenger98

  • Thanks 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Loading...
Sign in to follow this  

  • Recently Browsing   0 members

    No registered users viewing this page.

×
×
  • Create New...