Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
moddang

การบริหารสมอง..

Recommended Posts

" Brain Gym "

 

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

การออกกำลังสมองหรือการบริหารสมองดังวิธีต่อไปนี้ สามารถช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพความจำได้

 

วิธีเสริมความจำ

 

1. ถ้าต้องการเพิ่มวงจรใหม่ในสมอง ใช้ มือข้างที่ไม่ถนัดทำกิจกรรมประจำวัน วันละหลายๆครั้ง เช่น ปรกติแปรงฟันด้วยมือขวา ก็เปลี่ยนมาใช้มือซ้าย หรือ รูดซิปด้วยมือซ้ายก็เปลี่ยนมาใช้มือขวาแทน สมองจะรู้ว่าคุณใช้มือผิดข้างเนื่องจากข้อมูลทางประสาทและการเคลื่อนไหวจากมือข้างนั้น ความสับสนเช่นนี้จะกระตุ้นให้เกิดวงจรใหม่ในสมอง เพราะสมองพยายามที่จะจัดการกับกิจกรรมใหม่ตามข้อมูลที่ได้มา (ใช้วิธีนี้กับกิจกรรมที่ง่ายๆและไม่เป็นอันตรายเท่านั้น)

 

2.เมื่อพยายามจำข้อมูลใดข้อมูลหนึ่ง ให้เชื่อมโยงกับสิ่งที่จะช่วยทำให้คุณจำได้ง่าย อาจเป็นวลี สูตร หรือคำคล้องจอง เช่น ถ้าอยากจะจำพยัญชนะอักษรกลาง อาจจะจำว่า “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง” ก็ได้

 

3.เทคนิคช่วยจำอีกอย่างหนึ่ง การผูกเป็นเรื่องสั้นๆยิ่งสนุกสนาน ยิ่งเหลือเชื่อก็ยิ่งดี สมมติว่า ต้องไปธนาคาร ห้องสมุด ร้านขายเนื้อ และแวะบ้านเพื่อนที่ชื่อบ๊อบเพื่อคืนหนังสือ อาจจะแต่งเรื่องว่า “เจ้าบิ๊กบ๊อบ คนขายเนื้อใช้ปืนปล้นธนาคารแล้วหนีไปซ่อนตัวในห้องสมุด”

Brain GYM หรือ การบริหารสมอง การบริหารสมองนั้นแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มท่า คือ

 

1. :blink: การเคลื่อนไหวสลับข้าง (Cross Over Movement)

 

เป็นท่าที่ช่วยให้การทำงานของสมองสองซีกถ่ายโยงข้อมูลกันได้ เช่น สมองซีกซ้ายสามารถนำจินตนา การ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จาก สมองซีกขวามาใช้ช่วยในการอ่าน เขียน และช่วยให้กล้ามเนื้อ ทำงานประสานกันได้ดี การให้เด็กทำท่าเหล่านี้ จะทำให้ทราบว่าเด็กมีปัญหาในเรื่องการทำงาน ประสานกันของตา มือ และเท้าหรือไม่ หากพบจะได้ช่วยเหลือเด็กได้ทันท่วงที

 

1.1 ยกขาขวางอให้ตั้งฉากกับพื้นพร้อมกับยื่นแขนทั้งสองออกไปด้านหน้า คว่ำมือลงขนานกับพื้น แกว่งแขนทั้งสองไปด้านข้างลำตัว ตรงข้ามกับขาที่ยกขึ้น แกว่งแขนทั้งสองกลับมาอยู่ที่ด้านหน้า พร้อมกับวางเท้าขวาไว้ที่เดิม เอามือลง เปลี่ยนขา ทำเช่นเดียวกัน

 

1.2 ก้าวเท้าขวาวางหน้าเท้าซ้าย พร้อมกับยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปด้านหน้า มือคว่ำลงขนานกับพื้น แกว่งแขนทั้งสองไปด้านข้างลำตัว ตรงข้ามกับขาที่ก้าวออกไป แกว่งแขนทั้งสองข้างกลับมาอยู่ด้านหน้า พร้อมกับชักเท้าขวาวางที่เดิม เอามือลง เปลี่ยนเท้าทำเช่นเดียวกัน

 

1.3 ยกขาขวางอไปด้านหลัง พร้อมกับยื่นแขนทั้งสองออกไปด้านหน้า มือคว่ำลง แกว่งแขนทั้งสองไปด้านข้างลำตัวตรงข้ามกับขาที่ยกขึ้น ให้มือซ้ายแตะส้นเท้าขวา แกว่งแขนทั้งสองกลับมาอยู่ด้านหน้า พร้อมกับวางเท้าขวาไว้ที่เดิม เอามือลง เปลี่ยนขา ทำซ้ำเช่นเดียวกัน

 

1.4 วิ่งเหยาะๆ อยู่กับที่ช้าๆ

 

1.5 นั่งชันเข่า มือสองข้างประสานกันที่ท้ายทอย เอียงข้อศอกซ้ายแตะที่หัวเข่าขวา ยกข้อศอกซ้ายกลับไปที่เดิม เปลี่ยนเป็นเอียงข้อศอกขวา ทำเช่นเดียวกัน

 

1.6 กำมือซ้ายขวาไขว้กันระดับหน้าอก กางแขนทั้งสองข้างออกห่างกันเป็นวงกลมแล้วเอามือกลับมาไขว้กันเหมือนเดิม

 

1.7 กำมือสองข้าง ยื่นแขนตรงไปข้างหน้า ให้แขนคู่กัน เคลื่อนแขนทั้งสองข้างพร้อมๆกัน หมุนเป็นวงกลมสองวงต่อกันคล้ายเลข 8ในแนวนอน

 

1.8 ยื่นแขนขวาออกไปข้างหน้า กำมือชูนิ้วโป่งขึ้น ตามองที่นิ้วโป่ง ศีรษะตรงและนิ่ง หมุนแขนเป็นวงกลม 2 วงต่อกันคล้ายเลข 8 ในแนวนอน ขณะหมุนแขนตามองที่นิ้วโป้งตลอดเวลา เปลี่ยนแขน ทำเช่นเดียวกัน

 

2. ;) การยืดส่วนต่างๆของร่างกาย (Lengthening Movement)

 

เป็นท่าที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองส่วนหน้าและส่วนหลัง ทำให้มีสมาธิในการเรียนรู้และการทำงาน

 

2.1 ยืนหันหน้าเข้าผนัง เว้นระยะห่างเล็กน้อย ยกมือสองข้างดันฝาผนัง งอขาขวา ขาซ้ายยืดตรง ยกส้นเท้าขึ้น เอนตัวไปข้างหน้า เล็กน้อย พร้อมกับหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ วางส้นเท้าลง ตัวตรงหายใจออกช้าๆ งอขาซ้าย ทำเหมือนขาขวา

 

2.2 ยืนไขว้ขาทั้งสองข้าง ยื่นทรงตัวให้ดี หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ก้มตัวลงไขว้แขน หายใจออกช้าๆ ยืดตัวขึ้น เปลี่ยนขาทำเช่นเดียวกัน

 

2.3 นั่งไขว่ห้าง กระดกปลายเท้าขึ้น-ลง พร้อมกับนวดขาช่วงหัวเข่าถึงข้อเท้า เปลี่ยนขาทำเช่นเดียวกัน

 

2.4 มือขวาจับไหล่ซ้าย พร้อมกับหายใจเข้าช้าๆ ตามองมือขวา ดึงหัวไหลเข้าหาตัว พร้อมกับหันหน้าไปทางขวา ทำเสียง “อู” ยาวๆ เปลี่ยนมือทำเช่นเดียวกัน

 

2.5 ใช้มือทั้งสองข้างทำท่ารูดซิปขึ้น (สุดแขนด้านล่าง แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ) หายใจเข้าช้าๆ ทำท่ารูดซิปลง หายใจออกข้าๆ

 

3. :huh: การเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้น (Energizing Movement)

 

เป็นท่าที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระแสประสาท ทำให้เกิดการกระตุ้นความรู้สึกทางอารมณ์ เกิดแรงจูงใจเพื่อช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น

 

 

3.1 ใช้นิ้วชี้นวดขมับเบาๆ ทั้งสองข้างวนเป็นวงกลม

 

3.2 จุดตำแหน่งต่างๆ ในร่างกายที่จะกระตุ้นการทำงานของสมอง

 

3.2.1 ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้วางบริเวณกระดูกคอ ลูบเบาๆ อีกมือวางที่ตำแหน่งสะดือ กวาดตามองจากซ้ายไปขวา และจากพื้น ขึ้นเพดาน เปลี่ยนมือทำเช่นเดียวกัน

 

3.2.2 ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะเหนือริมฝีปาก อีกมือวางที่ตำแหน่งกระดูกก้นกบ กวาดตามองจากพื้นขึ้นเพดาน หายใจเข้า-ออกช้าๆ ลึกๆ เปลี่ยนมือทำเช่นเดียวกัน

 

3.2.3 ใช้มือนวดกระดูกหลังใบหูเบาๆ อีกมือวางที่ตำแหน่งสะดือ ตามองตรงไปข้างหน้าไกลๆ จินตนาการวาดรูปวงกลมด้วยจมูก เปลี่ยนมือ ทำเช่นเดียวกัน

 

3.2.4 ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางวางที่ใต้คาง อีกมืออยู่ที่ตำแหน่งสะดือ หายใจเข้า-ออก ช้าๆ ลึกๆ สายตามองจากไกลเข้ามาใกล้ เปลี่ยนมือทำเช่นเดียวกัน

 

3.3 นวดใบหูด้านนอกเบาๆ ทั้งสองข้าง แล้วใช้มือปิดหูเบาๆ ทำช้าๆ หลายๆครั้ง ควรทำท่านี้ก่อนอ่านหนังสือ

 

3.4 ใช้มือทั้งสองเคาะที่ตำแหน่งกระดูกหน้าอก โดยสลับมือกันเคาะเบาๆ

 

4. :) ท่าบริหารร่างกายง่ายๆ (Useful)

 

 

4.1 นั่งบนเก้าอี้ ยกเท้าขวาขึ้นพาดบนขาซ้าย มือกุมฝ่าเท้าขวา หายใจเข้า ออกช้าๆ ลึกๆ 1 นาที แล้ววางเท้าลงบนพื้นเหมือนเดิม ให้เท้า ทั้งสองข้างแตะพื้น กำมือเข้าด้วยกัน แล้วใช้ปลายลิ้นกดที่ฐานฟันล่างประมาณ 1 นาที จะเป็นท่าทีมีประสิทธิภาพสูงมาก ช่วยลดความเครียด ความอึดอัด และความคับข้องใจ เปลี่ยนขา ทำซ้ำเช่นเดียวกัน

 

4.2 กำมือทั้งสองข้าง ยกขึ้นไขว้กันระดับตา ตามองมือที่อยู่ด้านนอก เปลี่ยนมือทำเช่นเดียวกัน

4.3 วางมือซ้อนกันที่ด้านหน้า หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ คว่ำมือลง หายใจออกช้าๆ แล้ววาดมือออกเป็นวงกลม วางมือ ไว้ที่เดิม

 

4.4 ใช้มือทั้งสองปิดตาที่ลืมอยู่เบาๆ ให้สนิท จนมองเห็นเป็นสีดำมืดสนิทสักพัก แล้วค่อยๆเอามือออก เริ่มปิดตาใหม่ ควรจะทำ ก่อนอ่านหนังสือ

 

4.5 ใช้นิ้วมือทั้งสองข้างเคาะเบาๆทั่วศีรษะ จากกลางศีรษะออกมา ด้านขวาและซ้ายพร้อมๆกัน

เกิดอะไรขึ้นหลังบริหารสมอง(Brain GYM)

 

หลังจากบริหารสมองอย่างต่อเนื่องจะพบว่าร่างกายสดชื้นขึ้น ทำให้สมองส่วน (Corpus Callosum) มีความแข็งแรงและเชื่อมสมองทั้งสองซีกให้ทำงานประสานกันอย่างคล่องแคล่วขึ้น เมื่อสมองเกิดการตื่นตัว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อน ไหว ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความตื่นเต้น และทำให้จิตใจสงบ เกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ เกิดแรงจูงใจ ทั้งยังช่วยเพิ่มความจำระยะสั้นและระยะยาว

 

นางวิภา กมลพันธ์ ครูโรงเรียนวัดไผ่ตัน นำการบริหารสมองไปใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนชั้น ป. 1 ที่เรียนซ้ำชั้น ที่มีปัญหาแตกต่างกันไป อาทิ ไม่ตั้งใจเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียนและการทำงาน นอกจากนี้บางคนยังมีพฤติกรรมชอบแกล้งเพื่อน เฉื่อยชา บางคนเรียนรู้ได้ช้าไม่ทันเพื่อน แต่หลังจากให้เด็กกลุ่มนี้ทำการบริหารสมองเป็นประจำทุกวัน วันละ 30 นาที ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ปรากฏว่าปัญหาต่างๆลดลง เด็กนักเรียนแต่ละคนมีพัฒนาการเรียนรู้ในทางที่ดีขึ้น อาจมากน้อยแตกต่างกันออกไป

 

สมองเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน ครูไม่อาจรู้ได้ว่าเด็กคนไหนมีสมองส่วนใดบกพร่องไปบ้าง การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสมองของพวกเขาแต่เนิ่นๆ ด้วยการบริหารสมอง ซึ้งทำได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่ช่วยแก้ไขความบกพร่องของเด็กในรายที่มีปัญหา และยังเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ให้กับเด็กปกติรายอื่นๆ อีกด้วย

ข้อควรรู้ก่อนบริหารสมอง

1. ควรทำการบริหารสมองท่าต่างๆ ซ้ำประมาณ 4- 6 ครั้งเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

2. ขณะทำการบริหาร ควรหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ แล้วหายใจออกช้าๆ อย่ากลั้นลมหายใจ

3. ไม่ควรรับประทานอาหารจนอิ่ม หรือรู้สึกหิวเกินไป

4. ไม่ควรบริหารสมองหลักจากดื่มแอลกอฮอล์

5. ดื่มน้ำบริสุทธิ์อย่างน้อยวันละ 12 แก้วขึ้นไป เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่สูญเสียน้ำได้รวดเร็วมาก เมื่อสมองขาดน้ำจำทำให้สมองตื้อ

 

การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสมองของเด็กด้วยการบริหารสมอง ทำได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่ช่วยเพิ่มทักษะทางกายและทางสมองให้กับเด็ก และยังเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ โดยหลังจากบริหารสมองอย่างต่อเนื่อง จะพบว่า ร่างกายสดชื่นขึ้น ทำให้ตัวเชื่อมสมองส่วนซ้ายและขวา (Corpus Callosum) มีความแข็งแรง และเชื่อมสมองทั้งสองซีกให้ทำงานประสานกันอย่างคล่องแคล่วขึ้น เมื่อสมองเกิดการตื่นตัว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความตื่นเต้น และทำให้จิตใจสงบ เกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้

การบริหารสมองแบ่งได้ 4 แบบคือ:

 

:rolleyes: การเคลื่อนไหวสลับข้าง (Cross over Movement)

 

:mellow: การยืดส่วนต่างๆของร่างกาย (Lengthening Movement)

 

:blink: การเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้น (Energizing Movement)

 

:blush: ท่าบริหารร่างกายง่ายๆ (Useful)

 

การบริหารสมองนั้น มีท่าทางต่างๆดังนี้:

 

1. ยกขาขวางอให้ตั้งฉากกับพื้น พร้อมกับยื่นแขนทั้งสองออกไปด้านหน้า คว่ำมือลงขนานกับพื้น แกว่งแขนทั้งสองไปด้านข้างลำตัว

 

2. ตรงข้ามกับขาที่ยกขึ้น แกว่งแขนทั้งสองกลับมาอยู่ด้านหน้า พร้อมกับวางเท้าขวาไว้ที่เดิม เอามือลง เปลี่ยนขา ทำเช่นเดียวกัน

 

01.jpg

 

3. ก้าวเท้าขวาวางหน้าเท้าซ้าย พร้อมกับยื่นแขนทั้งสองออกไปด้านหน้า มือคว่ำลงขนานกับพื้น แกว่งแขนไปด้านข้างลำตัวตรงข้ามกับขาที่ก้าวออกไป แกว่งแขนทั้งสองข้างกลับมาอยู่ด้านหน้า พร้อมกับชักเท้าขวาวางที่เดิม เอามือลง เปลี่ยนเท้า ทำเช่นเดียวกัน

 

4. วิ่งเหยาะๆ อยู่กับที่ช้าๆ

 

02.jpg

 

5.นั่งชันเข่า มือสองข้างประสานกันที่ท้ายทอย เอียงข้อศอกซ้ายแตะที่หัวเข่าขวา

ยกข้อศอกซ้ายกลับไปที่เดิม เปลี่ยนเป็นเอียงข้อศอกขวา ทำเช่นเดียวกัน

 

6. กำมือซ้ายขวาไขว้กันระดับหน้าอก กางแขนทั้งสองข้างออกห่างกันเป็นวงกลม

แล้วเอามือกลับมาไขว้กันเหมือนเดิม

 

03.jpg

 

7. กำมือสองข้าง ยื่นแขนตรงไปข้างหน้า ให้แขนคู่กัน เคลื่อนแขนทั้งสองข้างพร้อมๆกัน

หมุนเป็นวงกลมสองวงต่อกัน คล้ายเลขแปดในแนวนอน

 

8. ยื่นแขนขวาออกไปข้างหน้า กำมือชูนิ้วโป้งขึ้น ตามองที่นิ้วโป้ง ศีรษะตรงและนิ่ง

หมุนแขนเป็นวงกลม 2 วงต่อกัน คล้ายเลขแปดในแนวนอน ขณะหมุนแขน ตามองที่นิ้วโป้งตลอดเวลา เปลี่ยนแขน ทำเช่นเดียวกัน

 

04.jpg

 

9. ยืนหันหน้าเข้าผนัง เว้นระยะห่างเล็กน้อย ยกมือสองข้างดันฝาผนัง

งอขาขวา ขาซ้ายยืดตรง ยกส้นเท้าขึ้น เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

พร้อมกับหายใจเข้า ช้าๆ ลึกๆ วางส้นเท้าลง ตัวตรงหายใจออกช้าๆ

งอขาซ้าย ทำเหมือนขาขวา

 

05.jpg

 

จาก : นิตยสาร Premier Fashion. Issue.131, May - June 2008

Edited by moddang..

Share this post


Link to post
Share on other sites

มาบริหารสมองกันเถอะ

 

คุณอยากมีอาการหัวใสคิดอะไร "ปิ๊ง ปิ๊ง" ตอนทำงานทุกครั้งหรือเปล่า ?

จริงๆ แล้วไม่มีใครอยากบื้อไบ้รับประทานหรอก เวลาเจอโจทย์ยากๆ หรือแม้แต่คำถามง่ายๆ

อย่างนี้เราลองมาบริหารสมองกันดูซิว่าจะได้ผลตามที่คาดหวังหรือเปล่า

1. ประสานงานสมอง

การเขียนเลข 8 ในอากาศด้วยมือทั้ง 2 ข้างๆ ละ 5 ครั้ง

โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8

วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่าน และการทำความเข้าใจดีขึ้น

และทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน

 

2. น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง

วางขวดน้ำไว้ใกล้ๆโต๊ะของคุณเป็นประจำ และคอยจิบทีละน้อย

วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา

และสมองก็จะเปิดว่าง สามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี

เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท

ถ้าเวลาที่รู้สึกเครียด เพราะขาดน้ำ จึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย

 

3. นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ

วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู

เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก

ค่อยๆเคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่นๆของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง

ให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้น

เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง

 

4. บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่

ให้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า

จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง

จากนั้นสูดลมหายใจลึกๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวา พร้อมกับห่อไหล่

ค่อยๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวา จนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้

ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ

เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้างและทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง

วิธีนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน, การฟัง

และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานานอีกด้วย

 

5. นวดจุดเชื่อมสมอง

วาง มือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณใต้ กระดูกไหปลาร้า และค่อยๆนวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 นาที

วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสน กระตุ้นพลังงานและช่วยให้มีความคิดแจ่มใส

 

6. บริหารขา

โดยการยืนตรงให้เท้าชิดกัน ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง

โดยยกส้นเท้าขึ้น งอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย

ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออก

ในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ ค่อยๆกดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น

หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนจากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวา

โดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับการปรับปรุงสมาธิ

รวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย

 

7. กดจุดคลายเครียด

ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และตีนผม

กดค้างไว้ประมาณ 3-10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง

 

8. บริหารสมองด้วยการเขียน

เขียนเส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมๆ กัน

ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว

วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานพร้อมกัน

และเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและคำนวณดีและรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

 

......

 

การบำรุงรักษา และฝึกฝนสมอง

 

:P :D

 

การ พัฒนาของสมองจะมีมากที่สุดในช่วงที่ยังเป็นเด็กเล็ก และอัตราการพัฒนาของสมองจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น การบำรุงรักษาสมองให้ดี สามารถทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง

และเซลล์ประสาท เช่น พืช ผักและผลไม้ที่มีวิตามิน B1 วิตามิน B6 และวิตามิน B12

ที่มีในข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง

 

นอกจากนี้ มีหลักฐานจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากใบแปะก๊วย

จะสามารถช่วยบำรุงเซลล์ประสาทให้ทำงานได้ดี รักษาความจำให้ดีขึ้นได้

 

ในทางตรงข้าม การดื่มเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท เช่น ยากล่อมประสาท ยาบ้า

จะมีผลต่อการทำงานของเซลล์ประสาท หรือระบบประสาททำให้เซลล์ประสาททำงานผิดปกติ

และทำให้มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดปกติ เช่น

เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงหลอนและทำให้แสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติได้

สำหรับผู้ใหญ่วัยกลางคน หรือผู้สูงอายุ การรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ

 

และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูง

และโรคเบาหวาน อันจะนำไปสู่การป้องกันการเกิดโรคสมองขาดเลือด

 

การฝึกฝนความจำทั้งความจำระยะสั้น และระยะยาว การฝึกฝนการคิดคำนวณ

การฝึกความคิดสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอ

จะช่วยเพิ่มเส้นใยประสาทของเซลล์ประสาทให้มีการเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น

 

พร้อมกันนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีที่บรรจุอยู่ที่ปลายประสาทให้มีมากเพิ่มขึ้นด้วย

 

มี หลักฐานงานวิจัยประมาณไว้ว่า สมองของมนุษย์มีประมาณ 1,000,000,000,000 เซลล์ (หนึ่งล้านล้านเซลล์) และแต่ละเซลล์อาจเชื่อมโยงกับเซลล์ประสาทอื่นๆ อีกประมาณ 80,000 - 100,000 เซลล์ ความเชื่อมโยงของเซลล์ประสาททั้งหมดในสมองมีอยู่จำนวนมหาศาลคือ

ประมาณ 1 แล้วตามด้วยเลขศูนย์ประมาณ 800 ตัว (10800) !

 

ดังนั้น พอจะอนุมานได้ว่า พลังสมองที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน

เป็นเพียงพลังสมองที่คิดเป็นเศษเสี้ยวของพลังสมองทั้งหมดที่มีอยู่

 

ศักยภาพของสมองมนุษย์มีอยู่มากมายมหาศาล

และพลังของสมองนั้นไม่มีขอบเขตจำกัด

 

.......

 

อาหารบำรุงสมอง

 

:wub: :huh:

 

อาหารมีความสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ไม่แพ้การพัฒนาทางร่างกายเป็นความจริง ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

ดัง นั้น คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย จึงปรนเปรออาหารการกินให้กับลูกๆ ด้วยหวังว่าอาหารเหล่านี้ จะทำให้ความคิดแล่นความจำดีสมองโปร่งใสทำให้ลูกเฉลียวฉลาดได้

อาหารที่เชื่อกันว่าช่วยบำรุงสมองมีอยู่หลายอย่าง เช่น

เนื้อสัตว์ นม ไข่ น้ำซุปไก่เป็นต้น แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะเป็นปลา

 

ผู้ใหญ่มักให้เด็กกินปลา โดยอ้างว่าปลาบำรุงสมอง กินปลาแล้วจะฉลาดขึ้น

และถ้ากินหัวปลาได้ จะยิ่งฉลาดเข้าไปใหญ่

หากอาหารสามารถบำรุงสมองได้จริงเช่นนั้น เชื่อว่าเด็กส่วนใหญ่ในประเทศไทยคงไม่สอบตก

 

ฉะนั้นจะหวังให้อาหารช่วยให้ฉลาดขึ้นคงจะเป็นไปไม่ได้เพราะอาหารช่วยบำรุงสมองได้

ในระยะที่สมองเติบโต หรือในระยะเริ่มแรกของชีวิตเท่านั้น

เมื่อเด็กเข้าโรงเรียนสมองเติบโตเต็มที่เสียแล้ว

ไม่ว่าจะทำนุบำรุงเรื่องอาหารเพียงใดก็ย่อมไม่ทำให้เฉลียวฉลาดขึ้น

ความเฉลียวฉลาดของแต่ละคน

 

ส่วน หนึ่งขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ ถึงกรรมพันธุ์จะเป็นตัวกำหนด ขีดขั้นตอนสติปัญญา แต่เด็กมักจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเต็มขั้นตามกรรมพันธุ์กำหนดหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่รับประทานในช่วงตั้งครรภ์และอาหารที่ลูกกินใน ช่วงแรกของชีวิต

 

ถ้าหากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่รับประทานอาหารครบห้าหมู่และ

มี ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เซลล์สมองของลูกจะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่เป็นรากฐานที่มั่นคง เมื่อได้รับการศึกษาได้เล่าเรียนฝึกฝนก็ย่อมมีโอกาสที่จะมีสติปัญญาเฉลียว ฉลาดได้เต็มขั้นตามที่กรรมพันธุ์กำหนด

ตรงกันข้าม เมื่อขาดแคลนอาหารทั้งในปริมาณ

และคุณภาพเซลล์สมองไม่อาจเจริญเติบโตอย่างเต็มที่

 

เมื่อสมองหยุดเจริญเติบโตแล้วจำนวนเซลล์สมองของเด็กเหล่านี้

อาจ น้อยกว่าเด็กที่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอถึงร้อยละ 15 ถึง 20 อาการซึมเศร้า และเชื่องช้าที่ปรากฏภายนอกเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นผลของจำนวนเซลล์ ที่น้อยกว่าปกติ

แม้จะได้รับการศึกษาเล่าเรียน มีโอกาสได้รับการฝึกฝนเท่าเทียมกับเด็กคนอื่น ก็ไม่อาจมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเต็มขีดขั้นที่กรรมพันธุ์กำหนดได้

 

หรืออีกนัยหนึ่งถึงพ่อแม่จะฉลาดหลักแหลมเพียงใดลูกก็ไม่มีโอกาสฉลาดเท่าเทียมพ่อแม่ได้

ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า อาหารมีอิทธิพลต่อการพัฒนาของสมองตั้งแต่ก่อนเด็กเกิด

 

นับตั้งแต่ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของแม่เลยทีเดียว อาหารบำรุงสมองของเด็ก

จึงเป็นอาหารในระยะตั้งครรภ์ของแม่ และอาหารของเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 1-2 ปี

 

ในขณะคุณแม่ตั้งครรภ์ จึงควรเอาใจใส่อาหารการกิน อย่างน้อยที่สุดต้องกินให้ครบห้าหมู่

เพิ่มอาหารที่ให้โปรตีนสูง ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ และนม

ถ้าหากมีรายได้น้อยอาจพึ่งโปรตีน จากถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง เป็นต้น

 

ถ้าคุณแม่บางรายกินนมวัวไม่ได้ ก็ควรเลี่ยงไปกินนมถั่วเหลืองแทน

อาหารบำรุงสมองที่ดีที่สุดของทารกแรกเกิด คือนมแม่

เมื่อเด็กอายุครบ 4 เดือนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ ควรให้อาหารอื่นเพิ่มเติม

ไม่ใช่เฉพาะข้าวกับกล้วยเท่านั้น ควรหัดให้เด็กกินไข่ เนื้อปลา ผักและผลไม้ต่าง ๆ

และถือโอกาสปลูกฝังนิสัยการกินอาหารที่ดีเสียแต่เนิ่น ๆ

 

(Cover จาก โภชนาการดี ชีวีมีสุข กองโภชนาการ กรมอนามัย)

 

http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=2782

Edited by moddang..

Share this post


Link to post
Share on other sites

เอามารวมไว้ที่เดียวกันค่ะ

 

 

คุณเคยออกกำลังสมองมั้ย?

 

699271cdv95juxma.gif

 

อีกบทบาทหนึ่งของนักกิจกรรมบำบัดในการใช้กิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองให้ออกกำลัง เพราะร่างกายต้องการการออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงฉันใด เหตุใดสมองจึงไม่ต้องการการออกกำลังเพื่อป้องกันสมองฝ่อลีบเล่า

 

นักวิจัยพบว่าสมองส่วน Cerebral Cortex ของมนุษย์ สามารถสร้างเครือข่ายประสาท (Nerve Plexus) ซึ่ง เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ แม้ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะมีอายุมากขึ้นแต่เครือข่ายเหล่านี้ก็ไม่หยุดเชื่อมต่อ ระหว่างกัน ซึ่งสรุปได้ว่าจำนวนเครือข่ายประสาทเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกว่าคนๆ นั้น จะมีอายุยืนยาวหรือไม่ ซึ่งโดยปกติเครือข่ายประสาทจะถูกสร้างเพิ่มขึ้นด้วยการออกกำลังสมอง

 

ปัจจุบัน พบว่าถึงแม้เซลล์สมองจะลดลงในผู้สูงอายุ แต่ถ้ามีการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์มากขึ้น เซลล์เหล่านี้จะไปทดแทนและทำหน้าที่แทนเซลล์ที่ตายแล้ว ซึ่งทำให้สมองยังคงมีประสิทธิภาพทั้งๆ ที่อายุมากขึ้น จากงานวิจัยพบว่าคนทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือความจำ จะอายุยืนยาวกว่าคนที่ทำงานโดยไม่ต้องใช้สมอง เช่น งานซักรีดประจำวัน ซึ่งโดยมากใช้ความเคยชินในการทำงาน ดังนั้นเราไม่ควรปล่อยให้สมองอยู่เฉยๆ แต่ควรจะต้องใช้สมองทำงานซึ่งจะทำให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การมีอายุยืนยาวขึ้น หากเราละเลยไม่ใช้สมอง ก็จะทำให้สมองเสื่อมและเหี่ยวแฟบลงในที่สุด

 

ผู้ สูงอายุส่วนใหญ่จะไม่สามารถจำเหตุการณ์ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นได้ เพราะประสบการณ์ชีวิตของท่านเหล่านั้นสอนให้ท่านจำแต่เรื่องที่จำเป็น โดยสมองจะคัดเรื่องที่ไม่สำคัญทิ้งไปเพื่อให้สมองไม่ทำงานหนักเกินไป ดังนั้นถ้าเราต้องการป้องกันสมองถดถอย เราจะต้องใช้สมองทำงานหลายอย่าง เช่น ถ้าเราเก่งคำนวณ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิทยาศาสตร์ เราควรจะรู้ด้านศิลปะด้วย โดยอาจจะฝึกเล่นดนตรีและวาดภาพ ขณะเดียวกันถ้าเราเป็นนักดนตรี เราควรเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้านวิทยาศาสตร์ การทำเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นให้สมองอีกด้านหนึ่งทำงาน เป็นการป้องกันไม่ให้สมองทำงานหนักเกินไปเพียงด้านเดียว ดังนั้นเราควรสนใจหัดเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์บ้างในบางครั้งบางคราว ซึ่งการทำสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนจะช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้สร้างเครือข่าย ประสาทเพื่อเชื่อมต่อกับเซลล์สมองอื่นๆ ในกระบวนการทำงานหรือการเรียน เป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างเครือข่ายและเชื่อมกับระบบประสาท ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดอาการสมองถดถอยลง ทำให้อายุของเรายืนยาวขึ้นซึ่งช่วยให้เราสนุกกับการทำกิจกรรมในชีวิตต่อไป

เทคนิควิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยออกกำลังสมอง มีดังนี้

 

1. พยายามเดินถอยหลังแทนการเดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว

2. พยายามนับเลขถอยหลัง เช่น 100, 99, 98 …. แทนการนับแบบปกติ 1, 2, 3 ….

3. ถ้าเคยชินกับการเขียนด้วยมือขวา ก็ลองใช้มือซ้ายหัดเขียน ในทำนองเดียวกันถ้าถนัดซ้าย ก็หัดเขียนมือขวา แล้วจะพบว่าในที่สุดเราสามารถใช้ทั้งมือขวาหรือมือซ้ายเขียนได้

4. ถ้าเป็นพนักงานบัญชีและทำงานกับตัวเลขทั้งวัน ลองพยายามหัดทำงานในเชิงศิลปะ เช่น ทำสร้อยข้อมือหรือสร้อยคอจากหินสีต่างๆ ทำงานเพ็นต์สีลายกระจกหรือขวด หรือหัดทำเค้กรูปแบบและลายต่างๆ

5. ถ้าทำงานสำนักงานและต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ในห้องเย็นๆ ทั้งวัน หลังเลิกงานควรหากิจกรรมที่จะกระตุ้นร่างกายให้เคลื่อนไหวทำ เช่น ลีลาศหรือเต้นรำในจังหวะต่างๆ ว่ายน้ำ ดำน้ำ หรือ โยคะ เป็นต้น

6. ถ้าทำงานด้านศิลปะอยู่แล้ว ให้หัดเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เรียนการใช้ลูกคิดแบบญี่ปุ่น หรือ หัดขับรถโกคาร์ท (Go Kart) เป็นต้น

7. ถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพ และใช้กำลังทางร่างกายอยู่เสมอ อาจจะต้องพยายามใช้สมองเพื่อการคิด เช่น เล่นเกมส์ปริศนาอักษรไขว้ (Crossword) หรือเรียนภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม

 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อช่วยให้เกิดความคิดในการออกกำลังสมองทั้ง 2 ด้าน และทำให้มีการสร้างเครือข่ายประสาท (Nerve Plexus) เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายมากขึ้น เท่านี้ก็สามารถป้องกันสมองฝ่อได้โดยไม่ต้องใช้ยา

 

ความ ลับคือ ถ้าเราทำงานอาชีพด้านใด ให้พยายามทำสิ่งตรงข้ามกับงานอาชีพที่ทำเป็นประจำ เพื่อให้สมองได้รับการกระตุ้นและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้สมองไม่ทำงานด้านเดียวหนักเกินไป

 

“เริ่มเสียแต่วันนี้ อย่ารอจนคุณแก่เกินแก้ไข”

 

http://www.otat.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=5359526&Ntype=2

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

"10 วิธีออกกำลังสมอง"

 

ณัฐธินันท์ ชาญชยาศีร์

 

-_- :wub:

 

พอพูดถึงการออกกำลังคนส่วนใหญ่จะนึกถึงการออกกำลังกายเป็นหลัก จนบางครั้งลืมนึกถึงสมองซึ่งเป็นกองบัญชาการใหญ่ไปเลย ทั้งที่จริงสมองก็เหมือนร่างกายส่วนอื่นๆ คือถ้าใช้งานมากๆก็เกิดอาการเมื่อยล้าได้เหมือนกัน แต่ถ้าหากรู้วิธีการออกกำลังกายสมองอยู่เป็นประจำก็สมองก็จะปลอดโปร่ง มีความคิดสร้างสรรค์และฉับไวได้เร็วขึ้น

 

เราจึงแนะนำเกร็ดความรู้ 10 วิธีออกกำลังสมองดังนี้

 

[ 1. หลีกหนีความจำเจ หากทำอะไรซ้ำ ๆ นอกจะทำให้เรารู้สึกเบื่อแล้ว สมองก็เบื่อด้วยเหมือนกัน ลองหาอะไรใหม่ๆทำบ้าง เช่น เต้นรำ เรียนทำอาหาร จะช่วยให้เซลล์ประสาทผ่อนคลายหายเครียดจากงานประจำได้

 

2. สูดกลิ่นใหม่ ๆ ถ้าจมูกเราได้กลิ่นเดิม ๆ บ่อยเข้า จะทำให้ประสาทส่วนรับกลิ่นชินชาต่อกลิ่นนั้น จนทำให้การรับกลิ่นอื่น ๆ ด้อยคุณภาพลงไปด้วย เราควรเปลี่ยนกลิ่นใหม่ เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นกาแฟ เป็นต้น

 

3. รับรสสัมผัสใหม่ ๆ ขณะอาบน้ำลองเปลี่ยนจากการใช้ฟองน้ำถูตัวมาใช้ใยบวบ หรือใช้แต่มือเปล่า ถูตัวดูบ้าง เพื่อให้ประสาทสัมผัสได้รับสัมผัสทางกายที่แตกต่างกันบ้าง

 

4. เปลี่ยนความถนัดส่วนตัว ลองเปลี่ยนมาใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัดในการทำกิจวัตรส่วนตัวดูบ้าง ไม่ว่าจะหวีผม แปรงฟัน แล้วคุณจะพบว่าการหลีกจากความซ้ำซากจำเจไม่เพียงแต่ทำให้คุณรู้สึกสนุกสนาน แต่ยังทำให้สมองส่วนต่าง ๆ ได้ทำงานอีกด้วย

 

5. หาทางเดินใหม่ ๆ ลองหาเส้นทางใหม่ ๆ ที่ใช้เดินเล่นไปที่ทำงาน หรือเดินกลับบ้านเพื่อสมองจะได้คิดหาเส้นทางและคุณจะได้พบสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

 

6. ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม จัดบ้าน จัดสวน เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ เปลี่ยนรูปหรือนาฬิกาแขวนหรือออกไปพบปะผู้คนใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สมองด้านซ้ายซึ่งทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์มีการพัฒนาที่ดีขึ้น

 

7. เสริมความทรงจำด้วยกลิ่น ขณะพูดโทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือ ลองสูดดมน้ำมันหอมระเหยไปด้วย เช่น กลิ่นมิ้นต์ หรือกลิ่นมะนาว จะช่วยกระตุ้นให้ความจำในรายละเอียดดียิ่งขึ้น

 

8. ลองรับประทานอาหารรสชาติแปลกใหม่ทุกวัน เพื่อให้ประสาทรับรสทำงานได้ดีขึ้นรวมไปถึงบรรยากาศการตกแต่งที่แตกต่างจะทำ ให้สมองของคุณรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปในที่แปลกใหม่ด้วย

 

9. ปิดประสาทรับเสียง ลองใช้ที่อุดหูฝึกใช้แต่ตาและจมูกดูสักพัก จะเป็นการพัฒนาประสาทในการมองเห็นและการดมกลิ่นได้เป็นอย่างดี

 

10. เติมความรู้สึกดี ๆ ให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสายใยความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้นแล้ว ความรู้สึกด้านบวกยังช่วยพัฒนาสมอง และอารมณ์ให้ดีขึ้นอีกด้วย

 

รู้วิธีออกกำลังกายสมองแล้วอย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างสมองให้พัฒนาความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ด้วย

 

 

แหล่งข้อมูล : http://www.geocities.com/care_h18/ch2.html

http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=2858

Share this post


Link to post
Share on other sites

ออกกำลังสมอง..... ต้านอัลไซเมอร์

รศ.พ.ญ.วรพรรณ เสนาณรงค์

ภาควิชาอายุรศาสตร์

Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

 

ความกังวลของลูกหลานที่มีต่อคุณตา คุณยาย หรือผู้สูงอายุที่บ้านมักมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคที่สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้นอย่างอัลไซเมอร์

 

อัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อม (DEMENTIA ) ชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากสารหลั่งในสมองที่เกี่ยวกับความจำลดลงและมีการตายของเซลล์สมองพบ ว่ามีสารผิดปกติ อมัยลอยด์ในสมองผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลงจนกระทั่ง ส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ในช่วง 8 -10 ปี หลังจากเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการสมองเสื่อมรุนแรง ยิ่งขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติแม้กระทั่งการแปรง ฟัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป แต่อาจพบในผู้ที่อายุน้อยกว่าก็ได้ซึ่งมักจะมีประวัติสมองเสื่อมใน ครอบครัวด้วย โรคนี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ตรงที่ยัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากเพียงแต่ประคับประคองไม่ให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว การดูแลรักษาประคับ ประคอง เช่น การบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง และรักษาจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด เข้าร่วมสังคมสม่ำเสมอ

 

และที่สำคัญคือ ออกกำลังสมอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ไม่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

 

การออกกำลังสมอง

 

การออกกำลังสมอง หรือนิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ (Neurobics Exercise) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยไม่ให้สมองเสื่อมเร็วกว่าวัย ทั้งนี้การออกกำลังสมองเปรียบได้กับการออกกำลังของร่างกายที่จะต้องเคลื่อน ไหวเพื่อใช้กล้ามเนื้อหลายๆ ส่วนให้ทำงานเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ดังนั้น การออกกำลังสมองจึงเป็นเสมือนการฝึกให้สมองส่วนต่างๆ มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กัน ทำให้ระบบการทำงานของสมองแข็งแรงและมีพลังขึ้น เพราะเมื่อฝึกออกกำลังสมองบ่อยๆ สมองจะมีการหลั่งสารที่เรียกว่านิวโรโทรฟินส์ เปรียบเหมือน “อาหารสมอง” ที่ทำให้เซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ“เดนไดรต์” ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ ประสาททำงานดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโตและเซลล์สมองแข็งแรง

 

เมื่อเซลล์สมองส่วนใหญ่แข็งแรง จะทำให้เกิด “พุทธิปัญญา” อันหมายถึง ความจำ สมาธิ การรับรู้ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสดงออก รวมไปถึง “การทำงานของสมองระดับสูง” คือ การคิด แก้ปัญหา หรือการตัดสินใจ และการวางแผนที่ดีขึ้น ทำให้การทำงานของสมองยังคงประสิทธิภาพดี แข็งแรง และชะลอความเสื่อม เรียกง่ายๆ ว่า “สมองแข็งแรง” เหมือนการออกกำลังให้ร่างกายนั่นเอง

 

สำหรับหลักการออกกำลังสมองนั้น สามารถทำโดยส่งเสริมให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น ลิ้มรส และการสัมผัส ได้ทำงานประสานเชื่อมโยงกับความพึงพอใจ หรือที่เกี่ยวข้องกับ “อารมณ์” (Emotional Sense) ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยใช้กิจกรรมในชีวิตประจำวันเดิมของเราเป็นตัว ช่วย เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการไปจากเดิม

 

ยกตัวอย่างเช่น มีการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง 2 ข้าง ทำงานประสานกัน เช่น การพรวนดิน การเย็บผ้า เนื่องจากพฤติกรรมและการรับรู้ต่างๆ เกิดจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา การใช้มือข้างขวา สมองด้านซ้ายซึ่งบังคับมือขวาจะได้รับการกระตุ้น ขณะที่สมองด้านขวาบังคับการทำงานมือซ้าย ดังนั้นเมื่อเราฝึกทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้ร่างกายซีกซ้ายและขวาทำงานเข้าด้วยกัน ก็เท่ากับช่วยให้สมองทั้งสองซีก ได้รับการกระตุ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

 

การออกกำลังสมองนั้น สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าอยู่บ้านสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ที่บ้านได้ เช่น ในขณะฟังเพลงอาจ หลับตา เพื่อจะได้มีสมาธิจดจ่อกับดนตรีได้ดีขึ้น การปั้นตุ๊กตาด้วยดินน้ำมัน หรือประดิษฐ์ดอกไม้จากแป้ง ก็จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวหนังให้ได้รับรู้มากขึ้น

 

ในระหว่างเดินทางก็ฝึกสมองได้ อย่างเมื่อต้องขับรถไปทำงานทุกวันก็ลอง เปลี่ยนเส้นทางที่ใช้อยู่เดิมบ้าง อาจเป็นเส้นทางใหม่ที่รู้อยู่แล้ว หรือเส้นทางทดลองขับก็ได้ เพราะทั้งวิวทิวทัศน์ กลิ่น และเสียงของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นทั้งสมอง ชั้นนอกและฮิปโปแคมปัส ให้สร้างแผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นในสมอง หรืออาจเปลี่ยนวิธีการเดินทางบ้าง เช่น จากที่เคยขับรถก็อาจนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้ามาทำงานแทน ส่วนความเคยชินที่เปิดแอร์ระหว่างขับรถทุกวันก็ลองเปิดกระจกขับรถบ้าง แต่ก็ควรเลือกเส้นทางที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น

 

ขณะทำงานก็อาจฝึกสมองไปด้วย เช่น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย เพื่อเติมข้อมูลใหม่ๆให้กับสมอง ทั้งการจำลักษณะใบหน้า เสียงพูดหรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานคนนั้น หรืออาจจะชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ น่าดีใจที่คนไทยตื่นตัวกับความผิดปกติที่เกี่ยวกับความจำมากกว่าแต่ก่อน ถือ เป็นเรื่องดีที่ผู้ป่วยหรือญาติจะเอาใจใส่ สังเกตอาการผิดปกติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการรักษา เพราะหากพบอาการผิดปกติเร็ว ยังไม่ร้ายแรง ก็จะสามารถรักษาได้ผลมากกว่าปล่อยทิ้งไว้นาน

สำหรับ ท่านที่มีผู้สูงอายุในบ้านมีปัญหาความจำเสื่อมหรือความจำบกพร่อง อยากพูดคุยปรึกษา ติดต่อเราได้ที่ คลินิกความจำ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 น. โทร. 0 2419 7101-2 ได้ทุกวันทำการค่ะ

 

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=718

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

ได้ความรู้มากเลยนะคะ ต้องกลับไปทบทวนและลองปฎิบัติบ้างแล้วค่ะ ก่อนที่อัลไซเมอร์จะมาหา ขอบคุณค่ะ :rolleyes:

Share this post


Link to post
Share on other sites

บริหารสมองเป็น 2 เท่า

 

 

 

รายละเอียดของการออกกำลังอยู่ในกระทู้ด้านล่างค่ะ

Edited by moddang..

Share this post


Link to post
Share on other sites

อยู่อย่างไรให้ไกลอัลไซเมอร์ 5 เคล็ดวิธีหนีสมองแก่

 

 

 

 

โรคภัยหลายต่อหลาย โรคหาใช่แค่มีผลกับเจ้าตัวเองเท่านั้นหากแต่ส่งผลต่อคนรอบข้างด้วย โดยอัลไซเมอร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ท่านทั้งหลายอาจสังเกตได้ว่าบางคราเราก็ลืมโน่นนี่ทั้งที่ได้เตือนตัวเอง ก่อนออกจากบ้านแล้ว พอไปถึงที่ทำงานเผชิญกับภารกิจเยอะเข้ามากวนความสนใจเราทำให้ต้องกลับมานั่ง ถามตัวเองว่าลืมอะไรไปหนา ซึ่งถ้าว่าไปการลืมประเภทนี้หาใช่การลืมที่เกิดจากสมองเสื่อมไม่หากแต่ลืม จากการที่สติเราหายไม่อยู่กับเนื้อตัวมัวแต่นึกถึงเรื่องรอบข้าง

 

ดังที่เป็นแฟชั่นกันในหมู่นักการเมืองที่แต่ละท่านต้องค้างคดีหนึ่ง คดีใดในศาลให้ต้องถูกอัปเปหิซ้ำซากกันอยู่ หรือบางท่านก็มีฝีมือการลืมได้ระดับพระกาฬอย่างกรณีที่เห็นเป็นข่าวกันไปไม่ นานว่าลืมได้แม้กระทั่งเด็กในรถยนต์ ซึ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็นอาการลืมชั่วคราวที่เกิดได้ในคนทั่วไปเวลาต้องทำ งานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) ถือเป็นเรื่องธรรมดา

 

แต่สำหรับอีกหลายท่านกลับไม่เป็นเช่นว่านั้น กล่าวคือ เริ่มมีอาการลืมง่ายแม้กระทั่งสิ่งที่เพิ่งทำไปไม่นาน ไม่ว่าจะกินอาหารไปแล้วหรือยังหรือว่านั่งกินยาไปแหม็บๆ ก็มานั่งตั้งคำถามว่ากินไปแล้วแน่หรือ เดือดร้อนคนรอบข้างต้องมาเป็นประจักษ์พยานให้ถามไถ่ว่าข้าเจ้ากินไปแล้วหรือ ยัง? เหมือนความจำของตัวเองหดหายไปไม่มีใช้

 

ถ้าจะว่าไปความคิดของเราเอาเข้าจริงๆ ก็ต้องถือเป็นสิ่งที่ไวสุดในโลก มีแรงม้ายิ่งกว่าอนุภาคที่ถูกเร่งให้ชนกันที่เซิร์นเสียอีก หรือแม้แต่แสงก็ยังพ่ายกระแสความคิดที่อยู่ในสมอง ถ้าลองคิดดีมีกุศลจิตก็จะให้สารสุขออกมาพาให้อายุยืนขึ้นได้อีกหลายปี แต่ถ้ามีจิตตกหมกมุ่นเครียด มีความเกลียดโกรธเป็นเจ้าเรือนก็จะส่งผลให้แก่ไวได้ในพริบตาทั้งกายาแถมพา เนื้อสมองต้องรับกรรมไปด้วย

 

:wub: รู้ทันอาการ “สมองเสื่อม”

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจร่วมกันสักหน่อยว่าโรคสมองเสื่อมนี้มีอยู่ ได้หลายแบบเหมือนกันโดยไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป พูดง่ายๆ ว่า อัลไซเมอร์เป็นสมาชิกของโรคสมองเสื่อม แต่โรคสมองเสื่อมไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป อาจเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ, โรคพันธุกรรม หรือแม้แต่จากยาบางชนิดก็ได้ แต่ถ้าฟังแล้วยังงงก็ขอแบ่งง่ายๆ ว่า สมองเสื่อมนี้อาจแบ่งได้เป็นแบบที่มีสาเหตุกับแบบที่สาเหตุยังไม่แน่ชัดก็ ได้

 

;) มีการทดลองที่น่าสนใจอยู่ชิ้นหนึ่ง พบว่า หนูที่ถูกกระตุ้นให้เครียดเสียดแทงใจด้วยไฟช็อตอยู่ตลอดเวลาจะพาให้เนื้อ สมองต้องฝ่อเปื่อยไปด้วยโดยเฉพาะในส่วนของความจำ ซึ่งเชื่อว่าไม่ต่างจากในคนที่เป็นโรคสมองเสื่อม เป็นข้อพิสูจน์ว่าว่าความเครียดเกลียดโกรธนั้นเป็นเหตุให้สมองเสื่อมได้จริง แต่ทีนี้ว่าเสื่อมลงเร็วได้แค่ไหนในมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ยากจะรู้ แต่ก็ไม่สู้จะยากนักสำหรับนักวิทยาศาสตร์ช่างสังเกต โดยดูจากนักโทษในค่ายกักกันของนาซีที่มีความเป็นอยู่สุดรันทดถูกกดดันว่าจะ ตายวันตายพรุ่ง ด้วยวิถีชีวิตสุดโหดเช่นนี้ทำให้นักโทษที่ยังหนุ่มมีอายุเพียง 30 ปีเกิดภาวะสมองเสื่อมแบบอัลไซเมอร์ขึ้นมาได้ ซึ่งนับว่าเป็นหลักฐานที่ช่วยไขปริศนาให้รู้ว่าความเครียดนั้นทำร้ายทำลาย สมองได้โดยตรงและเร่งให้สมองคนหนุ่มแน่นเสื่อมลงได้จนกลายเป็นเนื้อสมองฝ่อๆ ของคนแก่ได้ในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น

 

^_^ สำหรับท่านที่เป็นผู้บริหารระดับสูงหรือต้องใช้สมองมากรับผิดชอบสูง ก็อาจต้องลองนั่งคิดดูใหม่ว่าจะยังใช้วิธีบริหารแบบเดิมเติมทุกข์เข้าใส่ ร่างกายหรือให้รู้จัก “ปล่อยวาง” บ้างไม่สร้างสารเครียดให้ไปแช่อิ่มสมองล่วงหน้าไม่ต้องรอความชราเข้ามาหา โดยอาการเริ่มต้นของสมองแก่หรือสมองเสื่อมที่เตือนมาให้เราสังเกตได้มีดัง นี้ครับ

 

1.มีการเดินผิดปกติไป เช่นเดินขากางมากขึ้น กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้

2.ความทรงจำเสียไป เริ่มจากความจำในปัจจุบันก่อน แล้วค่อยกลายเป็นลืมความจำสมัยก่อน (อดีต) คนแก่จึงชอบเล่าความหลังอย่างที่กล่าวกัน

3.ความเฉลียวฉลาดเสื่อมไป

4.มีพฤติกรรม อารมณ์เปลี่ยนไปก้าวร้าว ฉุนเฉียว จนในที่สุดซึมเศร้าได้เมื่อเป็นมากขึ้น

5.เมื่ออาการคืบหน้าไปมากขึ้น จะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่สามารถออกจากบ้านไปไหนคนเดียวได้ จำเป็นต้องมีผู้อยู่ดูแล ช่วยเหลือใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา

 

:lol: อัลไซเมอร์ ถ้าเผลออาจ “ตาย” ได้

โรคสมองเสื่อมนั้นฟังดูเหมือนว่าไม่น่าจะทำอันตรายได้ถึงตาย แต่ถ้าเป็นผู้ที่ได้ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ใกล้ชิดอยู่จะรู้ได้เลยว่าชีวิตของ คนเป็นอัลไซเมอร์นั้นเสมือนอยู่บนเส้นด้ายที่บางสุด ชีวิตอาจหยุดลงได้ในชั่วขณะใดขณะหนึ่ง ด้วยว่าเมื่อปราศจากสมองส่วนที่คอยคิดตัดสินใจแล้วหลายทีที่มีการตัดสินใจ พลาด อาจเกิดอุบัติเหตุกับตัวหรือกับผู้อื่นได้ เช่นการขับรถเองหรือการล้มศีรษะฟาดพื้นถึงแก่ความตาย รวมถึงการเผลอหยิบยารับประทานเกินขนาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่ส่วน ใหญ่มักมียาประจำตัวถุงขนาดร่วมยากลางบ้าน

 

ดังนั้นถ้าอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะ “เผลอ” ไม่ได้ทีเดียว แม้ว่าจะดูเหมือนว่าเขาเป็นคนปกติน่าจะไว้ใจให้ดูแลตัวเองได้ แต่ใครจะรู้ว่าอาการของสมองเสื่อมนั้นอาจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ใน ชั่วขณะยังกับราคาทองในปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลงนั้นส่วนใหญ่มักเป็นไปในทางแย่ลง ยิ่งถ้าไม่มีใครคอยดูแลปล่อยให้มีการ “กำเริบ” เช่นว่านี้ได้บ่อย ก็จะค่อยๆทำลายสมองให้ย่ำแย่ลงไปอย่างที่ไม่น่าจะเกิดทีเดียวครับ

 

:) ป้องกันสมองเสื่อมได้ใช้ “ใจ” คุณเอง

 

การจะป้องกันโรคสมองเสื่อมไม่ให้มาแผ้วพานนั้นหาใช่การเอาเครื่อง ดื่มอาหารเสริมมากินแต่เพียงอย่างเดียวไม่ หากต้องเข้าใจในหลักว่าสมองจะมีความสุขอยู่ได้ก็ด้วยปัจจัย 2 ประการคือ

 

1) มีอาหารดีมาเลี้ยง

2) เปี่ยมไปด้วยหวังและกำลังใจ

 

โดยทั้งสองประการนี้สำคัญพอกัน แต่ข้อหลังค่อนข้างจะยากอยู่สักเล็กน้อย เพราะโดยมากคนเรามักจะมีความสุขสดชื่นอยู่ได้ก็เฉพาะเมื่อวัยหนุ่มสาวหรือ เวลามีความรัก มีความสมหวัง ถูกจิต พอใจ แต่เมื่อความรักหรือความหนุ่มสาวนั้นหมดไปก็ทำให้ไม่มีสิ่งให้ใจยึดเหนี่ยว ทำให้กลายเป็นคนกราดเกรี้ยว หงุดหงิดง่าย มองโลกในแง่ร้ายไปเสียหมด ดังนั้นถ้าเราไม่อยากเป็นเช่นว่าก็ต้องรู้ทันไม่ให้ใจไปผูกติดอยู่กับสิ่งใด เลยนอกจาก “สติ” ของเราเอง ด้วยสิ่งรอบตัวนี่หามีอะไรที่พอจะยึดได้ยากยิ่ง เปรียบไปก็เหมือนยืนอยู่ใกล้ไม้หลักที่ปักอยู่บนพื้นเลน ดังนั้นสิ่งที่จะพอเป็นหลักให้ใจของท่านยึดได้ ก็คือ “สติ” ที่รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะนี่เองครับ

 

:rolleyes: 5 เคล็ดวิธีหนีสมองฝ่อด้วยสูตร “ออกกำลังใจ” และ “ให้อาหารสมอง”

โดยทั้งสองหัวข้อนี้มีความสำคัญพอกัน โดยถ้าเป็นในส่วนของของอาหารสมองนั้นท่านไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดื่มอะไร ให้เปลืองไปเลย ด้วยว่าหลักการของสมองก็คือจะทำงานดีมีชีวิตชีวาได้ต้องมี “สารสื่อประสาท” ไปหล่อเลี้ยงให้กระแสประสาทวิ่งไปได้คล่องขึ้นไม่ติดขัดตะกุกตะกัก อุปมาไปก็เหมือนกับเครื่องยนต์ที่ได้หยอดน้ำมันหล่อลื่นเข้าไป ลูกสูบกลไกต่างๆก็จะไม่สำลักสะดุดหยุดเอาดื้อๆ ซึ่งน้ำมันหล่อลื่นของสมองนี้มีอยู่ 5 ส่วนสำคัญได้แก่

 

1) น้ำมันปลา จากปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้สมองไม่ร้อนลุกเป็นไฟ ไม่มีตะกรันแก่มาเกาะ

2) น้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 1 ออนซ์ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

3) ผักผลไม้บำบัด โดยเฉพาะผักใบเขียวจัด, ผลไม้หลายสีและถั่วต่างๆ

4) หัดมองโลกในแง่บวก ถ้ารู้สึกขุ่นใจสิ่งใดขึ้นมาก็หาไดอารี่มาเขียนบันทึกจะช่วยได้มากทีเดียวครับ

5) ครองสติอยู่กับปัจจุบัน

 

บัญญัติหัดสมองให้ไม่ต้องฝ่อนั้นช่วยได้มากทีเดียวครับโดยเฉพาะข้อ สุดท้ายคือการมี “สติอยู่กับปัจจุบัน” นั้นถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่จะช่วยหยุดทุกข์ได้ เพราะเมื่อทุกข์หายไป ก็ทำให้ไม่มีสารเครียดมากัดกินเนื้อสมองให้ต้องฝ่อ และเมื่อเนื้อสมองที่เป็นส่วนสำคัญในการรู้ผิดชอบชั่วดีหายไปแล้ว ก็อาจทำให้จิตท่านยิ่งดิ่งลงไปสู่สัญชาตญาณฝ่ายต่ำ นำไปสู่อบายได้ง่ายเข้า แม้เราจะเกิดมาดีมีชาติตระกูลสูงเรียกว่าเกิดมาสว่าง แต่ถ้าสมองฝ่อไปเสียแล้วก็อาจทำให้เสียศูนย์จูนชีวิตเข้าสู่ความมืดมนได้ โดยเรื่องเกิดมาสว่างแต่ไปมืดนี้มีให้เห็นอยู่เป็นเนืองนิตย์ บางทีไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์ก็เกิดได้

 

ดังนั้น จะเห็นว่า ในขณะที่ทุกอย่าง “ไม่นิ่ง” วิ่งแปรไปตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ล้มครืน โรคตื่นทอง หรือรัฐบาลที่น่าข้องใจ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปรเลยก็คือคือ ชรา พยาธิและมรณะ ซึ่งยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่อย่างสัตย์ซื่อมาตลอดกาลนับแต่เริ่มมีตัวตน มนุษย์เกิดขึ้นมา ถ้าเพียงแค่เรารู้จักมีความสุขอยู่ให้ได้ในทุกปัจจุบันขณะก็จะทำให้สมองไม่ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงกับโรคเสื่อมแล้ว

 

อย่าลืมนะครับว่าความคิดของคนเรานั้นเร็วเสียยิ่งกว่าอนุภาคจาก เรื่องเร่งใดๆในโลก ถ้าเราเก็บเอาความโกรธไว้เป็นเจ้าเรือนแล้วมันจะฉุดร่างกายของเราลงเหวได้ เร็วกว่าหลุมดำหล่มไหนๆเสียอีก แต่ถ้าเรารู้จัก “เล่น” กับมันโดยเปลี่ยนให้เป็นแบบทดสอบที่แสนสนุก ฝึกรู้เท่าทันจิตได้ ท่านก็จะได้สมองที่ดีและจิตที่เป็นสุขอยู่เสมอไม่ว่ารอบข้างจะเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามครับ

 

 

เรื่องโดย… นพ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ)

อ้างอิง:

http://alzheimers.about.com/od/diagnosisofalzheimers/tp/Types-of-Dementia.htm

http://www.mayoclinic.com/health/dementia/AZ00003

http://www.mayoclinic.com/health/mild-cognitive-impairment/DS00553

http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/1668932.stm

Edited by moddang..

Share this post


Link to post
Share on other sites

การบริหารสมอง

 

 

 

การบริหารสมอง (brain activation) หมายถึง การบริหารร่างกายในส่วนที่สมองควบคุมโดยเฉพาะ กล้ามเนื้อ corpus callosum ซึ่งเชื่อมสมอง ๒ ซีกเข้าด้วยกันให้ประสานกัน แข็งแรงและทำงานคล่องแคล่ว จะทำให้การถ่ายโยงข้อมูลและการเรียนรู้ของสมอง ๒ ซีกเป็นไปอย่างสมดุลเกิดประสิทธิภาพ และยังช่วยให้เกิดการผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้สภาพจิตใจเกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ เกิดความจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีอารมณ์ขันเพราะคลื่นสมอง (brain wave) จะลดความเร็วลง คลื่นบีตา (beta) เป็นแอลฟา (alpha) ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

๑. การบริหารปุ่มสมอง ปุ่มขมับ ปุ่มใบหู

 

►ปุ่มสมอง

 

ใช้มือซ้ายวางบริเวณใต้กระดูกคอและซี่โครงของกระดูกอก หรือที่เรียกว่าไหปลาร้า จะมีหลุมตื้นๆ บนผิวหนัง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ คลำหาร่องหลุมตื้นๆ ๒ ช่องนี้ซึ่งห่างกัน

 

ประมาณ ๑ นิ้ว หรือมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของแต่ละคนที่มีขนาดไม่เท่ากัน ให้นวดบริเวณนี้ประมาณ ๓๐ วินาที และให้นำมือขวาวางไปที่ตำแหน่งสะดือ

 

ขณะที่นวดปุ่มสมองก็ให้กวาดตามองจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย และจากพื้นขึ้นเพดาน จากนั้นให้เปลี่ยนมือด้านขวาทำเช่นเดียวกัน

 

010-1.jpg

 

:huh: ประโยชน์ของการบริหารปุ่มสมอง

 

♦ เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองให้ดีขึ้น

 

♦ ช่วยสร้างให้ระบบการสื่อสารระหว่างสมอง ๒ ซีกที่เกี่ยวกับการพูด การอ่าน การเขียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 

►ปุ่มขมับ

 

๑. ใช้นิ้วทั้ง ๒ ข้างนวดขมับเบาๆ วนเป็นวงกลม ประมาณ ๓๐ วินาที ถึง ๑ นาที

 

๒. กวาดตามองจากซ้ายไปขวา และจากพื้นมองขึ้นไปที่เพดาน

 

010-2.jpg

 

B) ประโยชน์ของการนวดปุ่มขมับ

 

♦ เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการมองเห็นให้ทำงานดีขึ้น

 

♦ ทำให้การทำงานของสมองทั้ง ๒ ซีกสมดุลกัน

 

 

► ปุ่มใบหู

 

๑. ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับที่ส่วนบนสุดด้านนอกของใบหูทั้ง ๒ ข้าง

 

๒. นวดตามริมขอบนอกของใบหูทั้ง ๒ ข้างพร้อมๆ กัน ให้นวดไล่ลงมาจนถึงติ่งหูเบาๆ ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ควรทำท่านี้ก่อนอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มความจำและมีสมาธิมากขึ้น

 

010-3.jpg

 

 

:P ประโยชน์ของการกระตุ้นปุ่มใบหู

 

♦ เพื่อกระตุ้นหลอดเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการได้ยินและความจำระยะสั้นให้ดีขึ้น

 

♦ สามารถเพิ่มการรับฟังที่เป็นจังหวะได้ดีขึ้น

 

 

๒. การเคลื่อนไหวสลับข้าง (cross crawl)

 

ท่าที่ ๑ นับ ๑-๑๐

 

Untitled-1_2.jpg

 

 

๑. ยกมือทั้ง ๒ ขึ้นมา

 

๒. มือขวา ชูนิ้วชี้ตั้งขึ้น นับ ๑ มือซ้าย ให้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือขนานกับพื้น

 

๓. นับ ๒ ให้เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายชู ๒ นิ้ว คือ นิ้วชี้กับนิ้วกลาง ส่วนมือขวาก็ใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

๔. นับ ๓ ให้เปลี่ยนมาเป็นชูมือขวา ๓ นิ้ว คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง มือซ้ายก็ให้นิ้วชี้และหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

Untitled-2_0.jpg

 

๕. นับ ๔ ให้เปลี่ยนมาเป็นชูมือซ้าย ๔ นิ้ว คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ส่วนมือขวาก็ให้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

๖. นับ ๕ ให้เปลี่ยนมาเป็นชูมือขวา ๕ นิ้ว คือ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย ส่วนมือซ้ายให้นิ้วชี้และหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

๗. นับ ๖ ให้เปลี่ยนมาเป็นชูมือซ้าย ใช้นิ้วหัวแม่มือแตะที่นิ้วก้อย ส่วนมือขวาให้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

 

Untitled-3%20copy.jpg

 

 

๘. นับ ๗ ให้เปลี่ยนมาเป็นชูมือขวา ใช้นิ้วหัวแม่มือแตะที่นิ้วนาง ส่วนมือซ้ายให้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

๙. นับ ๘ ให้เปลี่ยนมาเป็นชูมือซ้าย ใช้นิ้วหัวแม่มือ คือแตะที่นิ้วกลาง

 

ส่วนมือขวาก็ให้นิ้วชี้และหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

๑๐. นับ ๙ ให้เปลี่ยนมาเป็นชูมือขวา ใช้นิ้วหัวแม่มือแตะที่นิ้วชี้ ส่วนมือซ้ายให้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

๑๑. นับ ๑๐ ให้เปลี่ยนมาเป็นกำมือซ้าย ส่วนมือขวาก็ให้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชี้ขนานกับพื้น

 

 

:) ประโยชน์ของการบริหารท่านับ ๑-๑๐

 

♦ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อก

 

♦ เพื่อกระตุ้นสมองที่มีการสั่งการให้เกิดความสมดุลทั้งซ้าย-ขวา

 

♦ เพื่อกระตุ้นความจำ

 

 

http://www.doctor.or.th/node/10955

Edited by moddang..

Share this post


Link to post
Share on other sites

ท่าที่ ๒ จีบ L

 

๑. ยกมือทั้ง ๒ ข้างขึ้นมา ให้มือขวาทำท่าจีบ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือประกบกับนิ้วชี้ ส่วนนิ้วอื่นๆ ให้เหยียดออกไป

 

๒. มือซ้ายให้ทำเป็นรูปตัวแอล (L) โดยให้กางนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ออกไป ส่วนนิ้วที่เหลือให้กำเอาไว้

 

๓. เปลี่ยนเป็นจีบด้วยมือซ้ายบ้าง ทำเช่นเดียวกับข้อ ๑ ส่วนมือขวาก็ทำเป็นรูปตัวแอล (L) เช่นเดียวกับข้อ ๒

 

๔. ให้ทำสลับกันไปมา ๑๐ ครั้ง

Untitled-4%20copy.jpg

 

 

-_- ประโยชน์ของการบริหารท่าจีบซ้าย-ขวา

เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อก

 

♦ เพื่อกระตุ้นสมองเกี่ยวกับการสั่งการให้สมดุล มีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว

 

♦ เพื่อกระตุ้นการทำงานความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา

 

 

 

ท่าที่ ๓ โป้ง-ก้อย

 

๑. ยกมือทั้ง ๒ ข้างขึ้นมาให้มือขวาทำท่าโป้ง โดยกำมือและยกหัวแม่มือขึ้นมา ส่วนมือซ้ายให้ทำท่าก้อย โดยกำมือและเหยียดนิ้วก้อยชี้ออกมา

 

๒. เปลี่ยนมาเป็นโป้งด้วยมือซ้ายและก้อยด้วยมือขวา

 

๓. ให้ทำสลับกันไปมา ๑๐ ครั้ง

 

 

Untitled-1_3.jpg

Edited by moddang..

Share this post


Link to post
Share on other sites

ท่าที่ ๔ แตะจมูก-แตะหู

๑. มือขวาไปแตะที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายให้ไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขว้กัน)

 

๒. เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายแตะที่หูขวา ส่วนมือขวาไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขว้กัน)

 

Untitled-6_0.jpg

 

 

:huh: ประโยชน์ของการบริหารท่าแตะจมูก-แตะหู

♦ ช่วยให้มองเห็นภาพทางด้านซ้ายและขวาดีขึ้น

 

 

 

ท่าที่ ๕ แตะหู

 

๑. มือขวาอ้อมไปที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา

 

๒. เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา ส่วนมือขวาอ้อมไปจับหูซ้าย

 

Untitled7.jpg

 

:huh: ประโยชน์ของการบริหารท่าโป้ง-ก้อย แตะจมูก-แตะหู

 

♦ เพื่อกระตุ้นการสั่งการของสมองให้สมดุลทั้งซีกซ้ายและซีกขวา

 

♦ เพื่อกระตุ้นสมองส่วนการคิดคำนวณกะระยะ

 

♦ เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหัวไหล่เกิดการติดยึด

 

 

 

 

๓. การผ่อนคลาย

 

ยืน ใช้มือทั้ง ๒ ข้างประกบกันในลักษณะพนมมือเป็นรูปดอกบัวตูม โดยให้นิ้วทุกนิ้วสัมผัสกันเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้า-ออก ทำท่านี้ประมาณ ๕-๑๐ นาที

 

ประโยชน์ของการบริหารท่าผ่อนคลาย

 

♦ ทำให้เกิดสมาธิ เป็นการเจริญสติ

Share this post


Link to post
Share on other sites

กระตุ้นสมองแบบง่ายๆ เพื่อให้ ฉลาดเลิศ

 

 

 

 

เราเคยเป็นอย่างนี้กันมาบ้างแล้ว ประเภทลืมส่งการ์ดอวยพรวันเกิดเพื่อน

หรือจู่ ๆ ก็เกิดจำ รหัสกดเงินด่วนไม่ได้ตอนต้องการใช้เงินพอดี

ไม่ก็เคยเดินวนเกือบ ทุกชั้นของ ลานจอดรถ พยายามนึกว่าตัวเองจอดไว้โซน F หรือ G

เอ..มาคิดอีกที อาจจะเป็น H หรือไงนะ

 

ข่าวดี ข่าวด่วน

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า เราจะฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ ได้ถ้ากระตุ้นสมองถูกวิธี มาดูกันซิว่าทำอย่างไร

 

อาการเผลอไผล ได้นู่นลืมนี่ เป็นที่พูดกันทีเล่นทีจริงว่า

ก็เซลล์สมองมันเก็บเสื้อผ้า ยัดใส่กระเป๋าทิ้งเรา ไปแล้วตั้งเยอะ เลยเป็นแบบนี้ ประมาณว่าแก่แล้วเป๋อเหลอนั่นเอง

ทฤษฎีที่ว่าเราสูญเสียเซลล์สมอง หลายร้อยเซลล์ในแต่ละวัน เป็นเรื่องที่เรารู้กันมา นานหลายปี

 

แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเรา จะโทษธรรมชาติไม่ได้อีกแล้ว

เพราะนักวิทยาศาสตร์หลายคน โดดออกมาประกาศก้องว่า ทฤษฎีเก่าที่ว่าเมื่ออายุมากขึ้น

ศักยภาพของสมองมนุษย์ ์จะลดลง เป็นความคิดล้าสมัย ความจริงคือ ตรงกันข้ามสิไม่ว่า

 

นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ความจริงว่า ไม่เพียงแต่เราจะไม่สูญเสียเซลล์สมอง เมื่อสูงวัยขึ้น เท่านั้น

แต่ถ้ามีการกระตุ้นที่ถูกต้อง เราสามารถพัฒนาสมองให้ ฉลาดและคิดได้เร็วขึ้น

เราอาจจะกลายเป็นนักเขียน และเกิดไอเดียแปลกใหม่มากขึ้น เมื่อแก่ตัวลง

ทุกอย่างอยู่ที่ว่า จะสร้างเซลล ์สมองได้อย่างไร

 

เซลล์แต่ละเซลล์ ทำงานเป็นระบบ โดยตัวมันเอง

แต่ก็พยายามเพิ่มศักยภาพของตัวเอง ด้วยการเชื่อมต่อกับเซลล์ข้างเคียง โดยแตกกิ่งก้าน สาขาออกไปรอบด้าน

เหมือนเครือข่าย ซึ่งการเชื่อมต่อนี้เรียกกันว่า synapses และจะโยงใย ไปยังเซลล์อื่น ๆ

จุดเชื่อมต่อแต่ละจุดมีลักษณะเหมือน ปากปลาหมึก ทำหน้าที่จูจุ๊บ ข้างในบรรจุด้วยสารเคมีต่าง ๆ หลายพันตัว

 

เมื่อเราคิด หรือทำอะไร จะทำให้เกิดการกระตุ้นสารเคมีเหล่านี้ ที่มีภาวะแบบ แม่เหล็กไฟฟ้า

การกระตุ้นดังกล่าว จะส่งผ่านไปยังจุดเชื่อมต่อของเซลล์ใดเซลล์หนึ่ง

และส่งสารข้ามไปยังจุดเชื่อมต่อของเซลล์ข้างเคียงที่ใช้ปากจูจุ๊บ รับข่าวสารไป

 

เคยคิดกัน ว่าความสามารถของสมองคนเรา ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด จะฉลาดหรือ โง่แต่เกิด ก็แล้วแต่

แต่การค้นพบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ยิ่งกระตุ้นสมองมากเท่าไหร่ จุดเชื่อมต่อ ของเซลล์ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

ซึ่งหมายถึง แต่ละเซลล์จะสามารถประมวล สัญญาณหรือ ส่งซิกแนลได้หลายทิศทางมากขึ้น

และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม การกระตุ้น สมอง ยังให้ผลข้างเคียงในทางบวกอีกด้วย

และส่งผลกระทบต่อชีวิตด้านอื่น ๆของคุณได้ เพราะเซลล์สมองทำงานร่วมกัน

 

การกระตุ้นเซลล์บางเซลล์ให้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ช่วยให้สมองทำงานเร็วขึ้น

ดังนั้น การฝึกเล่นเปียโน หรือเริ่มหัดกอล์ฟ อาจทำให ้คุณคิดคำศัพท์เร็วขึ้น

เวลาเล่นเกมอักษรไขว้ หรือพูดต่อหน้าผู้คน หรือแม้แต่กระทบทักษะด้านอื่น ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลย

 

:rolleyes: ออกกำลังบำรุงสมองได้อย่างไร

 

ไม่เพียงต้องบริหารจิตใจ เพื่อให้สมองเฉียบคมเสมอเท่านั้น การออกกำลังทางร่างกายก็สำคัญ ไม่แพ้กัน

แพทย์พบว่า คนที่ออกกำลังสม่ำเสมอ จะทำคะแนนได้ดี

ในการทดสอบจิตใจ สมองก็คือกล้ามเนื้อส่วนหนึ่ง เมื่อคุณออกกำลัง

ก็ทำให้สมองสามารถจัดการปัญหาซับซ้อนและทำงานได้มากขึ้น

อาจเป็นเพราะว่า การออกกำลังอย่างต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านออกซิเจนไปทั่วร่างกาย

นอกจากนี้ ร่างกายที่ออกกำลังเป็นประจำ จะมีปริมาณเลือดมากกว่าปกติ ครึ่งลิตร

สำหรับช่วยจัดหาออกซิเจน เพื่อทำงาน การออกกำลังสม่ำเสมอ จึงช่วยได้ดี

 

 

:huh: กระตุ้นสมองแบบง่ายๆ เพื่อให้ ฉลาดเลิศ

 

โมสาร์ทเพิ่มไอคิวให้คุณได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อกันแล้วว่า การฟังดนตรีบางชนิด สามารถทำให้เราฉลาดขึ้นได้

นักฟิสิกส์ได้ทำการศึกษาปฏิกิริยาตอบโต้ ของสมองระหว่าง ทำงานที่ให้เหตุผลทางนามธรรม

และพบรูปแบบของปฏิกิริยาที่คล้ายกับดนตรี เขาทดลองต่อไปว่า

หากจัดการ ฝึกฝนด้านดนตรีแก่เด็ก ๆ จะปรับปรุง ทักษะการให้เหตุผลของพวกเขา ได้หรือเปล่า

 

ผลเบื้องต้นออกมาทางบวก คือ หลังจาก 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน ของการเล่าเรียน

ทักษะการให้เหตุผล ของเด็กพัฒนาขึ้นมาก จากผลที่ได้นี้ นักวิจัยตัดสินใจวิเคราะห์ว่า

จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ใหญ่เมื่อได้ฟังดนตรี นักวิจัยขอให้อาสาสมัคร ฟังบทเพลง 2 ชิ้น คือ

โซนาต้าบรรเลงเปียโนของโมสาร์ท และเทปเพลงฟังสบาย ๆ สร้างบรรยากาศอีกม้วน กับให้นั่งอยู่ในความเงียบ

จากนั้นให้ อาสาสมัคร ทำแบบทดสอบการให้เหตุผล

ผลที่ได้ระบุว่าเพลงของโมสาร์ท ช่วยให้พวกเขา คิดถูกต้อง และรวดเร็วขึ้น

 

และการทดสอบอีกหลายชิ้นที่แสดง ให้เห็นว่าเพลงของโมสาร์ทมีผลกระทบที่ดีที่สุด ต่อทักษะการให้เหตุผล

โดยนักวิทยาศาสตร์อ้างว่า เราเกิดมาพร้อม รูปแบบของธรรมชาติ

บางอย่างในสมองของเราที่สามารถรู้สึกตื่นเต้นได้ และเมื่อเราได้ฟัง ดนตรีของโมสาร์ท ทำให้เราพอใจ

เพราะรูปแบบธรรมชาตินั้นรู้สึกตื่นเต้นอยู่ในสมองของเราเมื่อเรา ได้ฟังดนตรีของเขา

 

 

:lol: ป้อนจินตนาการให้โลดแล่น

 

น้ำนมของมนุษย์ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสมองทารก ส่วนน้ำนมวัวที่อุดมด้วยโปรตีน มีไว้สำหรับร่างกาย

และเต็มไปด้วยไขมันอิ่มตัว ที่มีแต่จะทำให้น่องเราใหญ่และ แข็งแรง

ตรงข้ามกับน้ำนมมนุษย์ ที่แม้จะมีโปรตีน และไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า แต่ก็มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวจำนวนมาก และ

กรดไขมันเหล่านี้ บางตัวเมื่อรวมกับสารอื่น ๆ ที่เรียกว่า cerebroside สำหรับสร้างเนื้อเยื่อ ของประสาทและสมอง

ซึ่งร่างกายมนุษย์ต้องการ เพราะสมองของมนุษย์เติบโตต่อเนื่องตลอด 3 ปี หลังคลอด

ขณะที่สมองของวัวแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง

พูดสั้น ๆ ก็คือว่า น้ำนมมนุษย์สร้างสมองให้ใหญ่ แต่น้ำนมวัวทำให้ร่างกายใหญ่เท่านั้น

 

 

:huh: เกร็ดความรู้ว่าด้วยสมอง

จากการวิจัยพบว่า

 

ผู้ที่มีการศึกษาสูง หรือผู้ที่ลับสมองประลองปัญญาตัวเองบ่อย ๆ จะอายุยืน

 

ในเวลาแค่ 1 นาที สมองสามารถรับความคิดได้หลายอย่าง

ขณะที่เมื่อ เทียบกันแล้ว ความสามารถนั้นต้อง อาศัยซูเปอร์ คอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ยักษ์

ความสามารถเลิศล้นที่คงอีก 100 ปี จึงผลิตสำเร็จ ยินดีด้วยจ้า

 

จากการศึกษาทางเคมีของสมองเมื่อเร็ว ๆ นี้โดยใช้เครื่องสแกนสมอง ศึกษาผู้ร่วมทดลองอายุตั้งแต่ 21-83 ปี

พบว่าสมองของคนชรา ที่มีสุขภาพดี ยังคึกคัก และมีประสิทธิภาพเท่ากับ สมองของคนหนุ่ม ที่มีสุขภาพดี

ผลทดลองประเมินจาก การทำงานของการเปลี่ยนแปลง เซลล์สมองโดยตรง

 

:ph34r: จากการวิจัยอีกนั่นแหละ

 

พบว่าการที่จะทำจิตใจให้เข้มแข็งได้นั้น เราต้องกระตือรือร้นพาตัวเข้าสู่สถานการณ์ที่ไม่คุ้นชิน

หรือทำอะไร ก็แล้วแต่ ที่ท้าทายสติปัญญา จะสามารถกระตุ้นให้สมองเติบโตได้ทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ทายปัญหา เริ่มเรียนเล่นดนตรีสักชิ้น ซ่อมอะไร สักอย่าง ลองทำงานศิลปะ เต้นรำ

ลองลงแข่งเล่นกีฬา หรือแข่ง เล่นเรือใบ

 

และควรจำว่านักวิจัยต่างเห็นพ้องกัน ว่าไม่มีคำว่า สายเกินไป ตลอดชีวิตเรา

น่าจะเป็นการเรียนรู้ หาประสบการณ์เพราะ เรากำลังท้าทายสมองของตัวเอง

และผลที่ได้คือเพิ่ม รอยหยักให้สมองนั่นเอง

 

:blink:กระตุ้นสมองแบบง่ายๆ เพื่อให้ "ฉลาดเลิศ

ฝึกสมอง ลองปัญญา ฟังเพลงคลาสิก

โดยเฉพาะเพลงของโมสาร์ท เฮย์เดน บาค บีโธเฟ่น มาห์เลอร์ และสตราวินสกี้

นึกฝันถึงเรื่องท้าทายแปลกใหม่ที่เป็นจริงได้ แต่เป็นเป้าหมายที่สูงสักหน่อย

สำหรับตัวเอง อาจจะเกี่ยวกับงาน อดิเรกใหม่ ๆ หรืออาชีพใหม่ หรือหาความรู้ใหม่ ๆ ใส่ตัว

และฝึกเล่นกีฬาที่ไม่เคยเล่น ลองเรียนเต้นรำ เรียนภาษาอีกสักภาษา

หรือจะเรียนระบายสีน้ำ หรืออะไรก็ได้ที่ คุณชอบ สำคัญอยู่ที่ต้องกระตุ้นสมองคุณอย่างสร้างสรรค์

 

:wacko: ฝึกบริหารจิตใจ

 

เช่น เล่นหมากรุก ไพ่ นกกระจอก เกมรูบิก หรือไพ่

เพราะช่วยฝึกสมองของคุณ ให้แก้ปัญหา เล่นเกมใบ้คำ หรือเล่นเกมอักษรไขว้ทุกวัน ในหนังสือพิมพ์

 

กระตุ้นสมองด้วยวิธีใหม่ ๆ

เริ่มด้วยการตั้งสติ พยายามจดจำชื่อของคนที่คุณเพิ่งรู้จัก พยายามเชื่อมรูปร่าง หน้าตาของเขากับชื่อให้ได้

หรือหาจุดเด่น และส่วนที่จำง่ายของเขาไว้สักอย่าง เพื่อช่วยให้คุณนึกชื่อเขาออก

 

 

:unsure: อาหารสมอง กับการออกกำลังเสริมคุณภาพ

 

ดื่มน้ำ 8 แก้วทุกวัน ส่วนกาแฟและดื่มชาสักหน่อยก็พอจะได้ แต่ควรเลี่ยงน้ำตาล

กินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โดยเฉพาะเครื่องใน เช่น ตับและไต เพราะให้สารอาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรท

แร่ธาตุเหลว วิตามันและกรดไขมันบางชนิดที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูสภาพของเซลล์ และการหมุนเวียนแร่ธาตุ

 

ถ้ากินมังสวิรัติก็ให้กินถั่ว เมล็ดข้าวไม่ขัดขาว (ข้าวซ้อมมือ) และใบผักให้มาก ๆ

เพราะอาหารเหล่านี้อุดมด้วยกรดไขมันที่สำคัญมากมาย กินเนื้อปลา

รวมทั้งเนื้อ ปลาติดมัน เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันที่ร่างกายต้องการ

 

กินผักให้หลากหลาย เพราะเป็นแหล่งอุดมด้วยวิตามินหลายชนิด รวมทั้งมีไฟเบอร์

และกรดไขมันที่สำคัญมาก กินไขมันอิ่มตัวให้น้อยเข้าไว้ แม้จะมีวิตามินให้คุณค่า และความเอร็ดอร่อยก็ตาม

 

แต่หน้าที่หลักของไขมันอิ่มตัวคือ พลังงานสำหรับร่างกายล้วน ๆ เลี่ยงน้ำตาล และอาหารสำเร็จรูป

แม้ว่าร่างกายเราจะใช้น้ำตาล (กลูโคส) เป็นพลังงาน แต่ก็ชอบผลิตเอาเองจากอาหารที่เรากินเข้าไปมากกว่า

ซึ่งช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ที่เหมาะสมไว้ด้วย การใส่น้ำตาลเพิ่มมากเกินไปในอาหาร จะทำลายกลไกนี้

 

ออกกำลังสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ประมาณครั้งละ 10-30 นาที

ถ้าเบื่อเข้ายิม ก็ลองเดินเร็ว จ็อกกิ้ง เต้นรำ ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำแทน

สมัครชมรมว่ายน้ำ หรือชมรมเทนนิส หรือจะเป็น สมาชิกศูนย์กีฬาก็ได้

เพราะการโต้ตอบสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ แบบทันทีทันใด ช่วยกระตุ้นสมองได้ดี

สังเกตความสัมพันธ์ ระหว่างอาหารที่คุณกิน กับการทำงานของสมองว่าเป็นอย่างไร

กินอาหารเช้าเป็นประจำ และเลี่ยงงานสังสรรค์ ที่มีของมึนเมาด้วย

 

ที่มา http://www.vcharkarn.com

Share this post


Link to post
Share on other sites

ท่าที่ ๔ แตะจมูก-แตะหู

๑. มือขวาไปแตะที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายให้ไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขว้กัน)

 

๒. เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายแตะที่หูขวา ส่วนมือขวาไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขว้กัน)

 

Untitled-6_0.jpg

 

 

:huh: ประโยชน์ของการบริหารท่าแตะจมูก-แตะหู

♦ ช่วยให้มองเห็นภาพทางด้านซ้ายและขวาดีขึ้น

 

 

 

ท่าที่ ๕ แตะหู

 

๑. มือขวาอ้อมไปที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา

 

๒. เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา ส่วนมือขวาอ้อมไปจับหูซ้าย

 

Untitled7.jpg

 

:huh: ประโยชน์ของการบริหารท่าโป้ง-ก้อย แตะจมูก-แตะหู

 

♦ เพื่อกระตุ้นการสั่งการของสมองให้สมดุลทั้งซีกซ้ายและซีกขวา

 

♦ เพื่อกระตุ้นสมองส่วนการคิดคำนวณกะระยะ

 

♦ เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหัวไหล่เกิดการติดยึด

 

 

 

 

๓. การผ่อนคลาย

 

ยืน ใช้มือทั้ง ๒ ข้างประกบกันในลักษณะพนมมือเป็นรูปดอกบัวตูม โดยให้นิ้วทุกนิ้วสัมผัสกันเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้า-ออก ทำท่านี้ประมาณ ๕-๑๐ นาที

 

ประโยชน์ของการบริหารท่าผ่อนคลาย

 

♦ ทำให้เกิดสมาธิ เป็นการเจริญสติ

!gd !gd !gd

Share this post


Link to post
Share on other sites

6 ท่าฟิต & เฟิร์ม ระบบประสาท สมอง

 

:) :lol:

 

ดร.ทอม สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างกระดูกสันหลัง ระบบประสาท แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ร่างกายมีกลไกที่มาพร้อมธรรมชาติที่เป็นอัจฉริยะอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตั้งแต่เกิดและโตมาอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ระบบโครงสร้าง ร่างกายและระบบประสาททำงานได้ไม่เต็มที่ ติดๆ ขัดๆ อาทิ การหกล้ม อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่างๆ รวมถึงท่าทางการนั่งการยืนที่ผิดธรรมชาติ ทำให้กลไกอัจฉริยะในร่างกายที่ธรรมชาติให้มาทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการดำรงชีวิตหลายประการ อาทิ การเจ็บป่วยต่างๆ การขาดสมาธิ

หากโครงสร้างร่างกายตั้งแต่วัยเด็กได้รับการปรับแก้ไขให้สมดุล การเติบโตสู่วัยผู้ใหญ่ก็จะมีคุณภาพ

นางบัณลักข ถิรมงคล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาโครงสร้างร่างกาย ดีสปายน์ไคโรแพรคติก กล่าวว่า จากสถิติผู้ที่เข้ารับการรักษาผู้ใหญ่ หลายปีมานี้พบว่าส่วนใหญ่จะมีปัญหากระดูกสันหลังคด อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดต่างๆ ตามร่างกาย อาทิ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ และปวดขา ซึ่งจริงๆ แล้ว หากเด็กได้รับการพัฒนาโครงสร้างร่างกายให้แข็งแรง มีความพร้อมตั้งแต่ในวัยเด็ก ปัญหาดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังจะทำให้ร่างกายพร้อมต่อการเรียนรู้ จดจำและมีสมาธิด้วย การพัฒนาโครงสร้างร่างกาย ระบบประสาท และสมอง โดยเทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานที่ทุกคนส่งเสริมให้เด็กๆ ทำได้ และพ่อแม่ควรสนใจและให้ความสำคัญกับพัฒนาการโครงสร้างร่างกายตั้งแต่วัย เยาว์

 

1. ท่าปุ่มสมอง กระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด โดยเฉพาะเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอ ช่วยทำให้สมองตื่นตัว เพิ่มสมาธิและการรับรู้ ผู้ออกกำลังกายจะต้องวางมือข้างหนึ่งแบไว้ตรงสะดือ มืออีกข้างหนึ่งนวดเบาๆ บริเวณร่องบุ๋มที่อยู่ระหว่างกระดูกซี่โครงซี่แรกกับซี่ที่สองใต้กระดูกไห ปลาร้า

 

 

2. ท่าเคลื่อนไหล่สลับข้าง กระตุ้นให้สมองสองซีกทำงาน เพิ่มเซลล์สมอง สมองทั้งสองซีกสื่อสารถึงกันได้ดี รวดเร็ว และทำให้ความจำดีอีกด้วยโดยเด็กๆ สามารถย่ำเท้าอยู่กับที่ ยกเข่าให้สูง ศอกซ้ายแตะเข่าขวา และศอกขวาแตะเข่าซ้ายสลับกัน

 

 

3.ท่าเกี่ยวตะขอ ช่วยให้สมองทำงานประสานกันได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นศูนย์ควบคุมระดับการรู้สึกตัว สร้างสมาธิ เพิ่มความสมดุล เพิ่มการจดจำ และช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับสัมผัส เริ่มจากต้องยืนไขว้มือสองข้างให้ประสานกัน เหยียดแขนทั้งสองออกไปด้านหน้า นิ้วโป้งชี้ลงพื้นแล้วพลิกมือม้วนเข้าหาตัว พักไว้บริเวณหน้าอก ทิ้งศอกลงทั้งสองข้าง พร้อมทั้งกระดกลิ้นติดเพดานปาก เป็นการกระตุ้นประสาทเส้นเอ็นบริเวณลิ้น

 

 

fit01.jpg

 

 

http://www.raksamong.com/?p=522

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Loading...

  • Recently Browsing   0 members

    No registered users viewing this page.

×
×
  • Create New...