Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 

hailand

Junior
  • Content Count

    16
  • Joined

  • Last visited

Community Reputation

0 medium

About hailand

  • Rank
    น้องใหม่
  • Birthday 06/02/1998

Profile Information

  • เพศ
    หญิง
  • ที่อยู่
    กรุงเทพมหานคร

Recent Profile Visitors

The recent visitors block is disabled and is not being shown to other users.

  1. นัสซิม ตาเล็บ นักลงทุนชื่อดังและเจ้าของหนังสือ Black Swan ที่โด่งดังไปทั่วโลก วิจารณ์ Bitcoin ว่าเป็นสิ่งที่แทบจะไม่มีค่า และเอ่ยถึง blockchain เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin ว่า ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ (blockchain คือ) ตาเล็บเขียนบทความระบุถึงข้อเสียของ Bitcoin ไว้ถึง 4 ข้อ ความยาว 6 หน้ากระดาษ เรื่อง Bitcoin, Currencies, and Bubbles แจกจ่ายให้ผู้ติดตามของตัวเองในทวิตเตอร์กว่า 743,000 คน โดยมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้ 1.Bitcoin ไม่ใช่สกุลเงิน ตาเล็บบอกว่า Bitcoin ไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเป็นสกุลเงินที่ไร้ตัวกลาง หรือจริงๆ แล้ว Bitcoin ยังเป็นสกุลเงินไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เพราะ Bitcoin มีมูลค่าที่สูงเกินจริงจนสร้างกำไรได้มากเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนละเลยที่จะพิจารณาประโยชน์จริงๆ ของ Bitcoin 2.Bitcoin เป็นเครื่องรักษามูลค่าไม่ได้ ตาเล็บวิจารณ์ว่า Bitcoin ไม่สามารถเป็นเครื่องรักษามูลค่า (store of value) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเปรียบเทียบกับทองซึ่งเป็นเครื่องรักษามูลค่าได้ดีว่า ทองและโลหะมีค่าอย่างอื่นไม่มีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ไม่เสื่อมค่าลงตามกาลเวลา แต่คริปโตเคอร์เรนซีต้องการการใส่ใจ คือต้องเทรดเข้าเทรดออกตลอดเวลา 3.Bitcoin ไม่ใช่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ตาเล็บยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อเดือน มี.ค.ปีที่แล้วที่เกิดความแตกตื่นในตลาดจนเกิดการเทขายครั้งใหญ่ ผลก็คือ Bitcoin ร่วงหนักกว่าตลาดหุ้น 4.Bitcoin ไม่ได้สามารถปกปิดตัวตนได้ 100% ตาเล็บบอกว่า Bitcoin ไม่ใช่ที่หลบภัยสำหรับนักลงทุน เพราะไม่ได้ให้การปกปิดตัวตนอย่างแท้จริงและไม่ใช้ธุรกรรมที่ตามรอยไม่ได้อีกต่อไป โดยยกตัวอย่างการโจมตีทางไซเบอร์บริษัทท่อส่งน้ำมัน Colonial Pipeline ที่ต้องจ่ายค่าไถ่หลายล้านเหรียญสหรัฐเป็น Bitcoin แต่ไม่นานรัฐบาลสหรัฐก็สามารถตามรอยและกู้คืนเงินกลับมาได้ส่วนหนึ่ง
  2. วุฒิสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนการผลิตและเทคโนโลยีของประเทศซึ่งมีวงเงินเกือบ 2.5 แสนล้านดอลลาร์ด้วยคะแนนเสียง 68 ต่อ 32 เสียง โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเอาชนะความท้าทายจากประเทศจีน ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต่างเห็นตรงกันว่า สหรัฐมีความเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้คู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีน -- บิตคอยน์ดิ่งลงกว่า 10% หลุดระดับ 1,000,000 บาทเมื่อคืนนี้ หลังมีข่าวว่าสหรัฐสามารถยึดคืนบิตคอยน์ที่บริษัทโคโลเนียล ไปป์ไลน์จ่ายเป็นค่าไถ่ให้กับกลุ่มแฮกเกอร์ ข่าวดังกล่าวสะเทือนความเชื่อมั่นในตลาดสกุลเงินคริปโต ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองกันว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย และยากต่อการตรวจสอบ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของวงการแฮกเกอร์ เนื่องจากเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะไม่สามารถแกะรอยและยึดเงินคืนได้ -- ในปีที่ผ่านมาสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (Serum) ผู้ผลิตวัคซีนของอินเดียและเป็นรายใหญ่ที่สุดของโลกได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดหาวัคซีนโควิด-19 รายสำคัญให้กับโครงการ Covax ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ขณะนี้ Serum ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ นับตั้งแต่การห้ามส่งออกไปจนถึงเหตุไฟไหม้โรงงาน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความพยายามในการส่งมอบวัคซีนตามคำสั่งซื้อทั้งหมด ทั้งนี้โครงการ Covax ให้คำมั่นที่จะส่งวัคซีนไปยัง 92 ประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ Covax ได้รับวัคซีนเพียง 30 ล้านโดสจากจำนวนขั้นต่ำ 200 ล้านโดสที่สั่งจาก Serum -- หลังจากที่โนมูระ โฮลดิ้งส์ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจและโบรกเกอร์รายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ขาดทุนอย่างหนักจากการผิดนัดชำระหนี้ของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Archegos Capital Management นั้น ผู้บริหารของบริษัทก็ให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงธุรกิจโบรกเกอร์ ทั้งนี้ โนมูระจะควบคุมความเสี่ยงโดยการลดขนาดองค์กรในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้มีกระแสคาดการณ์ว่า สถานการณ์ของบริษัทในยุโรปและสหรัฐอาจจะรุนแรงมากกว่าหลายเท่า -- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผันผวนในเช้าวันนี้ โดยนักลงทุนจับตาการรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพ.ค.ของจีนในวันนี้ ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,580.11 จุด ลดลง 3.30 จุด หรือ -0.09%, ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,901.56 จุด ลดลง 62 จุด หรือ -0.21% และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 28,771.14 จุด ลดลง 10.24 จุด หรือ -0.04% -- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับลงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (8 มิ.ย.) ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่ซบเซา เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ยังคงปิดในแดนบวก โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,599.82 จุด ลดลง 30.42 จุด หรือ -0.09% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,227.26 จุด เพิ่มขึ้น 0.74 จุด หรือ +0.02% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,924.91 จุด เพิ่มขึ้น 43.19 จุด หรือ +0.31% -- สำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) แถลงวานนี้ว่า AFP ได้ร่วมมือกับสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ในการกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมทั่วโลก โดยใช้อุปกรณ์สื่อสารพิเศษที่สร้างขึ้นสำหรับพวกนอกกฎหมายดังกล่าว AFP เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งใช้ชื่อว่า Operation Ironside ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้ายึดบริษัท Phantom Secure ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนแบบเข้ารหัสให้แก่ขบวนการค้ายาเสพติดและกลุ่มอาชญากรอื่นๆ และต่อมา FBI สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชั่น ANOM ในปี 2561 และเริ่มมีการติดตั้งบนสมาร์ทโฟนแบบแอนดรอยด์ที่มีการขายให้แก่แก๊งอาชญากรรม -- ธนาคารโลกออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเมื่อวานนี้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 5.6% ในปีนี้ สูงกว่าระดับ 4.1% ที่คาดการณ์ในเดือนม.ค. ธนาคารโลกระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้เป็นการดีดตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 80 ปีจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ รวมทั้งการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจจีน -- นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญหลายรายการในวันนี้ ซึ่งได้แก่ อัตราว่างงานเดือนพ.ค. และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2564 จากเกาหลีใต้, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.จากเวสต์แพคของออสเตรเลีย, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพ.ค.ของจีน, ดุลการค้าเดือนเม.ย.ของเยอรมนี, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนเม.ย.และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ของสหรัฐ
  3. เคธี วูด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ค อินเวสท์เมนท์ แมเนจเมนท์ (ARK Investment Management) บริษัทลงทุนชื่อดังที่บริหารพอร์ตลงทุนจนสร้างผลตอบแทนในปีที่ผ่านมา (2563) สูงกว่า 100% ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านการให้สัมภาษณ์รายการบลูมเบิร์ก ทีวี วานนี้ (19 พ.ค.) ว่า เธอยังเชื่อในอนาคตของ บิตคอยน์ (Bitcoin) ว่าจะพลิกกลับมาพุ่งแรงจนแตะระดับ 500,000 ดอลลาร์ได้อีก แม้ว่าขณะนี้ ราคาบิตคอยน์ จะดำดิ่งอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม นอกจากนี้ เธอยังเชื่อว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่า กองทุนเพื่อการลงทุนในบิตคอยน์ หรือ Bitcoin ETF จะได้รับการอนุมัติจากทางการสหรัฐในปีนี้เคธีแสดงความเห็นดังกล่าวในช่วงที่ตลาดเงินคริปโต (คริปโตเคอร์เรนซี) หรือการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลกำลังอยู่ในภาวะลงแบบดิ่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าในตลาดหายไปถึง 500,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับมูลค่าเมื่อครั้งตลาดพีคสุด ซึ่งเป็นผลมาจากข่าวเชิงลบต่าง ๆ ทั้งการทวีตของนายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทสลา ที่แสดงท่าทีชัดเจนในการเปลี่ยนจุดยืนเกี่ยวกับบิตคอยน์ ไปจนถึงการที่รัฐบาลจีนประกาศคำสั่งระงับการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตลาดคริปโต ทำให้มีการเทขายอย่างตื่นตระหนกกระทั่งระบบซื้อขายบนแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง “คอยน์เบส” (Coinbase) ถึงกับล่มไปพักหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เคธี กล่าวว่า เธอยังคงเชื่อมั่นในตลาดคริปโตอยู่ โดยเฉพาะบิตคอยน์ที่เวลานี้กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ และมีโอกาสที่ราคาจะลงสู่จุดต่ำสุดได้อีกหลายครั้ง แต่เธอเชื่อว่าในอนาคตบิตคอยน์จะมีแนวโน้มขยับราคาได้สูงถึง 500,000 ดอลลาร์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเวลานี้ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อทำให้มีการเทขายหุ้นที่มีความอ่อนไหวสูง บิตคอยน์เองก็ถูกเทขายและราคาดำดิ่งลงเช่นกันจนหลุดระดับ 38,000 ดอลลาร์ อีกประเด็นที่หลายคนสนใจคือเรื่องการใช้พลังงานใน Ecosystem ของบิตคอยน์ โดยก่อนหน้านี้นายอีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา ได้ออกมาประกาศว่า เทสลาจะระงับการรับชำระเงินด้วยบิตคอยน์แล้ว เนื่องจากกระบวนการ “ขุดบิตคอยน์” ใช้พลังงานมากเกินไปและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เคธีมองว่า ปัจจุบัน วงการคริปโตมีพัฒนาเชิงบวกในเรื่องการใช้พลังงานสะอาด-พลังงานหมุนเวียนใน Ecosystem แล้ว และในอนาคตหากมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ก็อาจเปลี่ยนจุดยืนของนายอีลอน มัสก์ และทำให้เทสลา กลับเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เคธีเตือนว่าแนวโน้มที่เธอมองนั้น เป็นเรื่องระยะยาว ซึ่งก่อนที่จะถึงจุดนั้น ทั้งบิตคอยน์และเงินดิจิทัลสกุลอื่น ๆ อาจจะต้องผ่านความยากลำบากและต้องดิ่งลงอีกหลายครั้งหลายหน “เมื่อตลาดเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วน ๆ คุณจะบอกไม่ได้เลยว่า ราคามันจะต่ำลงไปได้อีกแค่ไหน” สำหรับตัวเธอเองมองว่า ตอนนี้เป็นช่วงจังหวะที่ดีที่จะซื้อ ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เคธีเดินหน้ากวาดหุ้นของ Coinbase Global Inc. เจ้าของแพลตฟอร์ม “คอยน์เบส” ซึ่งอยู่ในช่วงจังหวะขาลงและมีราคาต่ำสุดตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาด เธอยังแสดงความเห็นอย่างมั่นใจว่า พร้อมเดินหน้าลงทุนในบิตคอยน์ต่อไป นอกจากนี้ ยังคาดหมายว่า มีโอกาสมากขึ้นที่สหรัฐจะอนุมัติให้กองทุน Bitcoin ETF เข้าตลาดได้ภายในปีนี้เนื่องจากราคาของบิตคอยน์ที่ลดต่ำลง เคธี เสริมอีกว่าในขณะนี้แม้ราคาของตลาดคริปโตจะตกต่ำลงอย่างมากจนนักลงทุนรายย่อยเริ่มทยอยขายซึ่งทำให้มูลค่าหายไปกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ดังกล่าวข้างต้น แต่นักลงทุนสถาบัน รวมถึงนักลงทุนรายใหญ่ยังไม่แสดงท่าทีว่าจะย้ายเงินออกจากตลาดแต่อย่างใด ซึ่งเคธีได้ให้ความเห็นว่า นักลงทุนสถาบันยังคงเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมคริปโตที่มีแนวโน้มเติบโตและน่าลงทุนอยู่ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่มอร์แกน สแตนลีย์ สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐ ยังเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกที่ให้บริการลูกค้าด้านการบริหารความมั่งคั่งด้วยการเข้าถึงกองทุนบิตคอยน์ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน เทสลาเองที่ถือครองบิตคอยน์จำนวนมาก แม้นายอีลอน มัสก์ จะออกมาส่งสัญญาณเมื่อต้นสัปดาห์ว่า อาจจะขายบิตคอยน์ที่ถือครองอยู่ แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีท่าทีว่าเทสลาจะเทขายบิตคอยน์ออกจากพอร์ตแต่อย่างใด
  4. ราคาทองร่วงต่ำสุด 1 สัปดาห์ บอนด์ยีลด์ดีดตัว,ดอลล์แข็งกดดันตลาด ราคาทองดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ในวันนี้ โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และการดีดตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ก่อนรู้ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทั้งนี้ ราคาทองสปอตดิ่งลงแตะระดับ 1,762.50 ดอลลาร์/ออนซ์ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. ส่วนราคาทองในตลาดฟิวเจอร์ ณ เวลา 22.10 น.ตามเวลาไทย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ร่วงลง 7.0 ดอลลาร์ หรือ 0.39% สู่ระดับ 1,771.80 ดอลลาร์/ออนซ์ การดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย นักวิเคราะห์ระบุว่า การดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะดึงดูดให้นักลงทุนหันเข้าซื้อพันธบัตร ขณะที่เทขายทอง ในการปรับพอร์ตการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนี้ ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจะลดความน่าดึงดูดของทอง โดยทำให้สัญญาทองมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันนี้ หลังเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 16-17 มี.ค. โดยระบุว่า เฟดจะยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน โกลด์แมน แซคส์คาดว่า ราคาทองจะพุ่งแตะระดับ 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า และระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่บิตคอยน์จะขึ้นมาแข่งกับทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
  5. ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (14 เม.ย.) ขานรับการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารขนาดใหญ่ แต่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดลดลง แม้ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดของวันครั้งใหม่เป็นประวัติการณ์ก็ตาม ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 33,730.89 จุด เพิ่มขึ้น 53.62 จุด หรือ +0.16%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,124.66 จุด ลดลง 16.93 จุด หรือ -0.41% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,857.84 จุด ลดลง 138.26 จุด หรือ -0.99% ดัชนีดาวโจนส์ได้แรงหนุนจากการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารรายใหญ่ โดยหุ้นโกลด์แมน แซคส์ พุ่ง 2.34% และหุ้นเวลส์ ฟาร์โก พุ่ง 5.61% หลังธนาคารดังกล่าวเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกพุ่งขึ้นอย่างมาก แต่หุ้นเจพีมอร์แกน เชส ลดลง 1.85% แม้เปิดเผยผลประกอบการพุ่งขึ้นเกือบ 400% ก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นมากที่สุดใน 11 กลุ่ม โดยปรับตัวตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นด้วย ซื้อหุ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถ่วงดัชนี Nasdaq ลดลง โดยหุ้นแอปเปิล ลบ 1.79%, หุ้นไมโครซอฟท์ ลดลง 1.12% และหุ้นเทสลา ร่วงลง 3.95% ส่วนหุ้นคอยน์เบส โกลบอล อิงค์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ร่วงลง 13.84% ในการซื้อขายวันแรกที่ตลาด Nasdaq โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 381 ดอลลาร์ จากราคา IPO ที่ 250 ดอลลาร์ หุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเงินคริปโตเคอเรนซีและบล็อกเชน อาทิ ไรออต บล็อกเชน ร่วง 15.6% และหุ้นมาราธอน ดิจิทัล โฮลดิงส์ ร่วง 15.75% หลังพุ่งขึ้นก่อนหุ้นคอยน์เบสเข้าตลาด และขณะที่สกุลเงินบิตคอยน์พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือระดับ 63,000 ดอลลาร์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคมเศรษฐกิจแห่งวอชิงตันเมื่อคืนนี้ว่า เฟดจะดำเนินการทีละขั้นตอนเพื่อลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ลงด้วยการปรับลดการซื้อพันธบัตรรายเดือน ก่อนที่เฟดจะพิจารณาถึงเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้าดีดตัวขึ้นมากกว่าคาดในเดือนมี.ค. โดยเพิ่มขึ้น 1.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนก.พ. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนีราคานำเข้าอาจเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนมี.ค. ส่วนดัชนีราคาส่งออก เพิ่มขึ้น 2.1% ในเดือนมี.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่า อาจเพิ่มขึ้น 1.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนก.พ. ด้านสมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนอง ลดลง 3.7% ในสัปดาห์ที่แล้ว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองปรับตัวลง, จำนวนผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการรีไฟแนนซ์ ลดลง 5% ในสัปดาห์ที่แล้ว และดิ่งลง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว, จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย ลดลง 1% ในสัปดาห์ที่แล้ว แต่พุ่งขึ้น 51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยเพื่อการจำนองแบบคงที่ระยะเวลา 30 ปีสำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 510,400 ดอลลาร์ ปรับตัวลงสู่ระดับ 3.27% จากระดับ 3.36% ในสัปดาห์ก่อนหน้านี้
  6. ปรับขึ้นตามต่างประเทศขานรับนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า การซื้อขาย SET50 Index Futures วันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับตลาดหุ้นต่างประเทศ จากปัจจัยหนุนการประกาศแผนการลงทุนของสหรัฐฯในโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อคืนนี้ ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกขยับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีทะลุแนวต้านแรกไปที่ 973 จุด แต่ยังมีแรงกด ดันจากความกังวลว่าสหรัฐอาจปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลเข้ามากดดันอยู่บ้าง ทำให้ดัชนีย่อตัวลงมาเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น-กลางยังมองว่าจะยังมีเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเกิดใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยได้ รับอานิสงส์ไปด้วย โดยจะมีแรงส่งผลักดันดัชนีในระยะสั้น-กลางปรับตัวขึ้นไปได้ต่อ แนวโน้มในวันพรุ่งนี้คาดว่าดัชนีจะปรับขึ้น แต่อาจชะลอ ลงบ้างหลังจากรับข่าวการลงทุนของสหรัฐฯไปแล้วในวันนี้ โดยให้แนวต้านที่ 984-993 แนวรับ 946-958 จุด ด้านราคาทองคำในวันนี้ปรับเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องจากเมื่อคืนนี้ รับปัจจัยหนุนจากการที่นายโจ ไบเดน ประธานนาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเมื่อคืนนี้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง ราคาทองคำกลับมาฟื้นตัวขึ้นและพยายามขึ้นทดสอบแนว ต้านที่ 1,717 เหรียญสหรัฐฯ/ออนซ์ แต่ยังเผชิญแรงขายออกมากดดันอยู่ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะสั้นราคาทองคำยังเป็นทิศทางขาลง และในคืนนี้ติตดามการประกาศตัวเลขจำนวนผู้ขอ สวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ และดัชนีความเชื่อมั่นภาคการผลิตเดือน มี.ค.ของสหรัฐฯว่าจะออกมาเป็นอย่างไร หากออกมาดี มองว่าราคาทองคำอาจจะได้รับแรงกดดันได้ โดยให้แนวต้านที่ 1,717-1,734 เหรียญสหรัฐฯ/ออนซ์ แนวรับ 1,659-1,676 เหรียญ สหรัฐฯ/ออนซ์
  7. รายงานข่าวแจ้งว่า ราคาซื้อขายหุ้น OR วันนี้คึกคัก โดยราคาปรับขึ้นร้อนแรงทำราคาสูงสุดที่ 33 บาท จากเปิดตลาดที่ 30 บาท และราคาต่ำสุดที่ 29.75 บาท และล่าสุดราคาอยู่ที่ 32.75 บาท เพิ่มขึ้น 3 บาท หรือ 10.08% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหุ้น OR สูงถึง 10,614 ล้านบาท ณ เวลา 16.02 น. ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของวัน แม้ว่าวันนี้หุ้น OR จะขึ้นเครื่องหมาย XD โดยปันผล 0.10 บาทต่อหุ้น ด้านบล.กสิกรไทยแนะนำ ถือ OR ราคาเป้าหมายสิ้นปี 64 ที่ 27.60 บาทจาก upside ที่จำกัด แต่ก็ยังชอบบริษัทฯ ในแง่ของทิศทางกำไรที่เป็นบวกในปี 64-65 โดยมองว่า OR เป็นบริษิทที่มีความเสี่ยงต่ำจากตลาดน้ำมันในประเทศที่มีผู้เล่นหลักครองตลาดส่วนใหญ่ อีกทั้งขยายในตลาด non-oil และต่างประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูง คาดกำไรปี 64-65 จะมี CAGR ที่ 28% จาก GPM ที่สูงยอดขายที่กลับสู่ระดับปกติและการเติบโตจากธุรกิจ non-oil คาดค่าการตลาดค้าปลีกน้ำมันในประเทศเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากนี้มองว่าค่าการตลาดค้าปลีกน้ำมันในประเทศจะทรงตัวในระดับราวๆ 1.7-2.0 บาท/ลิตร ด้วยแรงหนุน จากผู้เล่นหลักได้ครองตลาดส่วนใหญ่ ทำให้สามารถกำหนดราคาได้มากขึ้น และยังมีการแข่งขันที่ลดลงจากปริมาณการผลิตน้ำมันส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นในประเทศที่น้อยลง รวมถึงความเสี่ยงที่ลดลงของการที่รัฐบาลจะกลับมากำหนดเพดานราคาน้ำมัน ทั้งนี้ยอดขายของบริ ษัทน้ำมันหลัก 7 ราย มีสัดส่วนเพิ่ม เป็น 97.0% ของยอดขายทั้งหมดในประเทศไทยและผู้เล่นหลักมีการปรับกลยุทธ์ไปเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น (non-oil) มากขึ้น กองทุนรวม คือ ขณะที่บริษัทมีความเสี่ยงต่ำบริหารภายใต้แบนด์ (DODO) โดยสัดส่วน 80% ของสถานีบริการน้ำมันทั้งหมดของบริษัท ฯ และสาขา Café Amazon ขณะที่ธุรกิจการตลาดพาณิชย์ของบริษัทฯ ก็มีลูกค้ามากกว่า 2,600 ราย ทำให้การดำเนินงานที่ผิดพลาดของผู้แทนจำหน่าย หรือกรณีสูญเสียลูกค้ารายใดรายหนี่งจะส่งผลกระทบต่อกำไรและสถานะทางการเงินของ OR ในวงจำกัด โดยในด้านการจัดหาผลิตภัณฑ์ OR มีสัญญารับซื้อผลิตภัณฑ์ (offtake agreements) ระยะยาวกับโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันในประเทศทั้งที่อยู่ในหรือนอกกลุ่ม PTT ซึ่ง สัญญา offtake เหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนราวๆ 90% ของยอดซื้อรวมของบริษัทฯ ทั้งนี้คาดว่า OR ในช่วงปี 64-65 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 28% เนื่องจากค่าการตลาดน้ำมันที่คงอยู่ในระดับสูง ยอดขายที่กลับสู่ระดับปกติและส่วนแบ่งจากธุรกิจ non-oil ที่สูงขึ้น เมื่ออิงจากแผนการขยายกิจการในปัจจุบัน ก็คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) โดยรวมของ OR จะเติบโตขึ้นจาก 6.8% ในปี 63 มาใกล้เคียง 7-8% ภายในปี 65 ส่วนยอดขายจะกลับระดับปกติจะช่วยกระตุ้นความประหยัดต่อขนาด (economies of scale) เพราะจะทำให้อัตราส่วนค่าใชจ่ายการขายและบริหาร (SG&A)ต่อยอดขายของบริษัทฯ ปรับดีขึ้นจาก 6%ในปี 63 เป็น 5.4% ในปี 65 ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ EBITDA จากธุรกิจน้ำมันที่มีอัตรากำไรต่ำกว่าจะลดลงจาก 71% เหลือ 68% ภายในปี 65 ขณะที่สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งพร้อมกับ FCF จำนวนมาก คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อเงินทุน (net D/E ratio) ของ OR จะลดลงจาก 1.07 เท่าในปี 63 มาใกล้เคียงศูนย์หลังจากการเสนอขายหลักทรัพย์ให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้(DSCR) จะเพิ่มขึ้นจาก 3.1 เท่าเป็น 3.3 เท่าภายในปี 65 โดยหมายความว่าบริษัทฯ มีความสามารถในการกู้ยืมอีกมากก่อนที่จะแตะระดับเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ (debt covenants) ที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อเงินทุน (netadjusted IBDE ratio) ไม่เกิน 2.5 เท่า และ DSCR ไม่ต่ำกว่า 1.2 เท่า เราคาดว่า OR จะมีกระแสเงินสดอิสระ (FCF) เกือบ 5 หมื่นล้านบาทที่พร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ รวมถึงการควบรวมกิจการ (M&A) และ/หรือการจ่ายเงินปันผลในช่วงปี 64-65 นอกเหนือจากแผนการลงทุนและหนี้สินที่ครบกำหนดชำระตามแผนการในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แนะนำ “ถือ” พร้อมกับราคาเป้าหมายสิ้นปี 64 ที่27.60 บาท ด้วยวิธีประเมิน 2 แบบ ได ้แก่ EV/EBITDA และ PBV สำหรับ upside จากการเข้าซื้อหุ้นในร้านอาหารแบรนด์โอ้กะจู้ โดยตั้งเป้าหมาย EV/EBITDA ที่ 10.4 เท่า (+1.0SD)สำหรับ 70% ของ EBITDA มาจากธุรกิจน้ำมันสืบเนื่องจากสภาพตลาดน้ำมันค้าปลีกในประเทศที่มีผู้เล่นหลักครองตลาด ขณะที่อิง EV/EBITDA 19.4 เท่าสำหรับอีก 30% ของEBITDA ที่มาจากธุรกิจ non-oil (+2.0SD) จากค่าเฉลี่ยหุ้นกลุ่มพาณิชย์ในไทยที่เราวิเคราะห์อยู่ เนื่องจากธุรกิจ non-oil ของ OR นั้นมีศักยภาพการการเติบโตเหนือกว่าผู้เล่นอื่นในกลุ่ม ด้าน บล.หยวนต้า ประเทศไทย แนะนำให้ Trading ให้ราคาที่เหมาะสมหุ้น OR ที่ 27.50 บาท แม้ราคาหุ้นจะ Fully Valued ในระยะสั้น แต่มองว่าในระยะยาวบริษัทมี Upside หากแบรนด์ต่างๆสามารถพัฒนาจาก Local Brand ให้กลายเป็น Reginal Brand ได้ ธุรกิจของ OR จะเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ Non-Oil เป็นหลัก ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมี GPM ที่ดีขึ้นในระยะยาว และ OR มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการมาของ EV ในไทยแล้ว และมีโอกาสชิงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มด้วย Synergy ระหว่างธุรกิจปั๊มและธุรกิจ Non-Oil โดย OR ถือเป็นหุ้นมหาชน ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ที่ประกาศขายหุ้น IPO ในราคาหุ้นละ 18 บาท โดยมีนักลงทุนจองซื้อสูงถึง 530,000 รายการ ราคาหุ้น OR เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 36.50 บาท
  8. ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (4 มี.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 1.5% หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตือนว่าสหรัฐอาจเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อหลังเปิดเศรษฐกิจ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,924.14 จุด ร่วงลง 345.95 จุด หรือ -1.11% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,768.47 จุด ลดลง 51.25 จุด หรือ -1.34% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,723.47 จุด ร่วงลง 274.28 จุด หรือ -2.11% นายพาวเวลกล่าวว่า การที่สหรัฐกลับมาเปิดเศรษฐกิจ หลังมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ จะทำให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น ขณะเดียวกันนายพาวเวลได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาดพันธบัตรและภาวะตึงตัวด้านการเงินที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของเฟด อย่างไรก็ตาม นายพาวเวลไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการควบคุมความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดพันธบัตร ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ คำเตือนเรื่องเงินเฟ้อของนายพาวเวลยังส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นเหนือระดับ 1.5% เมื่อคืนนี้ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาด เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถือเป็นพันธบัตรที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้น จะทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจเผชิญเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในการชำระหนี้ ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยร่วงลงอย่างหนัก โดยหุ้นไมครอน เทคโนโลยี ดิ่งลง 5.36% หุ้นอินเทล ร่วงลง 2.92% หุ้น Nvidia ดิ่งลง 3.39% หุ้นแอปเปิล ร่วงลง 1.58% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ ลดลง 1.81% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นกว่า 4% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 3.87% หุ้นเชฟรอน เพิ่มขึ้น 0.88% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ พุ่งขึ้น 3.65% หุ้นออคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม พุ่งขึ้น 4.33% ข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐเป็นปัจจัยหนุนตลาดในระหว่างวัน โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐพุ่งขึ้น 2.6% ในเดือนม.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 2.1% โดยแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของคำสั่งซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ทางด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ระดับ 745,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 750,000 ราย นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติให้ความเห็นชอบต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ก่อนที่จะส่งให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงนามรับรองเป็นกฎหมาย นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.พ.ของสหรัฐซึ่งกระทรวงแรงงานมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเดือนก.พ.จะเพิ่มขึ้น 210,000 ตำแหน่ง
  9. นาทีนี้ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังอาการโคม่าจากโควิด -19 ทำให้มนุษย์เดือนอย่างเรา ๆ ไม่รู้จะไปลงทุนอะไรเพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด และอัตราดอกเบี้ยจากการลงทุนในความเสี่ยงต่ำก็น้อยเหลือเกิน วันนี้พาไปคุยกับกูรู อาจแนะนำท่านได้ ลงทุนอะไรดี เมื่อเร็วๆนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยคณะกรรมการประเมินว่า แม้ว่าในระยะสั้นเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิดระลอกใหม่ โดยเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำและความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้าจึงจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง หากจะว่าด้วยเรื่องดอกเบี้ยถ้าเป็นชนชั้นอย่างเรา ๆ มนุษย์เงินเดือน คนทำงานอิสระ คนหาเช้ากินค่ำ ก็จะสนใจเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยเงินที่เราจะไปกู้มา หรือเรื่องดอกเบี้ยที่เกี่ยวกับหนี้สินที่เราต้องไปชำระ นอกจากนี้ยังนี้คนยังอยากรู้เรื่องดอกเบี้ยที่จะได้จากการลงทุนตามที่ตัวเองได้ลงทุนไปในรูปแบบการลงทุนต่าง ๆที่ตัวเองชื่นชอบ และปลอดภัยที่เราพึ่งพอใจพร้อมสามารถรับความเสี่ยงนั้น ๆ ได้ ซึ่งบางคนก็ชอบลงทุนแบบปลอดภัยแม้ว่าจะได้ดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่บางคนก็บ่นอุบว่าดอกเบี้ยแค่นี้เมื่อไหร่จะรวย จะมีกำไรมากมายมหาศาลจากอัตราดอกเบี้ยได้อย่างไร ดังนั้นช่วงนี้ที่เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีแต่จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่รับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่งโยกการลงทุนจากที่มีความเสี่ยงต่ำ ดอกเบี้ยน้อยมาลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงแต่มีโอกาสที่จะมีกำไรจากการลงทุนก็สูงเช่นกัน ซึ่งเห็นได้จากการที่นักลงทุนรายย่อย มนุษย์เงินเดือน อาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ แห่ลงทุนในหุ้น OR จะกลายเป็นหุ้นมหาชนไปแล้วตอนนี้ แต่...ไม่ว่าการลงทุนอะไรในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี และยุคโควิด-19 ที่ทำเศรษฐกิจทรุดถึงขนาดนี้ก็ต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนกันให้ดี ๆ วันนี้ “สปริง” จะพาไปพูดคุยเรื่องการลงทุนแบบไหนในยุคโควิด -19 ที่อาจมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากกับ นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เล่าให้ฟังว่า การลงทุนในยุคนี้ถ้าคนที่รับความเสี่ยงไม่ได้ก็ควรที่จะลงทุนพวกเงินฝาก พันธบัตร หรือเงินออมในรูปแบบของซื้อประกันชีวิตเงินออม หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ก็จะได้รับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่ไม่มากหนัก แต่ถ้าหากใครที่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ และอยากได้กำไรจากการลงทุนที่สูงขึ้นแนะนำว่าให้โยกการลงทุนไปที่หุ้น และกองทุนรวมของต่างชาติ สามารถเข้าไปติดต่อที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ. ) หรือสอบถามได้ที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือ Foreign Investment Fund หรือ FIF เป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดย ก.ล.ต. กำหนดให้กองทุนต้องลงทุนในประเทศที่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นสมาชิกสามัญของ ก.ล.ต.โลก (IOSCO) หรือในประเทศที่มีตลาดหลักทรัพย์เป็นสมาชิกขององค์กรตลาดหลักทรัพย์โลก (WFE) เพื่อให้เชื่อใจได้ว่าตลาดหลักทรัพย์และหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุนไปลงทุนนั้นจะได้รับการกำกับดูแลที่ดีในระดับมาตรฐานสากล อีกหนึ่งการลงทุนที่แนะนำคือตลาดหุ้นที่อาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนสูงเช่นกัน ใครมือใหม่หัดขับก็ควรศึกษาให้ดี ๆก่อน ซึ่งเบื้องต้นก็ต้องทำตามขั้นเบื้องต้นดังต่อไปนี้ 1.รู้จักผลตอบแทนของหุ้น 2.เข้าใจความเสี่ยงของการเล่นหุ้น3.เลือกโบรกเล่นหุ้น 4.เปิดบัญชีซื้อขายหุ้น 5.เข้าใจคำศัพท์สำคัญในโปรแกรมเทรดหุ้น6.โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อเล่นหุ้น7.เลือกหุ้นตัวแรก สำหรับสาเหตุที่แนะนำเรื่องการลงทุนกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ คือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะประเทศอื่น ๆ จึงทำให้มีความน่าสนใจในการลงทุนมากกว่าในไทยอยู่แล้ว ส่วนการแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นก็เช่นกันอาจมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาซื้อขายในไทยมากขึ้นจึงมองว่าเป็นโอกาส ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของการลงทุนในยุคโควิด -19 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอย้ำเสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”
  10. ราคาทองคำตอบกระแสรายวัน เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า สภาวะตลาดวันที่ 20 มกราคม 2021 ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,839.00 - 1,856.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 26,300 บาทต่อบาททองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 50 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,250 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่โกลด์ฟิวเจอร์ส GFG21 อยู่ที่ 26,440 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 90 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 26,350 บาท ด้านโกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์ส GOH21 อยู่ที่ 1,859.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 1,846.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านแนวโน้มวันที่ 21 มกราคม 2021 ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน เมื่อนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐได้ลงความเห็นว่า การปราบปรามของรัฐบาลจีนต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์ถือว่าเป็นการ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ขณะที่รัฐบาลจีนประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่สหรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งรวมถึงประเด็นที่สหรัฐยกเลิกการควบคุมการติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐและไต้หวัน ก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายโจ ไบเดนในคืนวันพุธ 20 ม.ค.2021 ขณะที่แอนโธนี บลิงเคน ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐ ให้ยืนยันว่าจะยังคงใช้แนวทางที่แข็งกร้าวกับจีนต่อไป นายบลิงเคนยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของจีนนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จีนเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสหรัฐในแง่ของผลประโยชน์ของเราและผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน สหรัฐจะสามารถเอาชนะจีนได้ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และรับมือกับความท้าทายระดับโลก ท่าทีดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน จนสร้างแรงหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนจับตากับพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 46 ของนายโจ ไบเดน ในวันที่ 20 ม.ค. ที่คาดกันว่าจะเริ่มต้นขึ้นเวลาประมาณ 23.30 น. ตามเวลาของประเทศไทย ซึ่งพิธีสาบานตนในครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ในประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกัน เพราะมีปัญหาทางการเมืองมากมาย นายคริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ รักษาการรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐเปิดเผยว่า สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) กำลังช่วย กองทัพสหรัฐตรวจสอบประวัติของเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์แห่งชาติ จนพบว่ามีเจ้าหน้าที่ 12 นาย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพวกกลุ่มขวาจัด และบางคนได้มีการโพสต์ข้อความที่แสดงถึงท่าทีรุนแรงสุดโต่งบนโลกออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าว ถูกถอดออกจากการปฏิบัติหน้าที่ในพิธีสาบานตนครั้งนี้ ขณะที่กองกำลังประจำหน่วยรักษาดินแดนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยในพิธีสาบานตนครั้งนี้มีมากกว่าพิธีครั้งก่อนๆ ถึง 2.5 เท่า หรือประมาณ 25,000 นาย โดยทางการสหรัฐกังวลเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษในพิธีสาบานตนครั้งนี้ ส่งผลให้ภายในกรุงวอชิงตันมีกองกำลังรักษาความปลอดภัยเป็นจำนวนมาก ความเสี่ยงดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย วายแอลจีประเมินว่าราคาทองคำในช่วงนี้ตอบกระแสข่าวรายวันเพราะปัจจัยรายวันที่เข้ามากระทบราคาทองคำมักเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,856 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ นักลงทุนต้องระมัดระวังการอ่อนตัวของราคาทองคำ แต่หากการอ่อนตัวลงของราคาทองคำอยู่ในระดับจำกัดสามารถเข้าซื้อเพื่อทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัวและความผัวผวนของราคา กลยุทธ์การลงทุน ทางวายแอลจีมีมุมมองว่า การที่ราคาทองคำพยายามขึ้นไปทดสอบระดับ 1,856 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่ผ่านแนะนำแบ่งทองคำออกขาย แต่หากผ่านได้แสดงถึงแรงเข้าซื้อในระยะสั้น หากยืนได้แข็งแกร่ง ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้น ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปจะอยู่ในโซน 1,877 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวรับนั้นอยู่ในบริเวณ 1,818-1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากอาจเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยแนะนำให้รอดูบริเวณแนวรับ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อรอขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น ซื้อขาย ทอง ออนไลน์ ทองคำแท่ง (96.50%) แนวรับ 1,818 (25,800บาท) 1,800 (25,550บาท) 1,782 (25,300บาท) แนวต้าน 1,856 (26,300บาท) 1,877 (26,650บาท) 1,896 (26,950บาท) *หมายเหตุ : แนวรับแนวต้านราคาทองคำแท่ง (96.50%) เป็นราคาจากการ Convert ตามสูตรทางทฤษฏี ไม่ได้อ้างอิงจากราคาประกาศของสมาคมค้าทองคำ GOLD FUTURES (GFG21) แนวรับ 1,818 (25,910บาท) 1,800 (25,660บาท) 1,782 (25,400บาท) แนวต้าน 1,856 (26,460บาท) 1,877 (26,760บาท) 1,896 (27,030บาท) GOLD ONLINE FUTURES (GOH21) แนวรับ 1,821 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 1,785 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนวต้าน 1,859 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 1,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 1,899 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  11. ราคาทองวันนี้ – 6 ม.ค. 64 เปิดตลาด บวก 50 บาท ราคาทองไทยวันนี้ เปิดตลาด ปรับราคาเพิ่มขึ้น 50 บาท โดยราคาทองคำแท่งขายออกบาทละ 27,600 บาท ขณะที่ราคาทองคำรูปพรรณ ขายออกบาทละ 28,100 บาท 6 ม.ค. 64 สมาคมค้าทองคำ รายงาน "ราคาทองไทย" ครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท โดยราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 27,500 บาท ขายออกบาทละ 27,600 บาท ราคาทองคำรูปพรรณ ฐานภาษีบาทละ 26,999.96 บาท ขายออกบาทละ 28,100 บาท ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยนักลงทุนจับตาการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารอบ 2 ในรัฐจอร์เจียซึ่งจะเริ่มนับคะแนนในช่วงเช้าวันนี้เวลา 7.00 น.ตามเวลาไทย ทั้งนี้หากผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั้ง 2 ที่นั่ง จะทำให้พรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำให้การผ่านกฎหมายต่างๆทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ทางด้านกองทุน SPDR ขายทองคำ 1.17 ตัน หลังจากเมื่อวันจันทร์ซื้อทองคำสูงถึง 17.21 ตัน คืนนี้ติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการทางการเงินต่อไปในปีนี้ นอกจากนี้คืนนี้สหรัฐจะประกาศการจ้างงานภาคเอกชน ADP เดือนธ.ค. ซึ่งตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง ชะลอตัวลงหลังจากที่เดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 307,000 ตำแหน่ง ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนธ.ค. ตลาดคาดจะลดลงสู่ระดับ 2 ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนพ.ย. ตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 0.7% หลังจากที่เดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 1.0% แนวโน้มราคาทองคำ Spot ในระยะสั้นคาดปรับขึ้นต่อ โดยมีแนวต้าน 1,965 ดอลลาร์ ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มมีแรงเทขายออกมาเมื่อปรับขึ้นเข้าใกล้แนวต้าน 1,965 ดอลลาร์ แต่ถ้าผ่านขึ้นไปได้จะมีแนวต้านถัดไป 1,975 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวรับที่ 1,935 ดอลลาร์ และ 1,920 ดอลลาร์ ที่เกี่ยวข้อง: ซื้อทองเก็บไว้ดีไหม
  12. ศูนย์วิจันกสิกรฯ เปิดเผยภาพรวมตลาดเงินตลาดทุนสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่า 30.00 บาท สวนทางกับดอลลาร์ที่อ่อนค่า ประเมินสัปดาห์หน้าเสี่ยงแข็งค่าถึง 29.80 บาท ฝั่งตลาดหุ้นวอลุ่มซื้อขายสูงถึง 1.23 แสนล้านบาท ทดสอบแนวต้าน 1,500 จุดเป็นที่เรียบร้อย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยสรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (8-9 ธ.ค.63) ว่า สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น และเข้าทดสอบแนว 30.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวของตลาดในประเทศ โดยการแข็งค่าของเงินบาทสอดคล้องกับสัญญาณอ่อนแอของเงินดอลลาร์ฯ และแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ของกลุ่มผู้ส่งออก ประกอบกับมีจังหวะการสลับเข้าซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยวันอังคาร และซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยในวันพุธของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน ในวันพุธ (9 ธ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.05 เทียบกับระดับ 30.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ธ.ค.) สำหรับสัปดาห์ถัดไป (14-18 ธ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 29.80-30.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทของธปท. ผลการประชุมนโยบายการเงินของ Fed (15-16 ธ.ค.) กระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนปัจจัยทางการเมืองและสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิตของเฟดนิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน ธ.ค. ข้อมูลยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนพ.ย. นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม BOJ และ BOE การเจรจาข้อตกลง BREXIT ข้อมูลเศรษฐกิจเดือน พ.ย.ของจีน รวมถึงดัชนี PMI เบื้องต้นสำหรับเดือน ธ.ค. ของสหรัฐฯ ยูโรโซนและอังกฤษเช่นกัน สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย หุ้นไทยแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 9 เดือนเหนือแนว 1,500 จุด ก่อนจะกลับมาปิดสัปดาห์ที่ 1,482.67 จุด เพิ่มขึ้น 27% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 123,429.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.46% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.02% มาปิดที่ 327.81 จุด หุ้นไทยปรับตัวขึ้นตลอดสัปดาห์โดยมีแรงหนุนจากรายงานข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งกระตุ้นความคาดหวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับมีแรงหนุนเข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยี นอกจากนี้หุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากแรงซื้อสุทธิของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดีกรอบการปรับตัวขึ้นของหุ้นไทยเริ่มจำกัดในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางสัญญาณระมัดระวังก่อนวันหยุดยาว และนักลงทุนยังรอประเมินปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศอย่างใกล้ชิด สำหรับสัปดาห์ถัดไป (14-18 ธ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,470 และ 1,455 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,500 และ 1,530 จุดตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ประเด็นการเมืองของไทย การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (15-16 ธ.ค.) สัญญาณตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน ตลอดจนประเด็น Brexit ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านและยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. รวมถึงดัชนี PMI Composite เดือน ธ.ค. (เบื้องต้น) ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI Composite เดือน ธ.ค. (เบื้องต้น) ของญี่ปุ่นและยูโรโซน ตลอดจนข้อมูลเศรษฐกิจเดือน พ.ย. ของจีน คำแนะนำเพิ่มเติม: วิธีเล่นหุ้นสำหรับมือใหม่แบบละเอียดในปี 2020
  13. Dow Jones เปิดตลาดพุ่ง 1,700 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ทองคำสวนทาง ‘ร่วง 2.2%’ Dow Jones เปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่า 1,700 จุด ซึ่งเป็นการเปิดการซื้อขายของวันที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) เปิดดำเนินการ โดยสาเหตุหลักมาจากการประกาศชัยชนะเหนือการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของ Pfizer and BioNTech ที่ระบุว่าวัคซีนป้องกันไวรัสดังกล่าวที่ฉีดให้แก่ผู้ทดลองได้ผลสูงถึง 90% ราคาหุ้นส่วนใหญ่ล้วนปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดรับกับสัญญาณบวกดังกล่าว และคาดหวังว่า วงการแพทย์และสาธารณสุขของสหรัฐฯ จะค้นพบการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปแล้วมากกว่า 230,000 รายได้ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ Futures Dow Jones Industrial Average ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,718 จุด หรือ 6.1% สอดคล้องกับดัชนี Dow Jones ที่เปิดการซื้อขายของวันด้วยสถิติใหม่ 1,700 จุด หรือเพิ่มขึ้น 6% และ S&P 500 Futures เพิ่มขึ้น 4% แอนโทนี เฟาซี (Anthony Fauci) ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ กล่าวว่า อัตราความได้ผลของวัคซีนที่ Pfizer and BioNTech แจ้งไว้ที่ระดับ 90% นั้น สูงกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้มาก โดยเท่าที่ผ่านมา วัคซีนที่ได้ผลในอัตรา 50-60% ก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับได้ เริ่มเล่นหุ้น “ซึ่งความสำเร็จของวัคซีนครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการรักษาและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี” ปีเตอร์ บุ๊กวาร์ (Peter Boockvar) หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bleakley Advisory Group ให้ความคิดเห็น และระบุเพิ่มว่า ถึงเวลาแล้วที่นักลงทุนจะต้องกลับมาสนใจและลงทุนหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพราะกลุ่มนี้จะเริ่มฟื้นตัวกลับมา และขายหุ้นที่ได้อานิสงส์จากเทรนด์ Work from Home เพราะตอนนี้เรารับรู้แล้วว่าโควิด-19 ไม่ได้อยู่ตลอดไป สอดคล้องกับคำแนะนำข้างต้น หุ้นกลุ่มท่องเเที่ยว ร้านอาหาร และโรงแรมต่างปรับเพิ่มขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เมื่อได้รับข่าวดีจาก Pfizer and BioNTech หลังจากที่ซบเซามานานเพราะถูกโควิด-19 เล่นงาน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำปรับตัวลดลงมากกว่า 2% หลังจากที่ Pfizer and BioNTech ประกาศว่าวัคซีนที่ค้นพบมีอัตราความสำเร็จสูงถึง 90% โดยราคาทองคำ Spot ลดลง 2.2% มาซื้อขายที่ระดับ 1,908.55 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ปรับลดลง 2.2% มาอยู่ที่ 1,908.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1,965.33 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา รับแรงหนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า และท่ามกลางความหวังว่าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น หลังจากโ จ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี
  14. สรุปภาวะตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2563 ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday October 28, 2020 16:06 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบในวันนี้ โดยถูกกดดันจากเยนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และนักลงทุนวิตกกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ดัชนีนิกเกอิปิดที่ 23,418.51 จุด ลดลง 67.29 จุด หรือ -0.29% -- ตลาดหุ้นออสเตรเลียพลิกกลับมาปิดบวกได้เล็กน้อยในวันนี้ หลังจากที่ปรับตัวลงไปถึง 0.5% ในช่วงเปิดตลาด โดยภาวะการซื้อขายได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่สดใสของบริษัทจดทะเบียน และข้อมูลเงินเฟ้อที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ดัชนี S&P/ASX 200 ปิดที่ 6,057.7 จุด เพิ่มขึ้น 6.7 จุด หรือ +0.11% ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดวันนี้ที่ 6,262.50 จุด เพิ่มขึ้น 15.30 จุด, +0.24% -- ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นวันนี้ หลังจากที่ปิดลบมา 2 วันติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปิดวันนี้ที่ 2,345.26 จุด เพิ่มขึ้น 14.42 จุด หรือ 0.62% -- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นสินค้าผู้บริโภคและกลุ่มธุรกิจสุขภาพ ท่ามกลางความหวังที่ว่าเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดที่ 3,269.24 จุด เพิ่มขึ้น 14.92 จุด หรือ +0.46% -- ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดวันนี้ปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐและพรรคเดโมแครตอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดี นอกจากนี้ ตลาดยังกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐและทั่วโลก ดัชนีฮั่งเส็งปิดวันนี้ที่ 24,708.80 จุด ลดลง 78.39 จุด หรือ -0.32%
  15. 6 โบรกเกอร์หุ้น Binary ตัวเลือกที่ดีที่สุด 2020 ในปัจจุบันมีโบรกเกอร์คู่แข่งที่เติบโตขึ้นในตลาดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโบรกเกอร์จากภายในประเทศไทยหรือต่างประเทศก็ตาม โดยส่วนมากแล้วจะมีการบริการที่เป็นภาษาไทยซึ่งเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนรูปแบบนี้ได้อย่างง่ายดายและ แพลตฟอร์มการเทรดไบนารี่ออฟชั่นที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 มีดังต่อไปนี้ 1. Binary จุดเด่นที่มีการนำเทคโนโลยีการกำหนดราคาที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ช่วยให้นักลงทุนได้รับประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนเช่นเดียวกับผู้ค้าในตลาดของธนาคารกลาง โดยสามารถวิเคราะห์การลงทุนในตลาดกลางได้อย่างเรียลไทม์ อีกทั้งยังไม่มีการคิดค่าคอมมิชชั่นการการเทรดที่มาพร้อมกับฟีเจอร์หลักด้วยการเทรดสกุลเงินหลัก, ดัชนีหุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์และดัชนีสังเคราะห์ทั้งหมดโดยสามารถเลือกระยะเวลาตั้งแต่ 10 วินาทีถึง 365 วันและเลือกราคาการใช้สิทธิได้ด้วยตนเอง 2. Fxpro ด้วยความเป็นเลิศและนวัตกรรมมากกว่า 15 ปี จึงเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ให้การเข้าถึงตลาดการเงินคุณภาพสูงผ่านรูปแบบการดำเนินการขั้นสูง โดยเหมาะสมกับทั้งนักเทรดผู้เริ่มต้นและผู้เชี่ยวชาญที่มีโอกาสทำการซื้อขายออนไลน์ด้วย CFD บนตราสารมากกว่า 256 รายการใน 6 ประเภทสินทรัพย์ เช่น การลงทุนใน US30, EURUSD, ทองคำ, Apple, CFD ในตราสารที่หลากหลายรวมถึงคู่ สกุลเงินยอดนิยมทั้งฟิวเจอร์ส, ดัชนี, โลหะ, พลังงานและหุ้น ให้นักลงทุนได้สัมผัสกับตลาดโลกเพียงปลายนิ้วสัมผัสทั้งการซื้อขายผ่านมือถือและบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ 3. Olymptrade ความสะดวกสบายที่เปิดโอกาสให้ผู้เริ่มต้นลงทุนสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการฝากขั้นต่ำ 19 ดอลลาร์ และการเทรดเริ่มต้นเพียง 1 ดอลลาร์เท่านั้น จุดเด่นของแพลตฟอร์มนี้คือการเน้นการศึกษา, วิดีโอสอนการสัมมนาผ่านเว็บและกลยุทธ์การซื้อขายฟรีที่นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ด้วยพนักงานที่สามารถพูดได้มากกว่า 13 ภาษาจึงเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์และเป็นที่นิยมกับลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างมาก 4. FXTM FXTM เป็นสุดยอดที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเรียนรู้ เทรด และลงทุนได้ในเวลาเดียวกันด้วยเครื่องมือการเรียนการสอนแบบทีละขั้นตอน รวมไปถึงเครื่องมือการเทรดที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้สามารถลงทุนด้วยการเทรดออฟชั่นนี้อย่างไม่สิ้นสุด นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฝ่ายบริการลูกค้าภาษาไทยที่สามารถถามตอบปัญหาได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุดอีกด้วย 5. Xm เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม ด้วยการที่การันตีจากลูกค้ากว่า 196 ประเทศและพนักงานที่พูดได้มากกว่า 30 ภาษา ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้อย่างดีเยี่ยม สำหรับช่วงของเครื่องมือการซื้อขายในแพลตฟอร์มนี้ ลูนักลงทุนสามารถเลือกซื้อขายฟอเร็กซ์และ CFD ในดัชนี, หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์, หุ้นโลหะและพลังงานจากบัญชีซื้อขายเดียวกัน ด้วยเครื่องมือการซื้อขายที่หลากหลายจากแพลตฟอร์ม ที่เดียวเท่านั้น จึงทำให้การซื้อขายง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพ 6. Mitrade Mitrade คือโบรกเกอร์ที่ได้รับรางวัลผู้ให้บริการเทรดฟอเร็กซ์ และสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD) ผ่านระบบออนไลน์ ด้วยตราสารที่หลากหลายของเรา ท่านสามารถทำการเทรดในตลาดการเงินโลกได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้เลเวอเรจผ่านบนแอพพลิเคชั่นบนมือถือของเราและแพลตฟอร์มทางหน้าเว็ปไซต์ พบกับประสปการณ์เทรดที่เหนือกว่าด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูก การส่งคำสั่งซื้อขายอย่างรวดเร็ว และการบริการอันยอดเยี่ยม กับ Mitrade ท่านสามารถเลือกเทรดได้อย่างไม่จำกัด เรามีตราสารที่หลากหลายให้เลือก เช่น ฟอเร็กซ์ ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงินดิจิตอล คว้าโอกาสทางการเทรดได้แล้ววันนี้กับ Mitrade
×
×
  • Create New...