Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
popedern

คุยกานขำๆเรื่องทอง

Recommended Posts

ถามใหม่ ตอนนี้76 ถ้าอยากbuy stop คิดยังไง และควรตั้วราคายังไง

 

Buy Stop คือตั้งซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบันครับ

Buy Limit คือตั้งซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบันครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

เจ้ได้ 3 ดอลกว่าๆอะ

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

Buy Stop คือตั้งซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบันครับ

Buy Limit คือตั้งซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบันครับ

โอเช ขอบคุณจ้า

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

ยังไม่น่าเอสใช่มั้ยฮับ

มันเล่นอยู่18860-70 ถ้าขายคิดว่าจะลงอีก50฿ มั้ยซื้อคืนที่18800 ก็พอได้อยุ๋ เสี่ยงเอา แบ่งportดีๆ ขึ้นมาก็ขายอีก เหนือ19000 เห็นอยู่มีgap1260 รูเบ้อเริ่ม ไม่มาวันนี้ วันไหนก็ต้องมา แถมบาท น่าจะไม่อ่อนไปกว่านี้แล้ว เดา

Share this post


Link to post
Share on other sites

12-7-56-04.gifเมื่อเจ้าฮะลากทองลงมากินcutเรา

:ghost

 

 

เป้าหมายลงมาวัดได้หลายแบบมีตั้งแต่1270-1265

 

ถ้าเจ้าเล่นตามเทรนเหลืองก็ลงได้ถึง1267

ฟิชเชอร์บีบีราย15นาทีหุบแล้ว น่าจะลงได้อีกเล็กน้อย ถ้าให้เดาคิดว่าลงมาแถวๆ1265-1270 น่าจะแถวๆนี้เข้าซื้อปลอดภัย งั้นขยับbuy limit เป็น1267 cut1259 เป้า เป็น1313ตามเดิมจ้า

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

ส่วนตัวเดาแบบนี้ครับ ตามเส้นสีส้ม

 

49untitled-1.png

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

12-7-56-05.gifกราฟราย4ชม ดูเหมือนว่่าฟิชเชอร์บีบี ยกตัวขึ้นแล้วพร้อมจะลงทุกเมื่อ บวกกับแกบ1260-1263 วันนี้วันศุกร์ ทำไมทุกอย่างบอกว่าลงหละเนี่ย :ghost

เป้าหมายลงดูฟิโบสีขาวจุดที่น่าจะลงมากที่สุดคือฟิโบ61.8/76.4/100 เทียบเป็นราคาสปอตก็1242/1229/1208 :aa แต่คิดว่าน่าจะเป็นตัวเเรก1242 เพราะมีแนวรัรบสีฟ้าช่วยรับไว้ด้วยน่าจะเเข็งพอสมควร แต่ถ้าหลุดลงมา ก็มี1229/1208รอรับอยู่

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

กดsell สด1275.95 เป้า1263 cut 1280

ลุ้นๆๆๆปิดแกบก็ได้ :57

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

พี่บาสครับนี่เค้าจะลงมาให้ผมกับคุณนุชออกเหวเลยป่าวคัฟ ไม่ใช่ว่าลงเพราะจะดีดีตัวขึ้นนะครับครือดูกราฟไรไม่เป็นเลยหุหุ

Share this post


Link to post
Share on other sites

มันเล่นอยู่18860-70 ถ้าขายคิดว่าจะลงอีก50฿ มั้ยซื้อคืนที่18800 ก็พอได้อยุ๋ เสี่ยงเอา แบ่งportดีๆ ขึ้นมาก็ขายอีก เหนือ19000 เห็นอยู่มีgap1260 รูเบ้อเริ่ม ไม่มาวันนี้ วันไหนก็ต้องมา แถมบาท น่าจะไม่อ่อนไปกว่านี้แล้ว เดา

ไปนะ เจอกันดึกๆเลย โชคดีค่ะ

 

ขอบคุนคับเจ้าป้า ถ้าขายตอนนี้ได้ราคา 18810 อ่ะจิ คิดหนักๆ

Share this post


Link to post
Share on other sites

กดsell สด1275.95 เป้า1263 cut 1280

ลุ้นๆๆๆปิดแกบก็ได้ :57

 

คุนบาสค้าบเล่นแท่งเอสดีมั้ยอ่าค้าบ

Share this post


Link to post
Share on other sites

Market Anyware เล่าเรื่อง Elliott Wave

 

ผมพูดถึง Elliott Wave ในโพสนี้ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=566112370096569 มีผู้อ่านบางคนสนใจส่งข้อความมาใน Inbox ว่าอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ผมเลยอยากจะเล่าเสริมให้ฟังก่อนว่า เรื่องของ Elliott Wave และ Fibonacci ในมุมมองของผมนั้น มันไม่ใช่เรื่องตัวเลขมหัศจรรย์อะไร จริงๆ แล้วเป็นเพียงแค่จิตวิทยาการลงทุนของมหาชนเท่านั้น ซึ่งถ้าเราเข้าใจ Elliott Wave ในภาพใหญ่ได้แล้วก็จะทำให้เราเข้าใจแนวทางการลงทุนได้มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนประเภทใดก็ตาม

 

แอดมินเลยขออนุญาตเอาบทความ Elliott Wave ที่เคยเขียนมาลงให้อ่านกันครับ

 

ย้อนกลับไปในปี 1920-30s มีนักบัญชีอัจฉริยะคนหนึ่งชื่อ Ralph Nelson Elliott ได้ทำการวิเคราะห์วิจัยตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิดด้วยข้อมูล 75 ปี ของตลาดหุ้น เขาพบว่าในตลาดหุ้นนั้น แม้ดูเหมือนว่าจะมีพฤติกรรมที่การเคลื่อนไหวของราคาที่ไร้รูปแบบ แต่ท่ามกลางความวุ่นวายของทิศทางราคา กลับมีรูปแบบบางอย่างซ่อนอยู่ในความไร้รูปแบบนั้น

 

เมื่ออายุ 66 ปี เขาได้หลักฐานสุดท้ายที่ทำให้มั่นใจในการค้นพบของเขา เข้าตีพิมพ์ทฤษฎีลงหนังสือ ชื่อ The Wave Principle เขาบอกว่าตลาดนั้นมีการเทรดเป็นลักษณะวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากอารมณ์ของนักลงทุน ที่ส่งผลมาจากปัจจัยต่างๆ กัน

 

การสวิงขึ้นลงของทิศทางราคา สาเหตุนั้นเกิดจากพฤติกรรมทางจิตวิทยา ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบเดิมๆ ซ้ำๆ เสมอๆ เขาเรียกการสวิงขึ้นลงของราคาในลักษณะนี้ว่า Waves

 

เขาเชื่อว่า ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมราคาที่เกิดซ้ำๆ ได้ เราก็จะสามารถทำนายทิศทางราคาหุ้นได้ ว่ามันจะไปทางไหนในอนาคต

 

สิ่งนี้ทำให้ Elliott waves นั้นเป็นที่นิยมในหมู่ trader พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาเข้าใจ Elliott Wave แล้ว พวกเขาจะสามารถทำนายอนาคตของราคาหุ้นได้ หรือถ้าจะให้พูดอีกอย่าง Elliott Wave ทำให้ trader สามารถจับรูปแบบการเกิด top กับ bottom ของราคาหุ้นได้

 

สุดท้ายแล้ว เขาตั้งชื่อทฤษฎีของเขาว่า The Elliott Wave Theory

 

Five-Three Pattern

 

Mr. Elliott กล่าวว่า ตลาดและการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในตลาดนั้น เคลื่อนไหวใน pattern ที่เขาเรียกว่า 5-3 ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรม greed and fear ของนักลงทุนนั่นเอง

รูปแบบคลื่น 5 คลื่นแรก เรียกว่า Impulse wavesรูปแบบคลื่น 3 คลื่นหลัง เรียกว่า Corrective waves

 

ทำไมต้อง 5-3..??

 

สาเหตุมาจาก inflation นั่นเองครับ ในระยะยาวสินทรัพย์ทุกชนิดในโลกจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ (ยกเว้นก็แต่ fait currency) แต่การขึ้นของราคานั้นจะไม่ได้ขึ้นเป็นกราฟเส้นตรง เนื่องจากในระหว่างทางจะมีเรื่องของอารมณ์นักลงทุนและปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การขึ้นของราคาสินทรัพย์จึงเกิดความผันผวน ซึ่งลักษณะพื้นฐานของความผันผวนนี้จะสอดคล้องกับความกลัวและความโลภของนักลงทุนนั่นเอง

 

ขึ้น 5 ขั้น และตกลงมา 3 ขั้น ขึ้น 5 ขั้น และตกลงมา 3 ขั้น เป็น cycle แบบนี้วนเวียนไปไม่มีที่สิ้นสุด

 

กูรูด้าน Elliott Wave หลายคนอธิบาย Elliott Wave ควบคู่ไปกับคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนอย่าง Fibonacci โดยใช้หลักทาง technical analysis แต่จริงๆ เราไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจลึกถึงขั้นนั้น ก็สามารถนับ wave ได้อย่างแม่นยำพอสมควรด้วยการนำกราฟราคามาเทียบกับ “อารมณ์ตลาด” ซึ่งวิธีนี้จะแม่นยำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรานับ wave ในระดับใหญ่ๆ อย่าง cycle หรือ super cycle ที่มีช่วงเวลาของ cycle ยาวนานหลายปี หรือนับสิบๆ ปี

 

ลองมาดูกันครับว่า “อารมณ์ตลาด” ที่ว่า จะทำให้เราเข้าใจ Elliott Wave ได้อย่างไร..?

 

จุดเริ่มต้นของ Elliott Wave นั้นเกิดหลังจากจุดต่ำที่สุดของราคาหุ้น นั่นคือช่วงเวลาที่วิกฤติเลวร้ายถึงขีดสุด ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อหุ้นนั่นเอง

 

หลังจากตลาดหมีดำเนินมายาวนาน ราคาหุ้นตกต่ำต่อเนื่อง ผู้คนไร้ความหวังในหุ้นตัวดังกล่าว ช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัวไม่มีใครอยากที่จะลงทุนเพราะเข็ดขยาดกับการขาดทุนครั้งที่แล้วมาจนแม้หุ้นราคาจะถูกลงไปมาก แต่ความกลัวก็ยังครอบงำทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าซื้อ

 

Wave 1

แต่มาถึงจุดหนึ่งราคาหุ้นกลับเริ่ม reverse สูงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว นั่นเป็นเพราะมี smart money กลุ่มเล็กๆ ที่ชาญฉลาด พวกเขามองภาพใหญ่ทะลุปรุโปร่ง รู้ว่าราคาหุ้นนั้นตกลงมามากแล้ว ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว (Fundamental Change) ทำให้หุ้นมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับพื้นฐาน และเป็นเวลาเหมาะที่จะเข้าซื้อ เมื่อพวกเขาเข้าซื้อจึงทำให้ราคาหุ้นเริ่มวิ่งขึ้น คนจำนวนหนึ่งเมื่อเห็นหุ้นเริ่มวิ่งขึ้นจึงเริ่มเข้าซื้อตาม ทำให้เริ่มเห็นภาพตลาดเป็นตลาดกระทิงขนาดย่อมๆ

 

Wave 2

จุดนี้เป็นจุดที่ผู้คนส่วนหนึ่งที่ถือหุ้นมาก่อนหน้านี้ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายของตลาดหมีมา พวกเขาขาดทุนมานานมากจนคิดว่าที่หุ้นราคากระโดดขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่โชคดีชั่วคราว พวกเขาจึงรีบขายทำกำไร (หรือลดขาดทุน) เนื่องจากกลัวว่าหากทิ้งไว้นานเกินไปราคาหุ้นจะกลับไปตกต่ำที่จุดเดิม รวมทั้งกลุ่มคนที่เข้าซื้อหุ้นในช่วง wave 1 แต่ยังลังเล ไม่มั่นใจในพื้นฐาน เมื่อเห็นราคาขึ้นมาพอให้ได้กำไรพอสมควรจึงตัดสินใจเทขาย พวกเขายังไม่มีความเชื่อมั่นในหุ้นนั้นๆ อย่างแท้จริง คาดหวังแต่กำไรระยะสั้น จึงโยนโอกาสทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย เหล่านักวิเคราะห์ก็พาเหรดออกมาโจมตีหุ้น ข่าวร้ายต่างๆ นาๆ แห่เข้ามาจนคนส่วนใหญ่คิดว่าหุ้นนั้นราคาแพงเกินไปแล้ว

 

ด้วยเหตุนี้ราคาหุ้นจึงตกต่ำลงหลังจากวิ่งขึ้นมาระยะหนึ่ง พูดอีกแง่หนึ่งที่จุดนี้ผู้คนผสมผสานกันไปด้วยความกลัวและความโลภ ตลาดทำให้ราคาหุ้นไม่วิ่งไปยังจุดที่ควรจะเป็น

 

โดยปกติแล้ว wave 2 ราคามักจะร่วงลงมาประมาณ 38.2%-61.8% (จำง่ายๆ ว่า 40%-60% ก็ได้ครับ) เมื่อเทียบกับราคาที่พุ่งขึ้นไปในช่วง wave 1 (แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเลขนี้เสมอไป)

 

Wave 3

เมื่อความกลัวในตลาดเริ่มจางหาย ความจริงจะค่อยๆ เริ่มปรากฏชัด จาก wave 1 ที่คนริเริ่มเป็นกลุ่ม smart money ใน wave 3 นี้ผู้คนทั่วไปเริ่มสังเกตเห็นความน่าสนใจของหุ้นตัวนี้ได้จากข้อเท็จจริงที่เริ่มกระจายไปในวงกว้าง trader ส่วนใหญ่ “ในตลาด” จึงเริ่มเข้ามาซื้อ เมื่อผู้คนสนใจหุ้นตัวนี้มากขึ้น และอยากจะซื้อมัน ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทะลุราคาสูงสุดของ wave 1 ก่อนหน้านี้ไปอีกมาก ในคลื่นรอบนี้การวิ่งขึ้นของราคามักจะวิ่งตามปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริง จาก wave 1 ที่ราคาหุ้น undervalue มาถึง wave 3 ราคาจึงเริ่มวิ่งมาถึงจุดที่ราคาวิ่งมา ณ จุดที่เป็น intrinsic value และเริ่มเลยไปถึงจุดที่ใกล้จะ overvalue เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้น

 

แต่ช่วงเวลานี้คนจำนวนมากที่อยู่ “นอกตลาด” กลับเริ่มมองเห็นช่องทางการทำกำไรง่ายๆ ของคน “ในตลาด” และแล้ววงจรแห่งความโลภของมนุษย์จึงเริ่มที่จะกลับมาอีกครั้ง

 

Wave 4

trader กลุ่มหนึ่งเริ่มขายทำกำไร เพราะพวกเขาคิดว่าราคาหุ้นแพงไปแล้วเมื่อเทียบกับพื้นฐาน แต่ว่า wave นี้ราคาหุ้นกลับไม่ตกหนักมากเท่าไหร่ เพราะวงจรแห่งความโลภที่เพิ่งก่อตัว ผลักดันให้กลุ่มคน “นอกตลาด” ที่รู้ช้า แต่โลภมากวิ่งเข้ามา shopping เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ จนพยุงราคาหุ้นไม่ให้ตกลงมากนัก พวกเขายังมีความคิดว่าหุ้นตัวนี้ยังอยู่ในขาขึ้น และมองเห็นเป็นจังหวะเข้าซื้อเมื่อเห็นราคาเริ่มปรับฐานลงมา

 

โดยส่วนใหญ่ % ของการ correction ของราคาใน wave 4 มักจะน้อยกว่า wave 2 (นับจากจุดเริ่มต้น wave 1) ด้วยเหตุผลที่ greed > fear นั่นเอง โดยปกติแล้ว wave 4 ราคามักจะร่วงลงมาไม่เกิน 38.2% (จำง่ายๆ ว่าไม่เกิน 40% จากจุดเริ่มต้นก็ได้ครับ)

 

Wave 5

เป็นจุดที่คนทุกประเภท ทุกรูปแบบ ทุกอาชีพการงาน พุ่งเข้าหาตลาดหุ้นอย่างไร้เหตุผล ด้วยสาเหตุจากอารมณ์ความโลภของพวกเขาล้วนๆ ใครไม่มีเงินก็เล่นด้วย margin หรือกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาซื้อหุ้น โลภมากกลัวจะพลาดโอกาส ก็พยายามเข้าซื้อหุ้นด้วย leverage สูงๆ

 

ราคาหุ้นจึงเริ่มพองโตอย่างรวดเร็วแต่เปราะบางเหมือนกับฟองสบู่ พวกเขาเห็น CEO ของบริษัทออกมาพูดในคอลัมน์ต่างๆ ของนิตยสารดังๆ ในฐานะบุคคลแห่งปี, ข่าวดีต่างๆ เริ่มวิ่งเข้ามามากมาย, การคาดการณ์การเติบโตจากนักวิเคราะห์ทุกสำนักเห็นตรงกันว่าอนาคตบริษัทสดใส, trader และนักลงทุนเริ่มหาเหตุผลเพื่อเข้ามาซื้อหุ้นตัวนี้ โบรกเกอร์วางเป้าหมายราคาของหุ้นไว้ที่ทางช้างเผือก และพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้คุณคิดว่าหุ้นยังราคาถูกอยู่ ถ้าคุณเริ่มคิดว่าหุ้นตัวนี้แพงมากเกินไปแล้ว

 

ในขณะเดียวกับที่คนกลุ่มใหญ่แห่เข้าซื้อหุ้น ด้วยความคาดหวังต่างๆ นาๆ กลุ่ม smart money กลุ่มเดิมที่เริ่มเข้าซื้อใน wave 1 ก็มองเห็นล่วงหน้าอย่างทะลุปรุโปร่งว่า ราคาหุ้นนั้นเกินพื้นฐานไปมากแล้ว (อันที่จริงพวกเขาส่วนใหญ่ขายหุ้นไปหมดตั้งแต่ wave 3 หรือ 4 แล้วด้วยซ้ำ) พวกเขาเริ่มก้าวเข้ามา short หุ้นในตลาดด้วยปริมาณเงินที่มากกว่ามือสมัครเล่นหลายเท่าตัว นั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ฟองสบู่ที่พองบวมใน wave 5 ระเบิดออกอย่างรวดเร็ว

 

Wave A

ฟองสบู่เริ่มแตก ราคาหุ้นตกเนื่องจากราคาแพงเกินปัจจัยพื้นฐาน เมื่อ trader ส่วนใหญ่เข้าสู่ตลาดไปหมดแล้ว เมื่อไม่มีผู้ซื้อหน้าใหม่ๆ ทำให้ราคาไม่สามารถวิ่งขึ้นไปต่อไป เมื่อมีแต่คนอยากขาย แต่กลับไม่มีคนซื้อ ราคาหุ้นจึงเริ่มตกลงอย่างรวดเร็ว แต่ระยะนี้ข่าวดียังคงแพร่สะพัดอยู่ นักวิเคราะห์ยังคงให้ความหวังจนทำให้นักลงทุนเชื่อว่านี่คือการ correction เพื่อที่จะวิ่งขึ้นต่อไปในจุดที่สูงกว่าเดิม

 

Wave B

แม้แต่ในช่วงเวลาแห่งความเลวร้าย ความโลภก็ยังคงมีอำนาจครอบงำคนกลุ่มหนึ่งอยู่ พวกเขายังมีความเชื่อ (ที่ผิดๆ) ว่าการตกลงของราคาหุ้นครั้งนี้เป็นเพียงการ correction เหมือนครั้งก่อนๆ เมื่อเห็นราคาหุ้นตกลงมามากพอสมควร จึงคิดว่านี่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก รีบวิ่งเข้าไปซื้อหุ้น แรงซื้อนี้จะช่วยพยุงราคาหุ้นให้ rebound กลับขึ้นไปได้อีกครั้ง เพียงแต่ว่ามันยังไม่มากพอที่จะฉุดให้หุ้นกลับมายืนราคาได้ในระยะยาว กลุ่ม smart money เมื่อเห็นราคาหุ้นกลับ rebound ขึ้นมาจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะ short หุ้นหนักเข้าไปอีก

 

Wave C

ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ wave C เป็นช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายอย่างแท้จริง ตลาดพังทลาย ราคาหุ้นตกต่ำอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมี trader แห่เข้ามา short หุ้นในตลาด กลุ่มคนที่โง่แต่โลภมากเล่นหุ้นด้วย margin เริ่มถูกบังคับ force sell ยิ่งทำให้ราคาหุ้นตกหนักเข้าไปมากกว่าเดิม ตลาดมีแต่ความโกลาหล ความกลัว ความหมดอาลัยตายอยาก ความสูญเสียครอบคลุมอยู่ทั้งตลาด ในตอนนี้แม้หุ้นจะมีราคาถูกมากๆ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ หรือมีความอยากที่จะเข้าซื้ออีกแล้ว

 

และแล้วหลังจาก wave C ดำเนินมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็จบ cycle และวนกลับไปเป็น wave 1 อีกครั้ง

 

รายละเอียดต่างๆ ที่ผมเล่านั้นเป็นวงจรที่เกิดขึ้นมาตลอดในโลกการเงินตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ในทุก asset class รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย บางครั้ง Impulse Wave อาจจะไม่จำเป็นต้องมีครบ 5 wave เช่น หุ้นอาจจะมีแค่ wave 3 โดยขาด wave 4 และ wave 5 เลยก็เป็นได้ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง Fundamental Change อย่างฉับพลันจนไม่ทันได้ก่อเกิดฟองสบู่ คนก็เปลี่ยนใจจากหุ้นไปเสียก่อนแล้ว

และขาลงบางทีก็ไม่ได้จำกัดแค่ 3 wave เช่น อาจจะมี rebound 2 ครั้ง จาก a-b-c กลายเป็น a-b-c-b-c ในกรณีที่คนโลภยังมีมาก และยังมีการพยายามดันราคาหุ้นให้ขึ้นมากกว่า 1 รอบ

 

ดังนั้นใครที่คิดว่า Elliott Wave นั้นเป็นสูตรเด็ด กฏตายตัวที่ต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป นั่นคือความคิดที่ผิดครับ และถ้าคุณดูกราฟอย่างเดียว โดยไม่ดู fundamentals เลย คุณจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า cycle ที่คุณกำลังศึกษาอยู่นั้น มันมีจุดผิดปกติที่ตรงไหน wave ไหนเกินมาหรือ wave ไหนขาดไปบ้าง

 

หัวใจของ Elliott Wave คือการช่วยให้เราเข้าใจ cycle ของสินทรัพย์ แม้จะมีการแตกต่างในรายละเอียดแต่ในภาพใหญ่วงจรการเกิดและการพังทลายของตลาดนั้นไม่แตกต่างกัน ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ แต่ก็ยังคงมีคนโลภจำนวนมากที่จะต้องเจ็บปวดเพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่ตลอดมา

 

It’s the sad fact. What we learnt from history is that we did not learn anything from history at all...

 

 

 

1002934_566249686749504_115894903_n.jpg

 

 

 

 

30

Market AnyWare

 

บทความจาก Market Anyware - SET เข้าสู่ Wave 5.. ช่วงเวลากอบโกย ที่ดูน่าอันตราย..?

 

ต่อจากโพสที่แล้ว https://www.facebook.com/MarketAnyWare/posts/566112403429899 ที่ผมพูดถึงตลาด SET ในมุมมองของผมที่กำลังเริ่มต้น Wave 5 หลังจบการ correction ของ Wave 4 อันยาวนานเมื่อเดือนที่แล้ว(อ่าน Elliott Wave ได้ที่นี่ครับ https://www.facebook.com/MarketAnyWare/posts/566249706749502)

 

ทำไมปัจจุบันถึงนับเป็น Wave 5 ของ Elliott Wave..?

1. ราคาหุ้นถ้าวัดจากค่า P/E ตอนนี้ (ประมาณ 16 เท่า) เป็นจุดที่หุ้นนับว่าเริ่ม "ไม่ถูก" แล้ว ใน Wave 5 ราคาหุ้นจะเริ่ม overvalue เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน เป็นจุดที่ค่อนข้างสอดคล้องกันพอดี

2. การปรับฐานในช่วง Wave 4 ที่ผ่านมาบังเอิญว่าหุ้นปรับฐานพอดีที่ 38.2% ซึ่งค่อนข้างตรงกับกลไกทางจิตวิทยาของหุ้นในช่วง Wave 4 เข้า Wave 5

3. มุมมองเศรษฐกิจไทยของผมหลังจากนี้คิดว่าค่อนข้างมีปัญหาเนื่องจากประเด็นการลงทุนภาครัฐที่ยังคลุมเครือ, ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตไม่สดใสนักในไตรมาสที่ผ่านมา, ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูง ทำให้การบริโภคของประชาชนอาจจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้ไม่มากนัก นั่นหมายความว่า fundamental ของประเทศในตอนนี้ยังไม่เอื้อต่อการเติบโตของผลประกอบการบริษัทไปพร้อมๆ กับราคาหุ้น นั่นหมายความว่า เมื่อหุ้นขึ้นรอบนี้ ราคาวิ่ง แต่ปัจจัยพื้นฐานไม่วิ่งตาม ราคาจะเริ่มไกลจากพื้นฐานไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็น character ของ Wave 5 อย่างชัดเจน

4. ยังไม่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใหญ่ด้านปัจจัยพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งเงินทุนไหลเข้า (ยังเหมือนเดิมคือ FED คง QE แต่เงินยังไหลเข้าตลาดทุนไทยไม่มากเท่า Emerging Market อื่นๆ) และปัจจัยในประเทศที่ยังไม่มีแนวโน้มไปทางบวกเท่าไรนัก

 

อย่าลืมว่า wave 5 เป็น wave แห่งฟองสบู่ มีความเปราะบางสูง เนื่องจากธรรมชาติของ wave 5 เป็น wave ที่ราคาหุ้นจะเริ่มแพงเกินพื้นฐานครับ และมีโอกาสล่มเข้าสู่ขาลง (corrective wave a,b,c) ได้เสมอครับ ถ้าปัจจัยพื้นฐานของประเทศไม่ดี บริษัทจดทะเบียนกำไรหดลง ส่งออกแย่ ฯลฯ

 

แต่สำหรับการมอง Wave ของผมแล้ว Wave 5 ในรอบนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงกลับเป็น Wave 3 ได้ หากปัจจัยพื้นฐานมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน (Major Fundamental Shift) เช่น ถ้าผลประกอบการบริษัทดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา (อาจจะเกิดจากการบริโภค, การขยายตัวของการส่งออก หรือการกระตุ้นจากการลงทุนหรือมาตรการอื่นๆ ของรัฐบาล เช่นมาตรการด้านภาษี) ทำให้ราคาหุ้นกลับมาไม่แพงเมื่อเทียบกับการเจริญเติบโตของผลกำไร หรือถ้าเกิดฟลุ๊ค รัฐบาลสามารถเดินหน้าในเรื่องการลงทุน 2.2 ล้านล้านหรืองารบริหารจัดการน้ำ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ยาวนาน Wave 5 นี้ก็อาจจะกลับเป็น Wave 3 ซึ่งกินเวลายาวนานนับปีๆ ก็ได้ครับ จนกว่าหุ้นจะเริ่ม correction แรง ไปพร้อมๆ กับราคาหุ้นที่เริ่มเกินมูลค่าอีกครั้ง

 

สรุปก็คือ Wave ของผมนั้นไม่ตายตัว อ้างอิงกับปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ตอนนี้ผมมองเป็น Wave 5 ในอนาคต ถ้าเปลี่ยนกลับเป็น Wave 3 ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

 

เอาล่ะ มาดูกราฟกันบ้าง

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 24-25 มิถุนายนที่ผ่านมา (ดูรูป) คือราคาหุ้นที่ตกลงใน Wave 4 มีแนวรับเส้น fibonacci 38.2% ที่ 1,346 รับไว้ได้พอดี (บังเอิญหรือเปล่า แต่ใครดู Wave แม่นๆ จะเจอความบังเอิญพวกนี้บ่อยจนเป็นเรื่องปกติเลยครับ) หลังจากนั้น SET เริ่ม rebound แรง พร้อมๆ กับการก้าวเข้าสู่ Wave 5 นั่นเอง

 

แต่ผมจะต้องบอกก่อนว่าในทุกๆ Wave ของ Elliott Wave ก็ยังมี Wave ย่อยๆ บรรจุอยู่ในนั้น เช่น ใน Wave 5 ก็จะมี Wave ย่อยเป็น 5.1,5.2,5.3,5.4,5.5 และ 5.a,5.b,5.c (ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องครบทุก Wave ก็ได้นะครับ มันไม่ใช่กฏตายตัว)

 

ดังนั้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนั้นเรากำลังก้าวเข้าสู่ Wave 5.1 นั่นก็คือราคาหุ้นวิ่งแรงหลังจากเจอการ correction อันยาวนาน ซึ่งแน่นอนครับ ในช่วง Wave 4 ตลาดไทยมีนักลงทุนรายย่อยที่ขาดทุนอย่างหนักจำนวนมาก และต้องทนกับการขาดทุนแบบไร้ความหวังยาวนานถึงประมาณ 2 เดือน

 

ดังนั้นใน Wave 5.1 เมื่อหุ้นเริ่มวิ่งขึ้นถึงระดับหนึ่ง จะมีแรงเทขายจากนักลงทุนรายย่อยที่เป็นกลุ่มที่ขาดทุนหนักใน Wave 4 ออกมาตลอด (สังเกตช่วงการขึ้นในปลายๆ Wave 5.1 แต่ละวันราคา SET จะเปิดสูงและปิดต่ำเป็นแท่งเทียนสีแดงตลอด (ช่วงวันที่ 27-29) นั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่า มีคนเทขายทำกำไร (หรือลดขาดทุน) ตลอดทางขาขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกของ Wave 1 (ใครไม่เคยอ่านลองคลิกไปอ่านได้ครับ อ่าน Elliott Wave ได้ที่นี่ครับhttps://www.facebook.com/MarketAnyWare/posts/566249706749502)

 

เมื่อแรงขายเริ่มมากกว่าแรงซื้อ หุ้นก็เข้าสู่ Wave 5.2 นั่นก็คือการ correction จากความไม่มั่นใจของนักลงทุน (ในกรณีนี้เจอความกลัวซ้ำซ้อนเรื่องการชะลอ QE เข้าไป ทำให้ฝรั่งก็เทขายตามไปด้วย) แต่การ correction หนักถึง 61.8% นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใน Wave 2 ครับ ดูจากภาพ แนวรับ Wave 5.2 ถ้าดูจากเส้น fibonacci จะอยู่ที่ประมาณ 1,390 จุด ซึ่งตลาดปิด ณ วันที่ 10 กรกฏาที่จุด 1,388 (โดยมีลักษณะถูกดันขึ้นในช่วงปิดตลาด) หลังจากนั้นในวันถัดมา SET กระโดดแรงทันที (มีข่าว FED ยืนยันต่อ QE เข้ามาประกอบด้วย แต่แรงซื้อมีชัดเจนตั้งแต่เย็นวันที่ 10 แล้ว)

 

แต่หัวใจสำคัญคือ การ correction จาก Wave 5.1 ไป 5.2 นี้ ไม่มีสัญญาณ divergence บอกให้เตรียมตัวล่วงหน้าได้เหมือนกรณีก่อนๆ ที่ผมเคยยกตัวอย่างมา จริงๆ แล้วนักลงทุนเทคนิคสามารถจัดการกับสถานการณ์แบบนี้ได้สองวิธีครับ

1. ช่างมัน - ถ้าคุณเข้าซื้อหุ้นช่วงตอนเริ่มต้นของ Wave 5.1 ได้ นักลงทุนเทคนิคระยะกลางหรือระยะยาว สามารถปล่อยวางให้หุ้น correction ใน Wave 5.2 ได้โดยไม่ต้องหวังทำกำไรรอบสั้นๆ เพราะสุดท้ายหุ้นจะกลับเข้าสู่ Wave 5.3 และวิ่งยาวได้เอง ซึ่งถ้าคุณเป็นกลุ่มที่ไม่โลภ ก็สามารถอดทนรอคอย Wave 5.3 ได้

2. กรูโลภ - ถ้าคุณโลภ อยากได้เงินทั้งขาขึ้น 5.1 และขาลง 5.2 แต่ไม่มีสัญญาณ divergence นำทาง คุณอาจจะต้องเริ่มลองสังเกตการเริ่มต้นของ Wave 5.2 โดยใช้กลไกอื่นๆ เป็นตัววัด เช่น Fibonacci Retracement กลยุทธ์ของผมเองคือเมื่อเส้น 38.2% (1,422 ดูจากภาพ) รับไม่อยู่ ก็ทำการปิดสัญญา long และเปิดสัญญา short โดยมีแนวรับที่ 61.8% (ที่ 1,390) แต่การเล่นแบบนี้มีความเสี่ยงเพราะ

(a) สัญญาณเทคนิคในกรอบเวลาสั้นๆ จะมีความแม่นยำต่ำกว่ากรอบเวลายาวๆ สรุปง่ายๆ ว่า fibo ในกรอบ Wave ย่อยนี้อาจจะไม่แม่นก็เป็นได้

(B) upside/downside ในกรอบย่อยนี้น้อยมาก จนอาจจะไม่คุ้มที่คุณจะเข้าไปเสี่ยง อย่าลืมว่าเราไม่สามารถเข้าที่จุดต่ำสุด และออกที่จุดสูงสุดได้ ดังนั้นกรอบที่เหลือให้เราทำกำไรก็ยิ่งแคบลง

 

ปิดท้าย ผมคิดว่าตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ Wave 5.3 ซึ่งจะเป็น uptrend ไปอีกระยะเวลาพอสมควร (หลักหลายเดือน) จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้าน Fundamental อีกครั้ง (เช่น ตุลา อาจจะมีกระแสชะลอ QE เข้ามาอีก) แต่อย่าคาดหวังว่าการขึ้นครั้งนี้จะรวดเร็วและรุนแรงเหมือนที่ผ่านๆ มา อาจจะเป็น sideway up ไปเรื่อยๆ โดยมีการ correction ระหว่างทางก็เป็นได้

 

นอกจากนี้ Wave 5.1, 5.2, 5.3 ของผมจริงๆ มันอาจจะกลายเป็น Wave ย่อยของย่อย (5.1.1, 5.1.2, 5.1.3) ก็ได้ครับ ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานในอนาคตทั้งสิ้น ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าผมเปลี่ยนมุมมอง wave ในอนาคต 555 (แต่ไม่ว่าจะเป็น wave หลัก, wave ย่อย ก็ไม่มีผลกับ strategy การลงทุนแต่อย่างใดครับ)

 

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของแอดมิน คิดต่างกันได้ไม่ใช่เรื่องแปลก ยินดีแลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกท่านครับ

 

ขอให้โชคดีในการลงทุน

ทีมงาน Market Anyware

993906_566476340060172_1475559258_n.png

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

กดsell สด1275.95 เป้า1263 cut 1280

ลุ้นๆๆๆปิดแกบก็ได้ :57

กำ เจ้จะbuy เลยมะเอา

 

ไมเจ้มองสวนคุณบาสเรื่อยเลย

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอบคุณมากมายครับพี่บาส

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Loading...

  • Recently Browsing   0 members

    No registered users viewing this page.

×
×
  • Create New...