ข้ามไปเนื้อหา
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
  • ประกาศ

    • kumponys

      ห้ามลงโฆษณา งาน Parttime / พวกลดน้ำหนัก / พวกรับจ้างมาโพสต์

      หลังๆ ดูเหมือนจะมีพวกรับจ้างโพสต์โฆษณา ประเภทที่โพสต์ทิ้งไว้ทุกเวป ซ้ำๆซากๆ จนกลายเป็นขยะ online ไปทั่วประเทศทั่วโลก ที่เห็นบ่อยๆ เห็นจะเป็นพวก ลดความอ้วน พวก Parttime ทั้งหลาย เพื่อความสงบเรียบร้อย ขออนุญาต ไม่รับโฆษณาประเภทนี้ และจะถูกกำจัดออกไปอย่างเร็ว รวมถึงจะพิจารณาแบนสมาชิก ที่สมัครเข้ามาโพสต์โฆษณาประเภทนี้ทันที

ส้มโอมือ

ขาใหญ่
  • จำนวนเนื้อหา

    5,029
  • เข้าร่วม

  • เข้ามาล่าสุด

  • วันที่ชนะ

    15

วันที่ ส้มโอมือ ชนะครั้งล่าสุด ตุลาคม 5 2013

ส้มโอมือ ได้รับการถูกใจในเนื้อหามากที่สุด

คะแนนนิยม

4,908 ดีขั้นเทพ

เกี่ยวกับ ส้มโอมือ

  • คะแนนนิยม
    ขาใหญ่

Profile Information

  • เพศ
    ชาย
  • ที่อยู่
    กรุงเทพมหานคร
  1. SeminarThaiGOLD4

  2. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    ประธานรอธส์ไชลด์อินเวสต์เมนท์เตือนนโยบายQEกำลังถูกทดสอบครั้งใหญ่
  3. โอกาส "เงิน" (จริงๆ) : ระยะประชิด

    ที่เคยฟังมา ฝ่ายที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบอกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถูกสุด ถ้าข้อมูลข่าวนี้จริงและดำเนินการได้จริง ถ้าแผงโซลาร์เซลล์ในปัจจุบันยังต้องใช้โลหะเงินเหมือนที่ผ่านมา ราคาโลหะเงินจะไปที่ราคาไหน เมื่อดูไบและเยอรมนีประมูลไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มได้ราคาต่ำกว่าผลิตจากถ่านหิน โดย ประสาท มีแต้ม 3 กรกฎาคม 2559 14:56 น. ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับว่า โลกเรานี้เปลี่ยนเร็วมากจริงๆ แม้ตัวผมเองซึ่งได้ติดตามนโยบายพลังงานหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศเยอรมนี ยังได้ตกข่าวนี้เลยครับ โชคดีที่มีเพื่อนคนหนึ่งในเฟซบุ๊กได้โพสต์ขึ้นมา ผมจึงค้นคว้าเพิ่มเติมและขอนำมาเล่าสู่กันฟังพร้อมเอกสารอ้างอิง ที่ว่าโลกเราเปลี่ยนเร็วมากก็เพราะว่า รัฐบาลประเทศเยอรมนีซึ่งได้สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจังมาตั้งแต่ ปี 2543 โดยวิธีการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มในราคากลางปี 2558 ที่อัตรา 3.40 บาทต่อหน่วยโดยไม่จำกัดจำนวน (ในขณะที่ประเทศไทยเรารับซื้อจากโซลาร์ฟาร์มในราคา 5.66 บาทและจำกัดอยู่กับบางบริษัท ในราคานี้มาตั้งแต่ปี 2557และไม่ยอมรับซื้อจากหลังคาบ้านของอยู่อาศัย) มาวันนี้ประเทศเยอรมนีได้ปรับมาเป็นการประมูลแล้ว นับถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ได้ประมูลมา 4 ครั้งแล้ว (ดังแผ่นภาพ) ผู้ชนะการประมูลในครั้งที่ 4 ขนาด 128 เมกะวัตต์ได้เสนอราคาต่ำสุดเฉลี่ยที่ 2.90 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า ที่ว่าผมตกข่าวก็ตรงเรื่องการประมูลนี้แหละครับ และเป็นการประมูลครั้งที่ 4 แล้ว ในขณะที่เพื่อนผมได้โพสต์การประมูลครั้งที่ 3 เอกสารที่ผมนำมาอ้างถึงเป็นขององค์กรระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมีหน่วยงานย่อยที่ชื่อ “องค์การพลังงานสากล (IEA)” ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2517 ซึ่งเป็นปีที่ราคาน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศโอเปกได้ขึ้นราคาไป 3-4 เท่าตัวในเวลาปีเดียว ไม่เพียงแต่ประเทศเยอรมนีประเทศเดียวที่ใช้วิธีการประมูล แต่มีหลายประเทศครับ เช่น กรีซ อินเดีย อาร์เจนตินา และออสเตรเลีย เป็นต้น ในแผ่นภาพนี้ เมืองดูไบก็ใช้วิธีการประมูลขนาด 800 เมกะวัตต์ ผู้ชนะการประมูลเสนอราคา 1.05 บาทต่อหน่วยซึ่งถือว่าเป็นราคาต่ำที่สุดในโลก ผู้เสนอราคาสูงสุดในการประมูลครั้งนี้เท่ากับ 1.58 บาทต่อหน่วยซึ่งก็แพ้ไปตามระเบียบ (IEA อ้างข้อมูลจาก PV Magazine 2 พ.ค. 2559) เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีเวลาครุ่นคิด ท่านลองเอาใบเสร็จค่าไฟฟ้ามาดูซิครับว่า ท่านได้จ่ายค่าไฟฟ้าอยู่ในราคาเท่าใด และเพื่อให้เราได้เห็นแนวโน้มของราคา ผมขอย้อนไปดูราคาผู้ชนะการประมูลของประเทศเยอรมนี 3 ครั้งที่ผ่านมา การประมูลครั้งที่ 3 เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2558 ขนาด 200 เมกะวัตต์ ผู้ชนะการประมูลเสนอขายไฟฟ้าราคา 3.03 บาทต่อหน่วย สูงกว่าครั้งที่ 4 ถึง 13 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีผู้เข้าประมูล 170 บริษัท สำหรับครั้งที่ 2 เมื่อเดือนสิงหาคม มีผู้เข้าประมูล 136 ราย ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาขายไฟฟ้า 2.98 บาทต่อหน่วย (ต่ำกว่าครั้งที่ 3) ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมราคาในเมืองดูไบ (เมืองใหญ่ที่สุดของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตะวันออกกลาง) กับราคาในประเทศเยอรมนีจึงได้แตกต่างกันมากนัก คือเกือบ 3 เท่าตัว คำตอบที่สำคัญก็คือ พลังงานแสงแดดต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตรของสองประเทศต่างกันมาก กล่าวคือในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศเยอรมนีผลิตได้ 850 หน่วยต่อหนึ่งกิโลวัตต์ (ใช้พื้นที่ประมาณ 7 ตารางเมตร) เมืองดูไบสามารถผลิตได้ถึงประมาณ 2,500 หน่วยโดยใช้พื้นที่เท่ากัน (ดังแผนที่ประกอบ) คราวนี้เราลองมาพิจารณากรณีของประเทศไทยกันบ้าง สมมติว่าต้นทุนในการผลิตต่อโครงการของประเทศไทยกับของเมืองดูไบเท่ากัน (สมมตินะครับสมมติ) โดยการเทียบบัญญัติไตรยางศ์ก็พบว่า ผู้ชนะการประมูลในเมืองดูไบน่าจะเสนอราคาในประเทศไทยได้ที่ 1.75 บาทต่อหน่วย เนื่องจากพลังแสงแดดในประเทศไทยต่ำกว่าเมืองดูไบค่อนข้างมาก ผมเชื่อว่าข้อมูลที่ผมได้นำเสนอมานี้ คงจะช็อกความรู้สึกของใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ถ้ามองกันในแง่ดีๆ ก็เพราะว่าคนเหล่านั้นตามโลกไม่ทันนั่นเอง มัวแต่ยุ่งอยู่กับการบริหารงานเอกสารจนหมดเวลา อ้อ ผมลืมบอกไปนิดหนึ่งว่า การประมูลของประเทศเยอรมนีที่ผ่านมา ผู้ประมูลได้จะต้องผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบภายในปี 2561 ครับ (ถ้าจำไม่ผิด) โดยต้องมีการวางเงินมัดจำเรียบร้อย ระหว่างที่ผมเขียนบทความนี้ เพื่อนคนเดิมได้ส่งข้อความมาถึงผมเป็นการส่วนตัวว่า “บางบริษัทที่ชนะการประมูลไปแล้ว ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ดังนั้น รัฐบาลเยอรมนีจึงต้องมีความระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย” อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมได้ติดตามพบว่า ประเทศเยอรมนีกำลังศึกษาวิธีการและมาตรการดังกล่าวอยู่ ซึ่งอาจจะอยู่ในขั้นการทดลอง ก็อย่างที่ว่าแหละครับ การประมูลมันเป็นของใหม่ของประเทศเขาเหมือนกัน ผมเองก็ใช่ว่าจะเชื่ออะไรง่ายๆ แต่ผมมีข้อมูลให้ตรวจสอบได้ทั้งจากเอกสาร และจากการสอบถามจากผู้ที่ได้ติดตั้งแล้ว ผมลองคิดให้ต่ำๆ หน่อย คือ สมมติว่าติดตั้งในประเทศไทยขนาด 10 กิโลวัตต์ ลงทุนทั้งหมด 6 แสนบาท (ความจริงไม่ควรเกิน 5 แสนบาท) ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 13,500 หน่วย ในช่วงเวลา 20 ปี (แทนที่จะเป็น15,000 หน่วย และนาน 25 ปีตามที่อ้างกัน) รวมทั้งโครงการสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 270,000 หน่วย ดังนั้น ต้นทุนเฉลี่ยตลอดโครงการ 2.22 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ถ้านำเงินลงทุน 2.22 บาทไปฝากธนาคารด้วยอัตราดอกเบี้ยทบต้น 2.0% ต่อปี เมื่อครบ 20 ปี ก็จะได้เงินรวม 3.30 บาท ต่ำกว่าค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายในปีนี้เสียอีก สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ การติดโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองให้ผลตอบแทนสูงกว่านำเงินไปฝากธนาคาร หรือเปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นธนาคาร คราวนี้มาดูราคารับซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กันบ้าง จากข้อมูลล่าสุด ทาง กฟผ.รับซื้อจากเอกชนที่ผลิตจากถ่านหินในราคา 2.69 บาทต่อหน่วย (ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้นกว่านี้อีกในอนาคต) และรับซื้อจากโซลาร์ฟาร์ม (แสงอาทิตย์ขนาดใหญ่) ที่ 5.66 บาทต่อหน่วยจนถึง 6.85 บาทต่อหน่วย (สำหรับผู้ผลิตจากหลังคา) ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 3 โรง ซึ่งจะเข้าสู่ระบบในปี 2562, 2565 และ 2567 รวม 3 พันเมกะวัตต์ ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการที่นำมาอ้าง คือ (1) ต้นทุนราคาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีราคาถูก แต่ผมมีหลักฐานมาจากทั่วโลกแล้วว่าไม่เป็นความจริงเลย นอกจากนี้ ประเทศไทยเราไม่มีถ่านหิน ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ (2) เป็นโรงไฟฟ้าหลัก หรือ Base Load ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วันได้ ในเรื่องนี้ ผมเองในฐานะนักคณิตศาสตร์ ไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ผมก็เชื่อตามที่เขาอ้างมาตลอด มาวันนี้ ผมมีเอกสารวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลก ทั้งการปฏิบัติจริงของบางรัฐในบางประเทศ ทั้งจากการใช้คอมพิวเตอร์จำลองสถานการณ์(Computer Simulation) รวมทั้งจากการฟังคำบรรยายผู้เชี่ยวจากประเทศเดนมาร์กเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าไม่เป็นความจริงอีกเช่นกันครับ แนวคิดที่ต้องมี Base Load เป็นกระบวนทรรศน์เก่า ยังเป็นกระบวนทรรศน์ในยุค “เครื่องจักรไอน้ำ” ที่ใช้หลักการของ “ฟิสิกส์แบบดั้งเดิม” เมื่อ 200 ปีก่อนทำให้พลังงานร้อยละ 65% ของพลังงานที่ป้อนเข้าไปกลายเป็นความร้อน ได้ไฟฟ้าเพียง 35% เท่านั้น แม้จะมีการปรับปรุงไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นยุคเก่าเหมือนเดิม มาวันนี้ เป็นยุค “ธุรกิจไฮเทค (Silicon Valley)” ซึ่งเป็นยุคของ “ฟิสิกส์แบบควอนตัม” ที่อิเล็กตรอนนับล้านๆ ตัวทำงานแทนเกียร์และลูกสูบได้อย่างรวดเร็วมากๆ ได้พลังงานจากแสงอาทิตย์โดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องใช้ไอน้ำ ไม่ปล่อยอากาศเสีย รวมทั้งไม่ปล่อยน้ำเสีย ในขณะที่เกิดการสูญเสียพลังงานประมาณ 9% เท่านั้น “ฟิสิกส์แบบควอนตัม” นี่แหละครับที่ทำให้เรามีโทรศัพท์มือถือใช้ในราคาถูกและประสิทธิภาพสูงมาก จนแยกไม่ออกว่าเป็นโทรทัศน์ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือกล้องถ่ายรูป ฯลฯ ในยุคไฮเทคที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนที่เคยถูกละเลย ได้เพิ่มบทบาทมากขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก มากกว่าพลังงานฟอสซิลเสียอีกแนวคิดเรื่อง Base Load จึงเป็นแนวคิดที่ล้าหลัง ตกยุค แต่วันนี้ผมยังไม่ขอลงในรายละเอียดนะครับ สรุป เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ตอนนั้นผมยังทำงานราชการเต็มเวลากินเงินเดือนประชาชน ชาวบ้านคนหนึ่งได้บอกกับผมว่า “อาจารย์อย่าเอาแต่นอน ช่วยหาความรู้มาให้พวกฉัน แล้วพวกฉันจะคิดเอง” มาถึงวันนี้ ผมเกษียณราชการแล้ว กินเงินเดือนบำนาญ แม้การเขียนบทความจะไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ผมยังรู้สึกเป็นหนี้สังคมไทยยังจำคำเตือนที่มีค่าของชาวบ้านได้ดี ผมจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ของผมเพื่อค้นหาความรู้มาบอกเล่าให้กับสังคมไทยอย่าง ต่อเนื่องและยาวนาน ถ้าเรื่องที่ผมได้นำเสนอมาแล้วยังยากต่อการทำความเข้าใจ กรุณาเปรียบเทียบกับเรื่องที่ง่ายกว่านี้ คือราคาเอทานอล ในขณะที่ราคาในสหรัฐอเมริกาและบราซิลประมาณ 11 ถึง 14 บาทต่อลิตร แต่ราคาที่คนไทยต้องจ่าย (ซึ่งผลิตในประเทศไทย) สูงถึง 23 บาทต่อลิตร (ดูภาพประกอบ) ทำไมมันจึงเป็นเช่นนี้ ขอท่านผู้อ่านโปรดพิจารณา หรือ “คิดเอง” ว่าปัญหาด้านพลังงานซึ่งมีมูลค่าถึง 18-19% ของจีดีพีประเทศไทยเราเป็นอย่างไร และจะมีทางออกอย่างไร ถ้าเห็นด้วยก็กรุณาช่วยกันเผยแพร่ และกรุณาร่วมกันครุ่นคิดเพื่อหาทางออกให้ลูกหลานครับ
  4. โอกาส "เงิน" (จริงๆ) : ระยะประชิด

    วันที่30/06/16ผมโพสsilver ช่วงนี้ราคาดูน่าสนใจ ณเวลาที่ผมโพสราคาsilver อยู่ที่18.36 ตอนนี้19.76เหรียญ/ออนซ์ นำข้อมูลการใช้SILVERใน โซลาร์เซลล์ มาฝากเพื่อนๆครับ --solar panel 1 ชิ้นจะใช้โลหะเงินประมาณ 15 - 20 grams ---ใน การผลิตไฟฟ้า 1 gigawatt หรือ 1 ล้าน กิโลวัตต์ ต้องใช้โลหะเงิน ~ 80 ตัน (1) 1 gigawattมากน้อยแค่ไหน ประเทศไทยช่วงที่พีคสุดทั้งประเทศใช้ไฟประมาณ30 gigawatt ---ค่าไฟ โรงไฟฟ้าคิดเป็น หน่วยไฟฟ้า ซึ่ง 1 หน่วย เท่ากับ 1 kWh (1000 วัตต์ ต่อ ชั่วโมง) หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟ 1000 วัตต์ใช้ 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วย ---เครื่อง ปรับอากาศตามบ้าน จะกินไฟราว 1000-2000 วัตต์ แล้วแต่จำนวนความเย็นที่จะทำได้ หน่วยความเย็นเป็น btu (ยิ่งมาก ก็เย็นเร็ว) หากมากก็กินไฟมากตาม ค่ากระแสไฟฟ้าที่ โรงไฟฟ้าคิด (อัตตราค่าไฟ เปลี่ยนแปลงตามจำนวนการใช้ด้วย) โดยจะอยู่ ประมาณ 2.50-4.00 บาท ต่อหน่วย ---จากรายงานเรื่อง “Revolution Now” โดย กรมพลังงาน สหรัฐอเมริกา (กันยายน 2556) ได้รายงานว่า “ในปี 2555 ต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้ลดลงเหลือเพียง 1% ของเมื่อ 35 ปีก่อน และนับจากปี 2551 ได้มีผู้ติดแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่าตัว คือจาก 735 เมกะวัตต์ เป็น7,200 เมกะวัตต์และในช่วงเวลาเดียวกันต้นทุนแผงได้ลดลงจาก $3.40 ต่อวัตต์ เป็น $0.80 ต่อวัตต์” ----จากการศึกษาของสถาบันเพื่อการพึ่งตนเองของท้อง ถิ่น (Institute for Local Self-Reliance, www.ilsr.org) พบว่า ภายในปี 2021 จำนวนประชากรอเมริกันประมาณ 100 ล้านคนจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้านตนเองในราคาที่ถูกกว่าราคาที่ต้องซื้อ จากบริษัทผลิตไฟฟ้า เป็นจำนวนประมาณ 6 หมื่นเมกะวัตต์(2) 6 หมื่นเมกะวัตต์ - 7,200 เมกะวัตต์ = 5.28หมื่นเมกะวัตต์ 1 gigawatt (1 * 109วัตต์) ใช้โลหะเงิน ~ 80 ตัน 5.28หมื่นเมกะวัตต์(52.8 * 109วัตต์)ใช้โลหะเงิน 4,224ตัน(ช่วงนี้ทั้งโลกผลิตโลหะเงินใหม่ได้ประมาณ3หมื่นตันต่อปี) ----ในต้นปี 2557 การใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่ต่อกับระบบสายส่งในอินเดียได้เพิ่มขึ้นเป็น2,028 เมกกะวัตต์ จาก 17.8 เมกะวัตต์เมื่อ 4 ปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 124 เท่าตัว(3) 2,028เมกกะวัตต์ - 17.8 เมกะวัตต์ = 2010.2เมกะวัตต์ 2010.2เมกะวัตต์(2.0102 gigawatt) ใช้โลหะเงิน 2.0102*80ตัน 160.816ตัน ----ข่าวปี2012 แอลโซลาร์ 1 ใช้งบลงทุนกว่า 800 ล้านบาท ผุดโปรเจ็กต์ “โซลาร์ฟาร์ม” ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ประเดิมเฟสแรกกำลังผลิต 8 เมกะวัตต์ ขึ้นแท่นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่สุดในประเทศไทยที่เริ่มผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าไฟให้ กฟภ. แล้ว(4) 1 gigawatt (1,000) ใช้โลหะเงิน ~ 80 ตัน(80,000กิโลกรัม) 8 เมกะวัตต์ ใช้โลหะเงิน 640กิโลกรัม ตอนนี้กิโลกรัมประมาณ22,300*640 เป็นเงิน 14.27ล้าน เงินลงทุนโครงการ800ล้าน(เป็นการซื้อที่ดินใหม่มั้ยไม่มีข้อมูล) เป็นค่าโลหะเงิน 14.27ล้าน(เท่ากับ1.78%ของเงินลงทุน ถ้าราคาโลหะเงินเพิ่มขึ้นเป็น3เท่าของปัจจุบัน ราคาแผงโซลาร์เซลล์มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพราะโลหะเงิน3.56%ของเงินโครงการ(ถ้าผู้ขายแผง+ราคาแผงเพิ่มเท่าราคาโลหะเงินที่เพิ่มขึ้น) ---ข่าว6 November 2015 รัฐบาลจะมีโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติด ตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 800 เมกะวัตต์ ปัจจุบันไทยมีผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 4-5 ราย กำลังผลิตรวมประมาณ 300 เมกะวัตต์ และสามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปถึง 500 เมกะวัตต์แต่เนื่องจากภาครัฐไม่มีนโยบายการสนับสนุนใช้สินค้าภายในประเทศ ทำให้แผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถอยู่รอดได้ เห็นได้จากบริษัทเองต้องดิ้นหาตลาดใหม่ โดยหันส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกาแทนปีละ 100 เมกะวัตต์(5) ส่วนเรื่องการใช้silverกับรถระบบไฮบริดและระบบไฟฟ้า แค่เคยอ่านเจอว่ามีการใช้โลหะเงินในอุปกรณ์บางชิ้นส่วน แต่มีการใช้โลหะเงินจริงมั้ยและใช้เยอะหรือเปล่าต่อคันยังหาข้อมูลไม่ได้ครับ แนวโน้มข้างหน้า10-20ปี หลายๆประเทศจะเป็นรถที่ไม่ใช้น้ำมันกันแล้ว ปัจจุบันทั่วโลกมีรถยนต์รวมกันประมาณ 1,000ล้านคัน ยอดผลิตรถยนต์ใหม่ต่อปีประมาณ80 ล้านคัน (1) http://www.usfunds.com/investor-library/frank-talk/solar-shines-on-silver-demand/#.V3bmHjUf6J5 (2) http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9570000114433'>http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9570000114433 (3) http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9570000120331 (4) http://www.iurban.in.th/greenery/l-solar-the-bigest-solar-farm-in-thailand/ (5)http://www.thansettakij.com/2015/11/06/16983
  5. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    สบายดีครับพี่ปุณณ์ ช่วงนี้ใช้เวลากับออกกำลังกายเยอะครับ เวลาที่เหลือค่อยตามข่าวเหมือนเดิม+ข่าวสารบ้านเมืองด้วยครับ
  6. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    Seam Arsenal เมื่อวานนี้ เวลา 10:34 น. GC ทองคำเหมือนกำลังจะลง wave c ของ wave 2 รอดูอีกสัก 2 อาทิตย์
  7. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    ราคาทองคำช่วงนี้ผมให้ความสำคัญกับการเข้าซื้อของ SPDR เพราะช่วงนี้อุปสงค์ในทองคำของบางกลุ่มมีแนวแน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและอุปทานของเหมืองก็ลดลงด้วย(ถ้าภาพรวมอุทานมากกว่้าอุปสงค์ ถึงSPDRเข้าซื้อเพิ่มผมก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่) ตัวเลขอื่นกว่าจะประกาศก็ต้องรอนานเป็นเดือนและหายากด้วย แต่ยอดการถือครองทองคำSPDRประกาศทุกวัน ช่วงนี้ผมถึงดูการถือครองทองคำของSPDR --ไตรมาส4ปี2014 TOTAL SUPPLY ทองคำ1152ตัน GOLD DEMAND ไตรมาส4ปี2014 1071ตัน(อุปสงค์น้อยกว่าอุปทาน) --แต่ไตรมาส4ปี2015 TOTAL SUPPLY ทองคำ1037.1ตัน GOLD DEMAND ไตรมาส4ปี2015 1117.7ตัน(อุปสงค์มากกว่าอุปทาน) ---คาดว่าไตรมาส1ปี2016 TOTAL SUPPLY ทองคำน่าจะน้อยกว่า GOLD DEMAND ครับ -- ตั้งแต่ต้นปี2016ถึง18มีนาคม2016 SPDR ซื้อทองคำเพิ่มถึง176.61ตัน ข้อมูลไตรมาส4ปี15ผลิต809.8ตัน ถ้าปี15ทั้ง4ไตรมาสผลิตได้ใกล้เคียงกัน*4 ได้3239.2ตัน 1ปีหักเสาร์และอาทิตย์และวัดหยุดสำคัญจะเหลือวันเทรดประมาณ248วัน 3239.2/248-----13.06ตัน(เหมืองมีอุปทานทองคำเฉลี่ยวันละ 13.06ตัวใน1วันทำการ บางวันSPDRซื้อเกิน10ตัน) ---ทองคำที่ขุดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ตามตัวเลขที่มีการเปิดเผยเผยประมาณว่ามียอดประมาณ180,000ตัน อยู่ในการครอบครองของธนาคารกลางประมาณ30,000-35,000ตัน ณปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีการผลิตทองคำมากที่สุดในโลก(จำนวนที่ผลิตขึ้นมาไม่พอการบริโภคของจีนต้องมีการนำเข้าเพิ่ม) จำนวนที่ขุดขึ้นมาอาจจะแจ้งน้อยกว่าที่ขุดจริงเยอะก็ได้ ปริมาณที่ถือครองโดยรัฐบาลจีนที่มีการเปิดเผยเป็นทางการมีทองคำพันกว่าตัน แต่คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าจีนมีการถือครองทองคำมากกว่านั้นมาก บางท่านมองว่ารัฐบาลจีนมีทองคำในการถือครองถึง50,000ตัน ---อุปสงค์และอุปทาน เป็นตัวหลักในการมองว่าราคาจะขึ้นหรือจะลง ดูตารางจากลิงค์ที่ผมอ้างอิงประกอบกับตัวเลขการถือครองทองคำของSPDRที่ผมสรุปมาให้นะครับ ---ธนาคารกลางมีแนวโน้มซื้อทองคำเพิ่ม ---ปี2016SPDR ซื้อทองคำเข้า จากที่ก่อนนี้เป็นผู้ขายหรือถือใกล้เคียงเดิม ---เหมืองผลิตทองคำลดลงประมาณ9% --หลายปีก่อนผมเคยดูผลผลิตทองคำของเหมืองทั่วโลกอยู่ประมาณปีละ2400-2500ตัน/ปี ช่วงที่ทองคำราคาขึ้น การผลิตทองคำก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนทะลุ3,000ตัน เอาข้อมูลไตรมาส4ปี14(893.1*4ได้3572.4ตัน) เอาข้อมูลไตรมาส4ปี15(809.8*4 ได้3239.2ตัน) อุปสงค์และอุปทานใน SPDR กองทุนทองคำ จากที่ขายออกมาหลายปีเริ่มซื้อเข้าชัดเจนในปี16 2-Jan-13 1349.92ตัน 1-Jul-13 968.3 2-Jan-14 794.62 1-Jul-14 796.39 2-Jan-15 709.02 1-Jul-15 711.44 30-Sep-15 687.42 31-Dec-15 642.37 ----------------------------------------------- SPDR จากที่ขายออกหรือถือใกล้เคียงเดิม ช่วงนี้เป็นผู้ซื้อเข้านะครับ 29-Jan-16 669.23 29-Feb-16 777.27 18-Mar-16 818.98 http://www.finnomena.com/fundtalk/premium-content/guru-pick/2016/02/12/02/gold-feb-16/ ---อุปสงค์มากกว่าอุปทานน่าจะดันราคาทองคำขึ้นไปได้ แต่ปัจจัยที่มีผลกดดันราคาทองคำในตอนนี้ คือกลุ่มนักลงทุนที่ติดดอยทองคำมาหลายปี เมื่อทองคำขยับราคาขึ้นกลุ่มที่ติดดอยทองคำจำนวนไม่น้อยก็จะขายทองคำออกมา
  8. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    อาจมีย่อครับ Seam Arsenal 5 มีนาคม เวลา 9:41 น. ทองคำ ย่อมาได้มากสุดที่ราคา 1190$ เท่านั้นจากนั้นก็วิ่งต่อ ตอนนี้เข้าสู่ภาวะอัยตรายเเล้ว รออีกสัก 2-3 วันเพื่อ รอการยืนยันการจบขาขึ้นในระยะสั้น ตอนนี้ ถือซื้อไป
  9. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    ดูข้อมูลการถือทองคำของspdr กองทุนทองคำที่ใหญ่ที่สุดของโลก(ตรงHistorical data กดที่คำว่าSpreadsheet of archived data) ---จะพบว่าวันแรกของวันทำการปี2016 04/01/2016 ถือทองคำอยู่ 642.37 ตัน ---02/03/16 ถือทองคำอยู่ 788.57 ตัน สรุปปี2016 ถึงวันที่02/03/16 มีเงินไหลเข้ากองspdr จำนวน 5,829,196,141.48 $(คิดที่ 1240$ต่อออนซ์) ---ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ตั้งแต่วันที่ 04/01/2016 -02/03/16 มีวันที่ถือทองคำน้อยกว่าวันก่อนหน้าแค่3วันเท่านั้น 06/01/16 ถือลดลง 1.4 ตัน 09/02/16 ถือลดลง 1.49 ตัน 13/02/16 ถือลดลง 5.06 ตัน ที่เหลือถือเท่ากับวันก่อนหน้า หรือถือมากกว่าทั้งหมด http://www.spdrgolds...istorical-data/
  10. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    Johnny Pereira 17 ชม. · ทอง .. จุดต่ำสุดเมื่อต้นปี อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของขาลงใหญ่.. (ขออภัยงานช่วงนี้ยุ่งมากครับ ยังไม่มีเวลาแปลแบบละเอียด เลยขอเอาลิงค์มาแปะ ให้อ่านกันก่อนครับ) สรุปคือ บทความนี้ Martin ออกมาเพื่ออธิบายย้ำครับ เพราะเข้าใจว่ามีคนเข้าใจแบบที่ผมเคยเข้าใจ (และถอดความไว้ในบทความเมื่อสัปดาห์ก่อน) เยอะมากว่า การที่จุดต่ำสุดของราคาทองเมื่อต้นปี ที่เกิดขึ้นกับเวลาใน Benchmark ของ Martin พอดียังอาจไม่ใช่จุดต่ำสุดของขาลงรอบนี้ ทั้งนี้เขาให้เหตุผลว่า ตลาดทุกตลาดยังเรียงตัว (Align) กันไม่เสร็จ ปัจจัยพื้นฐานก็ยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่ prime time แต่ประโยคสุดท้ายเขาบอกงี้ครับ The end of this fiscal tragedy is not too far away. จุดจบของโศกนาฏกรรมทางการคลัง (หมายถึงการ collapse ของ Government หมายถึงการเริ่มต้นของขาขึ้นของทองคำ) อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่แล้ว ---- สรุป Martin เตือนว่า อาจยังมี New Low ได้อีก เงินลงทุนรอก่อนครับ ตลาดยังน่าจะลงไปทำ Low อีกครั้ง ซึ่งน่าจะอีกไม่นานแล้ว จุดสังเกตของขาขึ้นทองคำ เท่าที่ผมสังเกตที่ Martin ย้ำมาตลอดคือ เหตุการณ์ในยุโรปครับ ความเชื่อมั่นต่อ Brussel พังเมื่อไหร่ (ไม่รู้ว่าจะเป็นเหตุการณ์แบบไหน) ทองเริ่มขาขึ้นของจริงเมื่อนั่นครับ อีกจุดสังเกต จากกูรูอีกท่านหนึ่ง ทองคำในสกุลเงินอื่น ทำจุดต่ำสุดไปหมดแล้วครับ (เหลือแต่สกุล $ ที่ยังไม่จบ) หมายความว่าทองคำในสกุลเงินบาทก็น่าจะมีแนวรับเดิมที่เคยบอกไว้ว่า สามารถรับได้แข็งแกร่งมาตลอดคือ 17800-18000 บาท เงินลงทุนระยะยาว ผมว่ารอเก็บ ณ ราคาตรงนั้น (หากลงมาให้เห็นอีก) น่าจะปลอดภัยสบายใจหายห่วงครับ https://www.armstrongeconomics.com/markets-by-sector/precious-metals/gold/gold-low-of-lows-or-just-a-low/
  11. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    ช่วงนี้้มีข่าวดอยช์แบงค์ธนาคารใหญ่สุดของเยอรมันเสี่ยงล้มละลายด้วยปัญหาตราสารอนุพันธ์ที่ถือในจำนวนมหาศาล จำนวนที่ถือมากกว่าGDPของสหภาพยุโรปรวมกันหลายเท่า ตราสารพวกนี้กองทุนต่างๆก็ไปถือเยอะ กองทุนบำเหน็จบำนาญและฯลฯถือเยอะมาก ใครที่ไม่มีความรู้พวกนี้ก็จะไม่เข้าใจความรุนแรงว่าความรุนแรงเปรียบดังนิวเคลียร์ที่ทำลายโลกได้เลยครับ ตราสารอนุพันธ์พวกนี้มีจำนวนมากกว่าGDPของทั้งโลกรวมกันหลายเท่านัก ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนเท่าที่ผมรู้ ซึ่งก็ต้องค้นเอกสารอ้างอิงหลายอย่างเพื่อความถูกต้อง พอค้นไปสุดท้ายเปลี่ยนใจครับ เลือกอันที่เขาเขียนได้ดีและตรงกับที่ผมรู้มาดีกว่าครับ จะได้มีเวลาหาเนื้อหาอื่นมาฝากครับ อ่านให้จนจบความคิดเห็นที่14 นะครับ จะได้มองเห็นความรุนแรงที่โลกกำลังเผชิญอยู่ http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/10/I7123157/I7123157.html
  12. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    นำบทวิเคราะห์ทองคำมาฝาก สุดท้ายตัดสินใจกันเองนะครับ http://www.finnomena.com/fundtalk/premium-content/guru-pick/2016/02/12/02/gold-feb-16/
  13. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    น้ำมัน หุ้น เศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กันอย่างไร นำการบ้านของหลานสาวชั้นม.5มาฝาก ผมโพสไปที่เฟซผมตั้งแต่24/01/2559 มาเยี่ยมThaigold ทั้งที่เอามาฝากเพิ่มครับ น้ำมัน หุ้น เศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กันอย่างไร ตอนที่1 น้ำมันลงและหุ้นตก สัมพันธ์กันมั้ยและคำถามเกี่ยวกับภาวะปัจจุบันมีIMFมาเกี่ยวด้วย(จำราย ละเอียดไม่ได้) เป็นเนื้อหาการบ้านของหลานสาว นักเรียนม.ปลาย งานนี้ยากมาย ถ้าไม่มีพื้นฐานหลายเรื่องและรู้มากพอจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ใช่ ผมเองเคยตามข้อมูลเรื่องพลังงานมา2ช่วง นานแล้วตามข้อมูลปริมาณการผลิต การบริโภคและปริมาณสำรองของทั้งโลก ประมาณ3ปีหลังตามอีกที่เพราะเซ็งกับข้อมูลพลังงานของไทยที่มั่วมาก ข้อมูลผิดปนถูกเยอะจริงๆ เรื่องพลังงานไทยก็ต้องบอกว่าข้อมูลของฝ่ายทวงคืนมีข้อมูลไม่จริงแฝงมาเยอะ มาก ถ้าเป็นแบบนี้ฟันธงว่าไม่สามารถทวงคืน ข้อมูลทั้งหมดต้องจริงอย่าบิดข้อมูลเพื่อไปสู่เป้าหมาย นักเรียนคงตีโจทย์การบ้านนี้ไม่แตกเพราะต้องมีพื้นฐานหลายอย่างมาก(ช่วยหลาน ให้มองภาพกว้างขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการเรียนรู้ต่อไปในอนาคตดีกว่า) การบ้านนี้ต้องมีความรู้อะไรบ้าง 1)รู้เรื่องเกี่ยวกับการผลิต การบริโภค ปริมาณสำรองของน้ำมันทั้งโลก 2)รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ 3)รู้เรื่องตลาดหุ้นและตลาดเก็งกำไรที่พัฒนาในแบบทำกำไรทั้งขาขึ้นและขา ลง(ฟังดูดีแต่ส่วนมากที่เห็นคือขาดทุนทั้งขาขึ้นและขาลงมากกว่า) 4)สภาพคล่องทางการเงิน 5)ผลประกอบการของบริษัทมีผลจากปัจจัยอะไรบ้าง 6)ฯลฯ การบ้านสำหรับนักเรียนม.ปลายถ้าตั้งโจทย์แค่ว่า น้ำมันราคาตกเพราะอะไร ใครมีส่วนอย่างมากที่ทำให้น้ำมันราคาตก ถ้าเราเป็นผู้ผลิตน้ำมันทำอย่างไรราคาน้ำมันถึงจะไม่ตก โจทย์ประมาณนี้ก็ไม่ง่ายแล้วนะม.ปลาย แต่โจทย์การบ้านกว้างกว่านั้นเยอะมาก ต้องช่วยหลานพร้อมให้ความรู้บางจุดเพิ่ม ---ราคาน้ำมันขึ้นหรือลงอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง 1)ปริมาณการผลิตน้ำมันมากขึ้นหรือน้อยลง ใครผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ปัจจุบันสหรัฐฯผลิตน้ำมันเป็นอันดับ1ของโลกไปแล้ว ดูที่กราฟหน้า 3 ของเอกสารชุดนี้ https://www.krungsrisecurities.com/images.aspx?filename..\uploads\2015\02\S_ENERGY_150219.pdf จะเห็นว่าประมาณปี2008 สหรัฐฯผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ5ล้านบาร์เรลต่อวัน ในกราฟเกือบ10ล้านบาร์เรล/วัน(ที่รู้มาเกิน10ล้านบาร์เรลต่อวันไปแล้ว เวลาดูเอกสารพวกนี้บางครั้งจะวุ่นครับ บางที่ก็เอาก๊าซมารวมด้วย บางคร้งก็ไม่เอามารวมทำให้ข้อมูลสับสน) กำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯเพิ่มขึ้นถึง5ล้านบาร์เรลต่อ1วันเมื่อเทียบกับ ปี2008 1บาร์เรลเท่ากับ159.11ลิตร ****ชัดเจนนะครับว่าผู้ที่ทำให้การผลิตน้ำมันของทั้งโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก มายคือสหรัฐฯ ส่วนปริมาณการบริโภคของทั้งโลกต่อวันใกล้เคียงเดิมประมาณ85ล้านบาร์เรลต่อ วัน**** น้ำมัน หุ้น เศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กันอย่างไร ตอนที่ 2 ทำไมประเทศซาอุและกลุ่มโอเปกไม่ลดกำลังการผลิตน้ำมันลง เพื่อพยุงราคาน้ำมัน ? ? ? ถ้าวันนี้ผมและกลุ่มเพื่อนผลิตสินค้า A ออกมาจำหน่าย สินค้าขายดีมากกำไรต่อชิ้นก็สูง สุดท้ายก็ต้องมีผู้ผลิตรายอื่นมาทำสินค้าขาย เมื่อมีผู้ผลิตมากรายขึ้นจำนวนของซัพพลายก็มากขึ้นจนเกินความต้องการ ถ้ายังอยากขายราคาเดิมได้ก็ต้องลดปริมาณการผลิตลง ใครจะลด ถ้าผมและกลุ่มเพื่อนลดกำลังการผลิตลงเพื่อพยุงราคาให้สูงเท่าเดิม ยอดขายผมก็จะลดลง กำไรต่อชิ้นที่ยังสูงมากก็จะทำให้เจ้าใหม่ที่เข้ามาไม่นานเพิ่มกำลังการผลิต ขึ้นไปอีก เจ้าใหม่ๆก็สนใจมาทำเพราะกำไรต่อชิ้นสูงมาก สุดท้ายถ้าผมและกลุ่มเพื่อนลดกำลังผลิตไปเรื่อยๆเพื่อพยุงราคาตลาดให้สูง เท่าเดิม ขนาดของกิจการผมกับเพื่อนๆก็จะเล็กลงไปเรื่อยจนไม่มีเงินเลี้ยงดูองค์กร ตลาดเสรีก็คือทุกฝ่ายสู้กัน ใครต้นทุนถูกกว่าอยู่รอดใครต้นทุนแพงก็ล้มไป ราคาที่ตั้งขายจะบวกสูงมากเกินเหตุก็ไม่ได้เพราะถ้ากำไรสูงมาก ก็จะมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆกระโจนเข้ามาในธุรกิจ การผลิตน้ำมันที่ผมเข้าใจ(อาจคลาดเคลื่อนจากความจริงเพราะไม่ใช้ผู้เชียวชาญหรือเข้าใจผิด) ขอแบ่งเป็น3แบบ 1)แบบเดิมที่เคยขุดมาในอดีต แบบนี้ต้นทุนขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันว่าหลุมเล็กหรือใหญ่ เกรดของน้ำมัน ฯลฯ ซาอุและโอเปกเป็นแบบนี้ ต้นทุนต่อบาร์เรลของซาอุประมาณ30เหรียญต่อบาร์เรล ต้นทุนที่ว่าไม่แน่ใจว่ารวมค่าอะไรบ้าง เช่นต้องแบ่งปันเงินจากยอดขายให้รัฐเท่าไหร่ก็เป็น1ในต้นทุนด้วย คุ้นๆว่าต้นทุนของรัสเซียประมาณ40เหรียญต่อบาร์เรล 2)หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน อันนี้ปตท.สผ.มีไปซื้อกิจการส่วนนี้ที่แคนาดา ลงทุนไปเยอะและช่วงนี้คงขาดทุนเยอะมาก ต้นทุนการผลิตกลุ่มนี้ประมาณ70เหรียญ/บาร์เรล 3)shale oil เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการขุดไปเอาน้ำมันจากในชั้นหินดินดาน มีการทำ shale oil ในสหรัฐเยอะ ต้นทุนส่วนนี้ประมาณ70เหรียญ/บาร์เรล สูงหรือต่ำขึ้นกับความยากง่ายในการขุดเจาะ ปริมาณของน้ำมันที่ขุดพบ shale oil ประมาณว่าจะขุดเจาะได้ประมาณ3ปีต่อหลุม ถ้าโอเปกพยุงราคาน้ำมันให้สูงระดับ100เหรียญโดยลดกำลังการผลิตลง กลุ่มที่2และ3ก็จะยังขายมีกำไรและไม่ลดกำไรการผลิต เผลอๆอาจเพิ่มด้วย สิ่งที่ซาอุและกลุ่มโอเปกทำคือฆ่ากลุ่ม2และ3ให้ตายและเลิกกิจการไปเลย เมื่อเหลือผู้ผลิตน้ำมันน้อยรายเหมือนในอดีตก็คุมปริมาณการผลิตไม่ให้ล้นก็ จะคุมราคาได้ ความเห็นผมโอเปกควรคุมการผลิตให้ราคาไม่เกิน50เหรียญก็พอแล้ว ราคาประมาณ50เหรียญกลุ่ม2และ3เขาก็ไม่ดำเนินการขุดเจาะหลุมใหม่ๆแล้ว เขาแค่ดูดจากหลุมที่ดำเนินการไปแล้วเท่านั้น กดลงไปถูกมากๆก็อาจไม่ช่วยอะไรมากกว่านี้ เพราะรายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับช่วงแรกๆ ถึงถูกมากแต่การดูดจากหลุมที่ดำเนินการเสร็จไปแล้วอาจคุ้มกว่าการหยุดไปเลย หลังจากนั้นค่อยดันราคาน้ำมันให้อยู่ประมาณ70-80เหรียญ เพื่อไม่ให้กลุ่ม2และ3กลับมาเกิดอีก น้ำมัน หุ้น เศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กันอย่างไร ตอนที่ 3 ถ้าไมการผลิตน้ำมันถึงเกินในช่วงไม่กี่ปีหลัง 1)ราคาน้ำมันที่พุ่งแรงเกิด100เหรียญ(มีขึ้นไปถึง140กว่าเหรียญอยู่ช่วงนึง) ราคาระดับนี้ทำให้มีการหาพลังงานทดแทนอย่างอื่นมาแทนน้ำมัน การนำแอลกอฮอล์มาผสมในน้ำมันในประเทศไทยก็น่าจะเป็นช่วงนั้น กรรมวิธีที่จะได้น้ำมันจากแหล่งที่มีต้นทุนสูงก็เริ่มจะคุ้มค่าในในการลงทุน 2)ทำไมหลังปี2008สหรัฐฯถึงเร่งการผลิตน้ำมันจนกลายเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมัน เป็นอันดับ1ของโลก เป็นเรื่องการผลิตเพื่อการค้าปกติหรือว่าสหรัฐมองว่าจะมีพลังงานอื่นจะมาทด แทนน้ำมัน ไม่จำเป็นต้องเก็บสำรองไว้อีกแล้ว น้ำมันสำรองทั่วโลกที่พิสูจน์แล้วใช้ได้อีกประมาณ60ปี ส่วนที่ยังไม่ได้พิสูจน์น่าจะมีอีกเยอะมาก น้ำมัน หุ้น เศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กันอย่างไร ตอนที่ 4 ราคาน้ำมันโลกลดลงมากมาย กระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร 1)ทั้งโลกใช้น้ำมันรวมกันประมาณ 85 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้าคิดว่าที่ผ่านมาน้ำมันมีค่าเฉลี่ย100เหรียญต่อบาร์เรล ตอนนี้ราคาลดไปถึง70กว่าเหรียญเหลือราคาที่ซื้อขายต่ำกว่า30เหรียญ 85ล้านบาร์เรล*70*365 ยอดเงินที่หายไปจากราคาน้ำมันที่ตกลงมีมูลค่าถึง 2.17ล้านล้านเหรียญ(จีดีพีโลกปี2556 อยู่ที่75.59ล้านล้านเหรียญ) 2)ธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบจะมีต้นทุนที่ถูกลงอันนี้เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ 3)บริษัทน้ำมันจำนวนมากน่าจะผิดนัดชำระหนี้ ก่อน หน้านี้ บริษัทเหล่านี้ได้กู้เงินเพื่อมาขยายกิจกรรมการขุดเจาะหาแหล่งพลังงานที่ ต้องลงทุนกันค่อนข้างสูง โดยได้แรงจูงใจมาจากอัตราดอกเบี้ยที่เคยอยู่ระดับต่ำ ตอนนี้รายได้จากน้ำมันหายไปเยอะมาก การผิดชำระหนี้ก็คงเกิดขึ้นเยอะซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น 4)ประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลักจะมีรายรับน้อยลงอย่างมากมาย สุดท้ายต้องตัดลดรายจ่ายของประเทศลงก็เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก 5)บริษัทน้ำมันเริ่มมีการลดรายจ่ายต่างๆ รวมทั้งลดจำนวนพนักงาน น้ำมัน หุ้น เศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กันอย่างไร ตอนที่ 5 ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง 1)เศรษฐกิจที่ดีหรือสภาพคล่องของระบบเงินที่สูงมีผลบวกต่อตลาดหุ้น ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดีแต่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษและกลุ่มยูโรโซนอัดเงินเข้าไปในระบบตั้งแต่ปี2008 มา มียอดรวมประมาณ9ล้านล้านเหรียญ เงินส่วนนี้ไหลเข้าตลาดหุ้นอย่างมหาศาลซึ่งทำให้ราคาหุ้นขึ้นอยู่มากมาย แต่เมื่อไหร่เงินส่วนนี้โดยดึงกลับจะสงผลร้ายต่อตลาดหุ้นอย่างหนัก 2)เศรษฐกิจที่ไม่ดีหรือการขาดสภาพคล่องของระบบเงินมีผลต่อตลาดหุ้น เดือนธันวาคม 2558 ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มขึ้นดอกเบี้ยและดึงเงินออกจากระบบ มีการให้ข่าวว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง ตลาดหุ้นนอกประเทศสหรัฐน่าจะกระทบหนักมาก ส่วนหุ้นในสหรัฐน่าจะกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นหรืออาจขึ้นก็ได้ 3)ตัวบริษัทเอง เช่นธุรกิจที่ทำธุรกิจน้ำมันช่วงนี้จะเสียหายหนักมาก 4)ธนาคารที่ปล่อยกู้ให้บริษัททำธุรกิจน้ำมัน คงมีหนี้เสียเยอะ ส่งผลลบต่อผลประกอบการของธนาคาร 5)เศรษฐกิจทั่วโลกซบเซาส่งผลต่อยอดขายสินค้าเกือบทุกชนิด ส่งผลลบต่อกำไรของบริษัท มีผลลบต่อราคาหุ้น 7)สินค้าเกษตรทั่วโลกราคาตก เกษตรกรขาดเงินที่จะใช้ในการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลเสียต่อยอดการบริโภคของสินค้าต่างๆ 9)ตลาดอนุพันธ์ เป็นตัวที่ส่งผลกระทบหนักมากเวลาหุ้นตก โดยเฉพาะคนที่ลงทุนเกินตัวเมื่อผิดทางมีโอกาสถูกบังคับขายจนหมดตัวและยังมี หนี้สินอีกจำนวนมาก สรุป---น้ำมันลงคือเรื่องของธุรกิจน้ำมัน หุ้นน้ำมันลงสมเหตุสมผล ---ธนาคารที่ปล่อยกู้ให้ธุรกิจน้ำมัน หนี้เสียจะสูงขึ้นมีผลต่อราคาหุ้น ---ผู้มีรายได้หลักจากธุรกิจน้ำมัน เมื่อขาดสภาพคล่องอาจขายหุ้นที่ตัวเองถือครองอยู่ ---ส่วนหุ้นธุรกิจอื่นที่ตก อาจเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ซึ่งเรื่องที่กระทบหนักจริงๆคือเศรษฐกิจของทั้งโลกซบเซาและธนาคารกลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ยรวมทั้งดึงเงินกลับ ทำให้สภาพคล่องของระบบเงินตราหายไปเยอะมาก
  14. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    ผมเริ่มหาความรู้จากบ้านหลังนี้ เริ่มจากไม่รู้อะไรเลย ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหรือมีข้อมูลอะไรน่าสนใจ ผมต้องมาส่งข่าวที่ห้องนี้แน่นอนครับ ---ที่นี่คือห้องเรียนแห่งแรกหลังจากพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยของผม ช่วงสำคัญผมจะแวะมาครับ
  15. โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

    Johnny Pereira 2 ชม. · ทอง (ขยายความจากบทความก่อนหน้าที่แปะไว้) *** จบขาลงใหญ่*** Gold has blown through the daily channel resistance so there is a gap on our reversals between 1209 and 1309. Gold should now press higher to fill that gap. ทองทะลุกรอบแนวต้านระดับวันขึ้นมา และน่าจะทำให้วิ่งต่อไปจนถึง 1309 ** The low came on the first benchmark right on target at 1045 ($1 from our number at 1044) and was 51.6 months from the 2011 high. ** จุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นในเดือน ม.ค. ปีนี้ ตรงกับรอบ 51.6 เดือนนับจากจุดสูงสุดที่ทำไว้ในปี 2011 พอดิบพอดี ** ดูตามกราฟแนบครับ ที่แรเงาไว้คือ 51.6 เดือนพอดี (ตามแนวคิดของ MA ตัวเลขที่สำคัญของ Cycle คือ 8.6 จำนวน 51.6 เดือนคือ 6 รอบของ 8.6 ถือเป็น 1 cycle ใหญ่) --- ถึงตรงนี้ผมต้องสารภาพผิด Martin บอก Benchmark สำหรับผู้ชำระเงินซื้อบทความเขาเท่านั้น --- หมายความว่า Martin ไม่ใช่คนที่บอกว่า Benchmark คือเดือน มี.ค. นี้ เท่าที่จำได้เขาพูดคร่าวๆ แค่ ไตรมาสแรกของ 2017 เป็นผมเองที่พยายาม หาคำตอบ และได้รู้จัก กูรูอีกท่าน ที่ใช้ระบบ Cycle ใกล้เคียงกับของ Martin และเป็นกูรูท่านนี้ที่เชื่อว่า (และยังคงยืนยันความเชื่อ) ตามระบบของเขา เดือน มี.ค. คือเดือนที่ทองน่าจะทำจุดต่ำสุด http://invst.ly/12pn9 The year-end closing ABOVE 1044 warned that gold was “not as weak as it may appear.” การที่ราคาปิดของปีที่แล้วปิดที่ 1044 เตือนเราว่า ราคาทองปีนี้ไม่น่าจะลงต่ำลงไปมาก (แบบที่กลัวกันแต่ทีแรก) The top of the channel on the Monthly level where the longer-term trend is really defined stands at the 1411.64 level. Gold would need to exceed that level and then find support on the top of that channel to say it is ready for prime time. กรอบบนของกราฟระดับเดือนอยู่ที่ 1411.64 ทอง "ต้อง" ทะลุกรอบตรงนี้ได้ และยืนได้แข็งแกร่ง จะเป็นการยืนยันถึง Prime time ที่เรารอคอยมาแสนนาน (มีต่อ) All of this set the stage for gold to rally strongly as the Dow also hit a 13-year high after closing lower in 2015 than 2014. The markets are talking to us, yelling if you will, that a correction is in the wind on a global basis. The culmination of the trend will NOT be 2017, but pushed off into 2020 with 2017 looking like the start of the trend where confidence collapses in government. ตลาดโดยรวมกำลังส่งสัญญาณว่าทองกำลังจะวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ตลาดกำลังตะโกนบอกเรา ว่าจะมีการปรับฐานใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่จุดหมายปลายทาง (แย่สุดๆ) ไม่ใช่มี 2017 แต่เป็นปี 2020 โดยมีปี 2017 ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายลงในความเชื่อมั่นของประชาชนที่มี ต่อรัฐ (ยุโรป >> ญี่ปุ่น >> US) Eventually, we need an alignment to set the stage for what may be the unwinding of western civilization after governments have managed to collapse before our eyes. ในที่สุดแล้วตลาด (หลายๆ ตลาด) จะจัดเรียงตัว เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น "การล่มสลายของอารยธรรม" ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อหน้าตอตาของคนรุ่นเรา The gold analysts at Yahoo News touted: “Gold, which is seen as an inflation hedge and a defensive asset in times of economic stress, surged to its highest level in over eight months, following speculation that the Federal Reserve could find it tough to raise interest rates further this year. It gained over 2 percent to trade around $1,227 per troy ounce.” Others are touting a Great Depression that will cause the stock market to fall 90% — so buy gold. The truth remains intact. Gold will rise because governments’ structured with endless debts will come to an end. That is the “rise” in interest rates that will unfold as the FREE MARKET stops buying their paper. นักวิเคราะห์ทัวไปอาจพูดไร้สาระ (ขออนุญาตข้ามตรงนี้ไป) เพื่อเชียร์ให้ทองขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทองก็จะขึ้นอยู่ดี โดยไม่สนใจคำพูดไร้สาระเหล่านั้น เพราะเหตุผลที่แท้จริงที่ทองคำจะขึ้นต่อไป ก็เพราะรัฐบาลทั้งหลายยังสะสมหนี้ เพราะเขาคิดว่าจะ Rollover หนี้ไปได้จนตราบฟ้าดินสลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง การก่อหนี้ของรัฐบาลทั้งหลายกำลังมาถึงจุดสิ้นสุด จนทำให้รัฐบาลทั้งหลายต้องขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น มากขึ้น เพื่อชักจูง ให้ประชาชนมาซื้อพันธบัตร มากขึ้น มากขึ้น (แต่ประชาชนก็จะยังซื้อน้อยลง เพราะกลัวเจ๊ง) February was the Panic Cycle. It appears to be on target. The Monthly Bullish stands up at 1362. That is what we need to elect to suggest that a change in trend is possible. Otherwise, be cautious. We are looking at all markets pushing to their extremes. This is the prelude to the chaos coming in 2017. เดือน ก.พ. นี้ ตรงกับ Panic Cycle ซึ่งดูจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่าระบบทำนายได้แม่นยำ แนวต้านของกราฟระดับเดือนอยู่ที่ **1362** แนวต้านนี้คือแนวต้านสำคัญของกราฟระดับเดือน ที่ทองต้องผ่านไปให้ได้ เพื่อที่ยืนยันว่า มีการเปลี่ยนแนวโน้มสำเร็จแล้ว ....... หาไม่แล้ว ให้เพิ่มความระมัดระวัง เพราะตลาดต่างๆ กำลังเคลื่อนไหวอย่างผันผวนรุนแรงสุดโต่ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนของความโกลาหล ที่จะเกิดขึ้นในปี 2017 Johnny Pereira สรุป... 1. การที่จุดต่ำสุดเกิดขึ้นในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับ Benchmark ของ Martin 51.6 เดือนแบบพอดิบพอดี น่าจะเป็นการบอกเราว่า ขาลงใหญ่ ที่กินเวลาทั้งสิ้น 51.6 เดือนนั้น "จบไปแล้ว" 2. การจบขาลง ไม่ได้หมายความว่า เราจะพบกับขาขึ้นในทันที ตลาดอาจเลือกที่จะทำ Sideway (โดยไม่มี new low) อีกได้นานเท่าที่ตลาดต้องการ 3. การที่จะคอนเฟริม์ขาขึ้น ราคาต้องสามารถเอาชนะแนวต้านและสามารถยืนเหนือแนวต้านนั้นได้อย่างแข็งแกร่ง จะขึ้นระดับ day แนวต้านระดับ day ต้องโดนทำลาย ระดับ week month year ก็เป็นในแบบเดียวกัน 4. ณ. ปัจจุบันแนวต้านระดับ day แตกไปเรียบร้อยแล้ว กราฟวีคแตกแล้ว แต่ต้องรอให้ราคาปิดคืนนี้ยืนยันว่าจะไม่ลงไปยืนต่ำ กว่าแนวต้าน ด่านระดับเดือนยังไม่แตก คือด่าน 1362-1411 ตามที่ได้แปลไว้ใน Status ด้านบน ด่านระดับปี ก็ต้องรอดูราคาปิดปลายปีนี้อีกที โดยสรุป ของสรุป ผมเชื่อว่า เราจะไม่ได้เห็นราคาทองที่ต่ำกว่า $1045 อีกแล้ว และเรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนถ่ายเพื่อเข้าสู่ขาขึ้นใหญ่ เงินลงทุนระยะยาว รับความเสี่ยงได้ ซื้อ 100% (อาจมีย่อ หรือ อาจไม่มีย่อ ไม่สามารถทราบได้) ระยะสั้นให้เพิ่มความระมัดระวัง เพราะตลาดผันผวนสูงมากๆ ครับ ปล. เป็นความเชื่อส่วนบุคคล เงินทองเป็นของท่าน โปรดใช้ความระมัดระวัง ตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของท่าน หากท่านกำไร ผมดีใจด้วย หากท่านขาดทุนอย่าด่าผมนะ 555 Johnny Pereira ขอออกตัวก่อน เพราะเป็นครั้งแรกที่บอกให้ซื้อ 55
×