Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
Nexttonothing

โอกาส"ทอง" (จริงๆ) : Safe Heaven

Recommended Posts

ครับ เหมือนข่าวสารเองก็ไม่เคลียร์ ดูสับสนไปหมด

ระเบิดบับเบิลลูกนี้ท่าจะใหญ่จริง แต่คงมีคนเป่าให้มันใหญ่มากๆ ก่อนค่อยระเบิด

Share this post


Link to post
Share on other sites

ราคาทองในรูปของยูโร ขึ้นมาตลอด จะทำให้ปีนี้ มีความต้องการทองในประเทศยุโรป

หวังว่าคงจะซื้อของจริงกันนะ

 

Gold-in-euros-Jan-2015-300x224.jpg

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

ราคาทองขึ้นเพราะยูโรมันอ่อนค่าลงหรือเปล่า ตรงนี้จะมองยังไงดี

Share this post


Link to post
Share on other sites

ราคาทองขึ้นเพราะยูโรมันอ่อนค่าลงหรือเปล่า ตรงนี้จะมองยังไงดี

 

ถูกแล้วคับ เพราะมี QE

ประชาชนยุโรป มีทางเลือกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็น ดอลล่าห์อเมริกา ฟรังสวิส และก็ทอง

แต่ผมยังคิดว่า เขายังไม่เข้าทองเร็ว ๆ นี้ จนกว่าจะมีธนาคารล้ม เบิกเงินไม่ได้นั้นแหละ

  • Like 4

Share this post


Link to post
Share on other sites

พอดีไปอ่านเจอมา แล้วยังไม่เข้าใจเหตุผลตรงที่เน้นสีแดงไว้ครับ

 

ส่วนเรื่องจริงที่จับต้องได้ จีนเขาไม่ได้สะสมทองคำจากการซื้อหามาเก็บในคลังทองคำของจีน

เป็นเพราะจีนขุดทองคำในพื้นดินตนเอง มาหลอมเป็นแท่ง เก็บในคลังของตนเอง มีซื้อแต่น้อย

จีนเป็นประเทศที่ผลิตทองคำจากเหมืองใต้ดินตนเอง มากเป็นอันดับที่หนึ่งของโลกแล้วในวันนี้

อันดับสองออสเตรเลีย อันดับสามอเมริกา อันดับสี่รัสเซีย อันดับห้าอาฟริกาใต้ ห้าอันดับพอล่ะ

 

ลองนึกๆดูเอาเองว่า ใครบ้างเป็นเพื่อนใคร อเมริกา+ออสเตรเลีย+อาฟริกาใต้ ผลิตทองคำรวม

กันได้เป็นหน่วยกิโลกรัมที่ 270,000+370,000+190,000 = 830,000 กิโลกรัม นี่ยังไม่นับรวม

แคนาดา เปรู กาน่า ที่แทงหวยก็ถูกวันยังค่ำ ว่าอยู่ฝั่งใหนระหว่างฝั่งอเมริกา กับฝั่งจีน+รัสเซีย

 

ขณะที่จีน+รัสเซียผลิตรวมกันได้ที่ 335,000+200,000 = 535,000 กิโลกรัมเท่านั้น ล่าสุดแล้ว

งั้น+เพิ่มให้ฝั่งจีน+รัสเซียเข้าไปอีกด้วย อุชเบกิสถาน+คาซัคที่กำลังมาแรงที่ 90,000+80,000

ฝั่งจีน+รัสเซีย+อุชเบกิสถาน+คาซัคสถาน รวมกันได้ 535,000+90,000+80,000 = 705,000

ซึ่งก็ยังไม่เท่ากับที่อเมริกา+ออสเตรเลีย+อาฟริกาใต้ และยังไม่รวมแคนาดา+เปรู+กาน่าด้วยสิ

 

และที่ไม่ควรลืมเป็นอันขาด อเมริกาผลิตทองคำหลอมเป็นแท่งใว้รอให้ร้อยกว่าประเทศ ขอจอง

ทองคำในคลังกลางอเมริกาที่ยังไม่มีเจ้าของ จองซื้อไปหนุนค่าเงินที่ต้องพิมพ์ใหม่ ประเทศใหน

จองแล้วพนักงานในคลังกลางจะขนทองคำไปวางกองในพื้นที่ประเทศนั้นๆ พนักงานจะขนไปมา

กันทั้งวัน ขายก็ขนออกไปกองให้ผู้ซื้อ ขนแม่มแบบนี้ทุกๆวัน และที่มีเข้ามาเติมก็ขนเข้ามาทุกวัน

 

แล้วอเมริกามันจนลงแบบใหนฟ่ะ? เหมืองทองมันเองรวมแคนาดาก็มากมายท่วมท้นโลกอยู่แล้ว

อเมริกาไม่เพียงเป็นจ้าวโลก ยังเป็นกางเกงในของโลกด้วย (ซูเปอร์แมน ยืนยันได้ หรือจะเถียง)

 

วันนี้มีใครรู้บ้างว่าอเมริกามันมีนุคสมัยใหม่อยู่กี่หัวรบ แบบใหนบ้าง แลแล่นไปมาใต้น้ำที่ใหนบ้าง

มันมีแบบใหนบ้างที่ทันสมัยจนคนอื่นตามไม่ทัน รัสเซียที่เหนือกว่าจีนล่ะมีอะไรบ้าง ที่ทันสมัยยิ่ง

 

อ้อ เห็นมีเรือดำน้ำที่เป็นสเตลท์เรดาร์จับรูปร่างไม่ได้ แล่นใต้ช่องแคบบอสฟอรัสของตรุกี 2 รอบ

แล้วดีใจออกข่าวว่าเรดาร์ตรุกี (อเมริกา) จับไม่ได้ ตรุกีรำคาญออกข่าวยกยอบ้างว่าเออ จับไม่ได้

ไม่เห็นอะไรเลย ส่วนอเมริกาบอกเพียงว่า ไม่เห็นอะไรเช่นกัน เห็นวัตถุใสๆ รูปร่างเหมือนเรือดำน้ำ

ไม่รู้ว่าเป็นเรือดำน้ำ หรือเป็นขนมปังฝรั่งเศส (ฮา 3 ที) อาวุธรัสเซียมัดรวมกับจีน ยังไม่เท่าครึ่งที่

อเมริกาเปิดเผยเลย ที่มันไม่เปิดเผยมีอะไรบ้าง ใครรู้บ้าง? ถ้ารู้ บอกเลข บ/ช.มาจะโอนเงินให้ใช้

 

ส่วนเรื่อง ปธน.นิกสัน ปลดการผูกมัดค่าเงินดอลล่าร์กับทองคำ เป็นเพราะฝรั่งเศสหนุนอเมริกาให้

ทำสงคราม แทนตนเองในเวียดนาม มาตั้งแต่ปี 1946 อเมริการับจ้างฝรั่งเศสทำสงครามช่วงแรกๆ

ด้วยทองคำแท่ง เหมือนกับที่ฝรั่งเศสจ้างแยงกี้ให้ช่วยตนเองใน WW II ต่อมากระทั่งปี 1963 ถึง

เป็นอเมริกา ทำสงครามด้วยตนเอง หลังเดียนเบียนฟูแตก หลังจากการตายของ ปธน. เจ เอฟ เค

 

ปธน.นิกสัน ปลดทองคำออกจากค่าเงินนั้นสาเหตุใหญ่คือไม่ต้องการให้ยูเอ็นเอาเรื่องนี้เข้าประชุม

ระหว่าง 5 ชาติผู้ก่อตั้งยูเอ็น ถ้าสองในห้าคือจีนกับรัสเซีย ที่ใครๆ เขารู้ว่าหนุนหลังเวียดนามเหนือ

เจรจารวมกันกับฝรั่งเศส (ฝรั่งเศสเองก็อยากเบี้ยวค่าแรง) เสียงจะเป็น 3 ใน 5 ชนะแม่มทุกๆโหวต

อเมริกาโดย ปธน.นิกสัน จึงดัดหลังฝรั่งเศสด้วยการปลดการผูกมัดดอลล่าร์กับทองคำ แต่หนุนต่อ

กันด้วยการฝากทองคำใว้ที่อเมริกา โดยอเมริกาเป็นผู้ผลิตทองคำมากที่สุดในโลก ในช่วงเวลานั้น

ดอลล่าร์จึงเป็นหน่วยเงินซื้อขายกันด้วยความใว้วางใจว่า มีทองคำ (ที่ผลิตได้ทุกวัน) หนุนกลายๆ

 

ส่วนรูเบิ้ล (รูเบิ้ล อืมมม คุ้นกลิ่น คุ้นลิ้นมะมาก) กับหยวน ยังไงก็ยังต้องการเวลา+ความเชื่อถือ อีก

อย่างน้อย 20-30 ปี คิดง่ายๆ ในกลุ่ม BRIC เอง ยังเป็นศัตรูกัน แลพร้อมจะยิงนุคใส่กัน หากแหยม

มาต่อล้อต่อเถียงกันรุนแรงยิ่งขึ้นๆอีกๆ (อินเดียกับจีนไงล่ะ จูปปากกัน รักกันดีนักหนาล่ะพี่น้องเอ๋ย)

ยากที่จะมีค่าเงินอื่นใด มาเทียบเคียงพวกฝั่งอเมริกาแอนด์เดอะแกงค์ได้ อย่างเร็วที่นับเป็นทศวรรษ

 

http://pantip.com/topic/33362230

Edited by milo
  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

อวสานของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐตอนที่ 1

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ 2 ท่าน คือ Dr. Jim Rickards, CIA's Asymmetric Warfare Advisor และ

Dr. Steve Sjuggerud, Stanberry Research, USA

ทั้งหมดเป็นข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558

(โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูล)

นพ.อมร นนทสุต

 

อวสานของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ตอนที่ 1.pdf

Edited by ส้มโอมือ
  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

อวสานของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐตอนที่ 2

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ 2 ท่าน คือ Dr. Jim Rickards, CIA's Asymmetric Warfare Advisor และ

Dr. Steve Sjuggerud, Stanberry Research, USA

ทั้งหมดเป็นข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558

(โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูล)

นพ.อมร นนทสุต

 

อวสานของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ตอนที่ 2.pdf

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

หายไปกันหมดเลย

ราคาตอนนี้ซื้อทองเก็บได้หรือยังคะ

Edited by ปุณณ์

Share this post


Link to post
Share on other sites

เท่าที่ตามอ่านบทความของ Martin Armstrong คาดว่าจะกลับไปทดสอบ 1155 แล้วลงไปหา new low ใหม่ ซึ่งอาจจะหลุด 1000 เหรียญ แปลว่าขาลงยังไม่จบนะคะ

แต่พอดูค่าเงินบาทก็มีแนวโน้มอ่อนค่าไปถึง 36 บาทต่อดอล พอดูรวมกัน 2 อย่างก็เดาราคายากอะค่ะ ว่าราคาทองเป็นเงินบาทจะเท่าไหร่

 

ส่วนตัวคิดว่าทยอยเก็บไปค่ะ ลงอีกก็ซื้ออีก

 

ปล. Martin Armstrong ยังมองว่า ขาขึ้นรอบถัดไป จะไปอย่างน้อย 5000 เหรียญค่า (ถ้าคุณจอนนี่ผ่านมา ช่วยคอนเฟิร์มข้อมูลด้วยค่า)

Edited by จำมัย จัมไม
  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอบคุณค่ะ

ตอน 26000 ก็รอจะซื้อ 24000 แต่เห็นไหลเรื่อยๆก็เลยรอๆจน 18000 แล้ว

ใจคอจะลงให้ถึง 16000-17000ิ จริงๆหรือ ยังไม่ได้ซื้อสักบาท จะได้รอต่อยาวๆไป

  • Like 3

Share this post


Link to post
Share on other sites

ระบบเงินตราโลก

ระบบเงินตราโลกในยุคปัจจุบันอยู่ในยุคที่เรียกว่า “ยุคมาเฟียคุมระบบเงินตราโลก” ซึ่งจะนำโลกไปสู่ปากเหวแห่งหายนะ โลกจะเดินต่ออย่างไร ระบบเงินตราโลกจะเดินต่อแบบไหน ตอนท้ายจะเฉลยนะครับว่ามาเฟียที่ว่าคือกลุ่มไหน

--สิ่งที่ยังไม่เกิด ทำไมสงครามใหญ่ต้องเกิดในไม่กี่ปีนี้และผมเชื่อว่าต้องเกิด

---สิ่งที่เกิดแล้ว อดีตที่ผ่านมาคนทั่วโลกที่ขยันทำกินรู้จักมัธยัสถ์เก็บหอมรอมริบ จะมีชีวิตช่วงปลายที่มั่นคงอย่างมีความสุข

---แต่คนทั่วโลกในยุคนี้กลับเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงสุดแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน(ไม่นับช่วงสงคราม) มนุษย์เงินเดือนที่มัธยัสถ์เก็บหอมรอมริบ เงินที่เก็บไว้ทำไมมีค่าน้อยลงเรื่อยๆแล้วชีวิตใน วัยชรา จะผ่านไปได้อย่างไร คนรุ่นใหม่กี่คนจะมีปัญญาให้การศึกษาอย่างดีแก่รุ่นต่อไป ทำไมซัดดัมต้องตาย ทำไมกัดดาฟี่ต้องตาย เรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร

อดีตที่ผ่านมาโลกเราเจอคำว่าเงินเฟ้อน้อยมาก หลักของเศรษฐศาสตร์อะไรที่เฟ้อคือสิ่งนั้นมีมากกว่าความต้องการหรือมีมากเกินไป เช่นน้ำมันทำไมช่วงนี้ราคาถูก เพราะมีการผลิตน้ำมันเกินความต้องการไปมาก น้ำมันถึงราคาถูกลง พูดง่ายๆน้ำมันช่วงนี้เฟ้อ รัฐบาลสามารถเก็บภาษีจากประชาชนได้มากกว่า1แบบ

1)เก็บภาษีโดยตรง คือขึ้นภาษี

2)เก็บภาษีทางอ้อม คือทำให้เกิดเงินเฟ้อ อันนี้โหดกว่าแบบแรกเยอะเพราะเงินเก็บทั้งหมดของคุณตลอดชีวิตโดนเงินเฟ้อเล่นงาน ตอนนี้คนทั้งโลกโดนสหรัฐฯเก็บภาษีทางอ้อม เพราะดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของทั้งโลก สหรัฐฯพิมพ์ดอลลาร์มาใช้อย่างมากมาย ทำให้ทั้งโลกเกิดภาวะเงินเฟ้อ

สิ่งที่มีคุณค่าเป็นเงินตราของโลกได้ ต้องควรมีคุณสมบัติ8ข้อตามนี้ ข้อ6และข้อ8 เป็นปัญหาของโลกปัจจุบัน

1. พกพาสะดวก ติดตัวได้ (Transportability)

2. แบ่งแยกเป็นหน่วยย่อยๆได้ (Divisibility)

3. ใครๆก็ยอมรับและรู้จัก (Recognizability)

4. ทำปลอมยาก (Resistance to counterfeiting)

5. มีลักษณะ เป็นมาตราฐานและเหมือนกันทุกหน่วย (Homogeneity)

6. หายาก (Scarcity)

7. ทน (Durability)

8. มีคุณค่าในตัวเอง (Intrinsic Value)

วิวัฒนาการระบบเงินตราโลก

1)ใช้สิ่งของแรกกัน ที่เรียกว่า Barter system ระบบนี้ไม่เวิรค์เพราะต้องหาคนที่มีความต้องการที่สอดคล้องกัน ซึ่งยากมาก

2)ช่วงหาของต่างๆมาเป็นตัวแทนเงินตรา เช่นใบชา เปลือกหอย หินสี วัว และอื่นๆ สุดท้ายก็พบว่าทองคำและโลหะเงิน เป็นตัวแทนที่ดีสุดที่จะเป็นเงินตราของโลก

3)ทองคำและโลหะเงินเป็นเงินตราโลก เราใช้ทองคำและโลหะเงินเป็นเงินตราของทั้งโลกเป็นพันปี ซึ่งตอบโจทย์ทั้ง8ข้อของการเป็นระบบเงินตราโลก โลกใบนี้เกิดเงินเฟ้อน้อยมาก แต่พอเวลาผ่านไปการค้าเจริญขึ้นมาก ข้อ1ของระบบเงินตราเริ่มมีปัญหา((1)พกพาสะดวก ติดตัวได้) สุดท้ายเราเริ่มมีตัวแทนทองคำและโลหะเงินเพิ่มมาอีก1คือ ธนบัตรต่างๆและตราสารที่เกี่ยวเนื่องกับธนบัตร เมื่อเงินกระดาษเข้ามาเป็นส่วน1ของระบบเงินตราและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โลกใบนี้เดินเข้าสู่ระบบเงินตราที่เรียกว่า GOLD STANDARD

4)GOLD STANDARD ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องมีทองคำหรือโลหะเงินหนุนการพิมพ์ธนบัตรหรือตราสารต่างๆ ระบบนี้ดีและโลกเดินไปด้วยความสุข ประชาชนที่ขยันและอดออมจะมีชีวิตบั่นปลายที่มั่นคงและเป็นสุขเหมือนในอดีต ระบบนี้มีอายุประมาณ25ปี

5) Bretton Woods systems(ส่วนตัวผมเรียกช่วงนี้ว่า “ ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุค มาเฟียคุมระบบเงินตราโลก”)ตามชื่อเมืองที่ประชุมกัน โดยสหรัฐฯเสนอให้ใช้ดอลลาร์เป็นสื่อกลางแทนเพราะสะดวกกว่า เวลาใช้ก็ไม่ต้องเสียเวลาแลกเป็นเงินกระดาษอีก โดยสหรัฐรับปากว่าทุก35เหรียญดอลลาร์สามารถนำมาแลกทองคาได้1ออนซ์ ระบบนี้ใช้อยู่ประมาณ25ปี

--ช่วงแรกของระบบ Bretton Woods systems ก็เดินไปได้ดี ดอลลาร์จะพิมพ์ออกมาก็ต่อเมื่อมีทองคำสำรอง แต่ช่วงท้ายๆของระบบนี้สหรัฐฯเริ่มพิมพ์ดอลลาร์ออกมามากมายโดนไม่สัมพันธ์กับทองคำสำรองที่มีอยู่ หลายคนและหลายประเทศเริ่มเห็นและนำดอลลาร์มาแลกทองคำ สุดท้ายสหรัฐฯเบี้ยวคนทั้งโลก ใครถือดอลลาร์ก็ถือดอลลาร์ต่อไปแต่มาแลกคืนทองคำไม่ได้แล้วในปี1971 ป่วนทั้งโลกเลย ช่วงนั้นทองคำพุ่งแรงมากจาก35เหรียญ /ออนซ์ในปี1971 พุ่งไปถึง850เหรียญ/ออนซ์ในปี1980-1981

6)หลังปี1971ถึงปัจจุบัน ”ยุคมาเฟียคุมระบบเงินตราโลก”(มาเฟียคือใครจะเฉลยตอนจบ)

เมื่อตัดความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลลาร์ กลไกของระบบเงินตราก็ทำงานทันที ดอลลาร์ที่พิมพ์ออกมาโดนไม่มีทองคำหนุนหลังอีกต่อไปเริ่มด้อยค่าไปเรื่อย สหรัฐฯต้องรีบแก้ไขด้วยการที่

6.1)เพิ่มอัตราดอกเบี้ยไปเรื่อยๆเพื่อแก้ไขภาวะเงินเฟ้อของดอลลาร์ สุดท้ายต้องขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 20-21%ในปี1980-1981ถึงสามารถเอาชนะภาวะเงินเฟ้อของดอลลาร์ได้

6.2)หาอะไรมาหนุนหลังดอลลาร์เพราะตอนนี้ดอลลาร์ที่พิมพ์มามีมากกว่าทองคำไปเยอะมากและตอนนี้เงินดอลลาร์ก็มาแลกทองคำจากสหรัฐฯไม่ได้แล้ว กระดาษมาพิมพ์เป็นธนบัตรโดยไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง ธนบัตรนั้นจะไร้ค่าแบบที่เยอรมันและซิมบับเว เคยเจอมาแล้ว

สินทรัพย์ที่มีค่ามหาศาลและทั่วโลกต้องการคือน้ำมัน สหรัฐฯได้ไปเจรจากับราชวงศ์ซาอุว่า ยูทำอย่างไรก็ได้ให้โอเปกขายน้ำมันในรูปสกุลดอลลาร์เท่านั้น ไม่รับเงินสกุลอื่น แล้วสหรัฐฯจะคอยดูแลความมั่นคงของราชวงศ์ซาอุเอง นี่คือสาเหตุหลักที่สหรัฐฯพิมพ์เงินออกมามากมายแล้วไม่โดนภาวะเงินเฟ้อเล่นงานเหมือนที่ ซิมบับเวและเยอรมันเคยทำ

หลังจากดอลลาร์ตั้งหลักและได้และยิ่งใหญ่กว่าเก่าเพราะมีน้ำมันจากทั่วโลกมาหนุน หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

1)การทุบทองคำเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าดอลลาร์คือเงินสกุลของโลกไม่ใช่ทองคำก็เริ่มขึ้น ทองคำโดนทุบมาเรื่อย จากราคาสูงสุดที่850ดอลลาร์ในปี1981โดนทุบจนราคาต่ำกว่า300เหรียญช่วงปี2000-2001 หลังจากนั้นทองคำก็เริ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาถูกการทุบหนักอีกที่ในปี2011จนถึงปัจจุบัน

2)ปี1981-2015 สหรัฐฯขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยวงเงินมหาศาลจำนวนมากถึง33ปี ยิ่งหลังปี2008 มีหลายปีที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน1ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สหรัฐฯกลายเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากเป็นเป็นอันดับ1ของโลกไปแล้ว

3)ดอลลาร์สหรัฐเมื่อมีน้ำมันหนุนหลังซึ่งจะแข็งแกร่งกว่าเดิมมากมาย(ของเดิมจะพิมพ์ดอลลาร์ได้สหรัฐต้องมีทองคำสำรอง) ระบบต่างๆที่สหรัฐฯเตรียมการมาก่อนหน้านั้นในการผลักดันให้ดอลลาร์กลายเป็นเงินสกุลหลักของโลกก็ทำงานได้อย่างเต็มที่ สหรัฐฯพิมพ์เงินมาใช้ได้อย่างสบายมือ

3.1)ธนาคารโลกและ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตั้งในปี1944 ก่อนระบบ Bretton Woods systems ประมาณ2ปี แต่ดอลลาร์ก็โตมากไม่ได้เพราะพิมพ์ได้จำกัดตามปริมาณทองคำที่มี ตอนนี้พิมพ์มาใช้เล่นได้สบาย

 

3.2)สหรัฐสร้างระบบ The Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication(SWIFT) ในปีคศ.1973 SWIFT คือระบบการชำระเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศโดยใช้ดอลลาร์เป็นหลัก สำหรับในประเทศแถบเอเชียนั้นระบบ SWIFT ได้เข้ามาเมื่อปี 2523 หรือปี คศ.1980 มี 2 ประเทศที่เริ่มใช้คือ ฮ่องกง กับ สิงคโปร์ ในปีนั้นเองมีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นทั้งหมด 36 ประเทศ 768 สมาชิก

ถึงปี2015 ฐานะความมั่นคงของดอลลาร์สหรัฐฯอาจไม่เหมือนเดิมแล้ว เนื่องจากปริมาณหนี้ที่สหรัฐฯสร้างมาตั้งแต่ปี1981เป็นยอดมหาศาลเกินความสามารถที่สหรัฐฯจะใช้คืนได้แล้ว

ธนบัตรคือตัวแทนสินทรัพย์โดยรัฐบาลถือครองสินทรัพย์แทนประชาชน แต่สินทรัพย์ที่หนุนหลังดอลลาร์คือน้ำมันของกลุ่มโอเปก ผู้ที่ถือครองดอลลาร์เริ่มไม่สบายใจที่จะถือแล้วเพราะฐานะการเงินของสหรัฐฯอยู่ในสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว ประเทศที่ค้าขายมีกำไรมากเริ่มไม่สบายใจที่จะถือดอลลาร์จำนวนมหาศาล จีนเริ่มอยากดันหยวนให้เป็นสกุลหลักของโลกบ้าง

1)หนี้สาธารณของสหรัฐฯเกิน18ล้านล้านเหรียญไปแล้ว และสหรัฐยังไม่หยุดการใช้จ่ายเกินตัว

2)ภาระผูกพันต่างๆที่สหรัฐฯจะต้องดูแลมียอดสูงถึงประมาณ80-100ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

2.1)สหรัฐฯเก็บภาษีประชาชนของเขาในอัตราที่สูงมาก เมื่อถึงวัยเกษียณรัฐบาลต้องดูแลพวกเขาอย่างดี แต่ตอนนี้จำนวนคนที่เกษียณกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในขณะที่จำนวนคนที่จ่ายภาษีลดลงอย่างมาก เนื่องจากจำนวนประชาชนในช่วงเบบี้บลูมเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณ ตอนนี้ทุกวันจะมีคนเกษียณเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ1หมื่นคนมาประมาณ5ปีแล้ว และยังจะเกษียณในปริมาณสูงแบบนี้ไปอีก10ปี

2.2)ประชานิยมต่างๆที่รัฐบาลใช้ในช่วงการหาเสียง มีค่าใช้จ่ายที่มหาศาลมาก ประชาชนที่อาศัย food stampมีจำนวนไม่น้อยกว่า 40ล้านคน(สหรัฐมีประชากรประมาณ320ล้านคน) คนตกงานหรือไม่คิดทำงานรัฐก็ดูแล มีบุตรรัฐก็ช่วยดูแล ประชานิยมอื่นๆที่ใช้ในตอนหาเสียงเป็นรายจ่ายทั้งนั้น

2.3)แสนยานุภาพทางทหารต้องใช้งบมหาศาล

2.4)จีนเริ่มสะสมทองคำเพื่อบอกว่าหยวนมีทองคำหนุนหลัง

2.5) จีนกำลังทดสอบระบบSWIFTของจีน ระบบนี้จะชำระเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศโดยใช้หยวนและเงินสกุลท้องถิ่นของประเทศต่างๆเป็นหลัก

2.6ระบบธนาคารที่จีนกำลังตั้งขึ้นมาคือ AIIB และธนาคารของกลุ่ม BRICS จะมาแข่งกับWORLD BANKและ IMF โดยจะลดบทบาทของดอลลาร์ลงและเพิ่มบทบาทของหยวนและสกุลเงินท้องถิ่น

2.7)อนาคตข้างหน้าความสำคัญของน้ำมันจะลดลง พลังงานทดแทนจะมาแทนที่ ถึงตอนนั้นน้ำมันจะหนุนหลังดอลลาร์ไม่ได้แล้ว ช่วงนี้น้ำมันราคาตกมากมาย ทำไมไม่กี่ปีนี้นี้สหรัฐฯ เริ่มผลิตน้ำมันออกมาใช้อย่างมากมาย หรือมองว่าเก็บต่อไปในอนาคตจะไร้ค่าลงเพราะมีสิ่งอื่นมาทดแทน

2.8)ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และครองโลกในสมัยนั้น เมื่อระบการเงินมีปัญหา(รายจ่ายมากกว่ารายรับจนมีหนี้มหาศาล) จะตามด้วยการล่มสลายของอาณาจักรนั้น สหรัฐฯจะหนี้วงล้อประวัติศาสตร์ได้มั้ย สหรัฐฯจะมีทางไหนที่แก้ปีญหาบ้าง จะมีสงครามล้างหนี้เกิดขึ้นมั้ย อดีตที่ผ่านมาใครผลิตเงินตราโดนไม่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลังก็จะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่โหดร้าย ตั้งแต่อาณาจักรโรมันโบราณ เยอรมันในอดีต ลองมาอ่านเรื่องเงินเฟ้ออย่างหนักที่เกิดไม่นานมากกันครับ

บทความของคุณNexttonothing อภิมหา"เงินเฟ้อ" (Hyperinflation)

ไม่มีที่ไหนในโลก เหมือน “ซิมบับเว” (Zimbabwe)

ไม่ใช่เพราะมีน้าตก วิคตอเรีย อันสวยงาม ไม่ใช่เพราะมีเหมืองขุดเพชร ขนาดใหญ่

หรือเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่ที่นี่ชาวซิมบับเวทุกคนคือ “เศรษฐีพันล้าน” (Billionaire) ย้อนกลับไป 5 ปีก่อน ประเทศนี้ก็ไม่ได้ต่างจากประเทศอื่นๆทั่วไป

หากแต่การบริหารงานที่ผิดพลาดและขาดความเข้าใจ ของผู้นารัฐบาล กลับสร้างหายนะอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนทุกคน ชนิดที่โลกต้องจารึกไว้เป็นอีกบทนึงของประวัติศาสตร์การเงินโลกกันเลยทีเดียว ประชากรชาว ซิมบับเว มีทั้ง “คนผิวขาวและคนผิวดา” อาศัยอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพา คนผิวขาวที่ย้ายมาตั้งรกราก เป็นเจ้าของที่ดินและฟาร์มเกษตร ส่วนคนผิวดา เป็นชนชั้นแรงงาน

:excl: คนขาว รับหน้าที่ เป็นผู้บริหารชั้นดี

:excl: ส่วนคนดาเป็นแรงงานมีฝีมือ ทุกอย่างลงตัว .......

จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต มูกาเบ้ (Robert Mugabe)

รัฐบาลออกกฎหมาย ใหม่ปฎิวัติการจัดการที่ดินทากิน (Land Reform)

เนื้อหาสาคัญก็คือ ช่วยคนผิวดาซึ่งเป็นคนพื้นเมือง ให้มีที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่ต้องตกเป็นลูกจ้างของคนผิวขาวอีกต่อไป

เกิดการยึดคืนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธ์ของคนผิวขาวแล้วเอาไปแจก ให้กับคนผิวดา ......เท่านั้นเองปัญหาเกิด จากคนผิวดา ซึ่งเคยเป็นกรรมกร บัดนี้ได้เลื่อนขั้นกลายเป็นเจ้าของที่ดิน

จาเป็นต้องมาบริหาร จากคนผิวขาวที่เคยบริหารกลับสูญสิ้นทุกอย่างที่เคยเป็นของตัวเอง จาเป็นต้องรับสภาพ กรรมกร ! เหมือนใช้คนไม่ถูกกับประเภทงาน ด้วยความที่ด้อยการศึกษาและขาดทักษะบริหารจัดการ

ไม่นานระบบเศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรืองของ ซิมบับเว ก็ดิ่งลงเหว เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย

สุดท้ายไม่วายเป็นหนี้ IMF

ในปี 2006 ปัญหาหนี้สินของประเทศ เกินเยียวยา ผู้ว่าการธนาคารกลางในขณะนั้นเกิด ปิ๊งไอเดีย (ง่ายๆแต่ไม่ฉลาด) ในการใช้หนี้คืน นั่นก็คือ “การพิมพ์เงิน” (คุ้นๆมั๊ยครับ?)

สกุลเงิน ซิมบับเวียนดอลล่าห์ (Zimbabwean Dollar : ZWD) มีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ประมาณ

1.59 Zim-Dollar แลกได้ 1 US-Dollar

ในเมื่อประเทศเราเป็นหนี้ IMF ในสกุลเงินดอลล่าห์ เราก็แค่พิมพ์เงินประเทศเราเอาไปซื้อดอลล่าห์ เสร็จแล้วก็ เอาไปใช้หนี้คืน ง่ายๆ ไม่น่าจะมีอะไรยาก

16 กพ 2006 : ธนาคารกลางซิมบับเว จึงจัดพิมพ์เงินครั้งใหญ่

มูลค่า 21 Trillion (21,000,000,000,000 ZWD) เพื่อสะสางปัญหา

ได้ผล ! หนี้หายวับไปกับตา แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่า “โหดร้ายมากกว่าเป็นหนี้หลายเท่าตัว” เงิน 21T ออกไปเที่ยว ตปท ได้ไม่นานก็หมุนเวียนกลับเข้ามา

ระบบศก.ของซิมบับเวเองสกุลเงิน ZWD เจือจางลงอย่างรวดเร็ว สินค้าทุกอย่างปรับขึ้นราคาตามในทันที เดือดร้อนถึง นายกโรเบิร์ต มูกาเบ้ ที่ต้องรีบสั่งการให้ ธนาคารกลางแก้ไข ปัญหาโดยด่วน ซึ่งแน่นอน อาวุธคู่กายธนาคารกลางทุกประเทศมีแค่ สองอย่าง แต่สาหรับ ซิมบับเว พิมพ์ พิมพ์ พิมพ์ และ ก็พิมพ์ คือ คาตอบสุดท้าย

ในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน ปริมาณเงินอีก 60T ! ถูกอัดฉีดเข้าระบบ

วัตถุประสงค์ก็เพื่อจ่ายเพิ่มเป็นเงินเดือนให้กับบรรดา ทหาร ตารวจและข้าราชการ เพราะข้าวของแพงเหลือเกินแต่กลับยิ่งทาให้ปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงเข้าไปอีก เพื่อเป็นการยับยั้งและจัดระเบียบกันใหม่ ให้เงินสกุล ZWD ยังคงดูน่าเชื่อถือต่อไป สิงหาคมในปีนั้น ธนาคารกลางตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบ ธนบัตรใหม่ทั้งหมด โดยขอร้องให้ประชาชนนา ธนบัตรรุ่นเดิมมาแลก

แต่ภายใต้ข้อแม้ว่า 1000 ZWD เก่า แลกได้เพียง 1 ZWD ใหม่ (ตัด 0 ออกสามตัว)

หากคุณมีเงินฝากในธนาคาร 1 ล้าน วันรุ่งขึ้นยอดเงินฝากจะลดลงเหลือเพียง 1 พัน เท่านั้น !!

ทากันถึงขนาดนั้น แต่ปัญหาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทา ...... ปี 2007 อัตราเงินเฟ้อยังคงพุ่งต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือสินค้าขึ้นราคาราวกับติดจรวด

รัฐบาลของมูกาเบ้ ตัดสินใจใช้มุกใหม่ (แต่เป็นแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ)

ออกกฎหมายควบคุมราคาสินค้าทุกอย่าง (Price control) ร้านค้าใดหากไม่ทาตามถือว่ามีความผิด ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่า ในเมื่อขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ก็ “ไม่ขาย”

สินค้าใน ซุปเปอร์มาร์เก็ต เริ่มถูกเก็บลงจากชั้นวาง เหลือแต่ความว่างเปล่า

การกาหนดราคาขายสินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ยารักษาโรค เริ่มกาหนดกันเองในตลาดมืด พร้อมๆกับการกักตุนสินค้า เงิน ZWD กลายเป็น “เงินร้อน” ประชาชนรีบใช้มันทันทีเมื่อได้มา ทาให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อัตราเงินเฟ้อ จึงยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

มกราคม 2008

- รัฐบาลออกธนบัตรใหม่ชนิดราคา 200,000 ใช้เป็นครั้งแรก !

แต่ยังไม่ทันจะสิ้นเดือน ธนบัตรชนิดราคา 10,000,000 ก็ถูกผลิตขึ้นมา

ถือเป็นแบงค์ที่มูลค่าแพงที่สุดในขณะนั้น แต่หากคิดเทียบเป็นเงินบาทไทย คงใช้ซื้อข้าวผัดกระเพราได้เพียงแค่ 4 จาน (120 บาท)

เมษายน 2008 รัฐบาลออกธนบัตร ชนิดราคา 50,000,000 ออกสู่สาธารณะ

มิถุนายน 2008

ธนบัตร ชนิดราคา 100,000,000 และ 250,000,000 ก็ถูกผลิตออกมา

แต่แค่เพียง สิบวันหลังจากนั้น ชนิดราคา 500,000,000 ก็ออกตามมาติดๆ

กรกฎาคม 2008

ธนาคารกลางวางแผน จะออกธนบัตรชนิดราคา 100,000,000,000 ออกสู่ตลาด

แต่พอถึงปลายเดือน ประธานธนาคารกลางเลือกที่จะขอปรับค่าเงินกันใหม่ (Redenominated)

โดยคราวนี้ ตัด 0 ข้างหลังออก 10 ตัว !!!!!!

(10,000,000,000 ZWD เก่าแลกได้เพียง 1 ZWD ใหม่)

อัตราเงินเฟ้อในขณะนั้นคือ 11,250,000 % !

ราคาของเบียร์ 1 ขวดในขณะนั้น 100,000,000,000 แต่เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา

ราคาก็ปรับขึ้นเป็น 150,000,000,000ความคิดของรัฐบาลและธนาคารกลางที่ จะแก้ปัญหาโดยการพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าระบบไม่สัมฤทธิ์ผล สาเหตุก็เพราะความเชื่อถือในระบบธนบัตรของประชาชนชาวซิมบับเว ลดลงเร็วกว่า ความสามารถในการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์

ไม่ว่าจะเร่งสปีดพิมพ์เพิ่มออกมามากขนาดไหน ไม่สาคัญว่าจะใส่ 0 ไปอีกซักกี่ตัว

เมื่อ กระดาษก็คือกระดาษ ความน่าเชื่อถือหากหมดไปจากกระดาษ ก็คือ จบ...

มูกาเบ้ ไม่เข้าใจความจริงในข้อนี้ เค้าเลือกที่จะสู้หลังพิงฝากับเงินเฟ้อ

มกราคม ปี 2009

ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย ประชาชนชาวซิมบับเว จึงได้เห็น ธนบัตร ชนิดราคา 50,000,000,000 ออกใช้

16 มกราคม 2009

วันที่โลกต้องจดจา รัฐบาลของมูกาเบ้ ประกาศจะพิมพ์ ธนบัตร ชนิดราคา

10,000,000,000,000 - อ่านว่า สิบ ล้านล้าน

20,000,000,000,000 - อ่านว่า ยี่สิบ ล้านล้าน

50,000,000,000,000 - อ่านว่า ห้าสิบ ล้านล้าน

100,000,000,000,000 - อ่านว่า หนึ่งร้อย ล้านล้าน ออกใช้.....

แต่ไม่มีความหมายอีกต่อไป ประชาชนเลิกพกเงินเป็นกระสอบๆ เพื่อไปจ่ายตลาด

เงินสกุล ซิมบับเว ไม่มีใครเชื่อถือและอยากใช้ การซื้อขายทั่วไป

ถูกกาหนดราคากันใหม่ด้วย เงินสกุลเงินตราต่างประเทศ เช่น US.Dollar

หรือไม่เช่นนั้นก็ทาการซื้อขายกันด้วย “ทองคา”

ประชาชนชาว ซิมบับเว บางส่วน (ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ) ย้อนกลับไปสู่ยุคโบราญ

เอากะทะไปร่อนหาเศษทองในแม่น้า เพื่อเอามาแลกกับ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ามันพืช หรือ ขนมปัง ประทังชีวิตไปวันๆ ใครที่ยังเก็บทองคาติดตัวเอาไว้ ยังสามารถซื้อของได้เท่าเดิม แต่ผู้ที่เก็บเงินออมไว้ในรูปแบบของ “ธนบัตร” ซิมบับเวเผื่อไว้ใช้ยามแก่

กลับพบว่าเงินทั้งหมดแทบไม่พอที่จะจ่ายแม้แค่ “อาหารเช้าเพียง 1 มื้อ”

เมษายน ปี 2009

สกุลเงิน ZWD ตายสนิท รัฐบาล ปล่อยให้ตลาดเป็นคนกาหนด ราคาและสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกันเอง

เงิน ZWD ประกาศหยุดพิมพ์เพิ่ม อย่างน้อย 1 ปีหลังจากนั้น เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาด้วยตัวของมันเอง ระบบเศรษฐกิจนั้นเมื่อเกิดปัญหา กลไกของตลาดจะมีวิธีจัดการแก้ไขได้ด้วยตัวของมัน ภาษาทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand)

หน้าที่ของรัฐบาล เพียงแค่สนับสนุนให้ มือที่มองไม่เห็นนี้ ทางานไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่มีอะไรมาขัดขวาง แต่รัฐบาลในหลายๆประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วหรือ

กาลังพัฒนากลับพยายามที่จะทาตัวเป็นมือที่มองไม่เห็นนี้ซะเอง ใช้อานาจ เข้าจุ้นจ้าน-เข้าแก้ไข สุดท้ายก็พัง

เปรียบเทียบง่ายๆ

-เหมือนร่างกายคนเรา ต้องมี “วิญญาณ” หาก วิญญาณ ออกจากร่างเมื่อไหร่ เราก็ตาย

-เงินก็เช่นกัน อยู่ได้ด้วย “ความเชื่อถือ” เมื่อความเชื่อถือ หมดไป เงินก็ตายได้เช่นกัน

ทั้งวิญญาณและความเชื่อถือ ถึงแม้เรามองมันไม่เห็น แต่เชื่อผมเถอะครับว่า “มันมีอยู่จริง!”

เงินสกุลต่างๆ พยายามพัฒนาระบบ เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง อยู่ตลอดก็เพื่อคงความเชื่อถือ

ให้ยังคงอยู่ ผิดกับ “ทองคำ” ที่ ความเชื่อถือ คงอยู่ในตัวมัน

ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานได้ หลายพันปี หากจะพูดว่าเป็น “อมตะ” ก็คงจะไม่ผิด

มีบางช่วงเวลา ในหน้าประวัติศาสตร์ที่เราอาจะหลงลืมมันไปบ้าง เพราะโดนหลอกตาและได้รับการสั่งสอนมาแบบผิดๆ

แต่ ทุกครั้งมื่อทุกคนคิดได้ ทองคำก็จะได้กลับมาทาหน้าที่ “เงินที่แท้จริง”ทุกครั้งไป.

ปล. เหตุการณ์เงินเฟ้อรุนแรง เคยเกิดขึ้นในหลายๆประเทศ มีลักษณะไม่ต่างกัน ไม่ใช่หนังหรือละคร แต่ มันเป็นเหตุการณ์จริง เช่นที่ ยูโกสลาเวีย, เยอรมัน, อาเจนติน่า

แต่ที่ผมเลือก ซิมบับเวเพราะ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คือในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น

ถือว่าเป็น Modern Hyperinflation ที่สาคัญ มูกาเบ้ เคยทายังไงเอาไว้ บุช, โอบาม่า, เบน เบอร์นันเก้ กาลังดำเนินรอยตาม! หากยังไม่หักดิบเปลี่ยน นโยบาย เส้นทางที่สหรัฐอเมริกากำลัง

เดินไปจุดหมายคือ Hyperinflation อย่างแน่นอน ไม่สำคัญว่า จะเป็น ซิมบับเวียน ดอลล่าห์ หรือ US ดอลล่าห์ เมื่อกระทำ“เหตุ” อย่างเดียวกัน ก็ย่อม ให้ “ผล” ที่ไม่ต่างกัน.__

- -- - --------------------------------------------------------------------------------------------

เฉลยยุคมาเฟียคุมระบบเงินตราโลก ธนาคารกลางของสหรัฐฯเป็นของเอกชน ระบบเงินตราของประเทศโดนมาเฟียจากยุโรปและอเมริกาคุมมาประมาณ100ปีแล้วครับ กฏหมายหนี้ถูกสอดไส้และผ่านสภาปลายเดือนธันวาคมช่วงคริสต์มาส สส.และสว.น้ำดีไม่อยู่เพราะไม่รู้ว่าจะมีการสอดไส้เรื่องใหญ่แบบนี้ ผมตามเศรษฐกิจโลกมาช่วงใหญ่แล้ว ถามผมว่ารัฐมนตรีคลังของสหรัฐมีใครบ้าง ผมตอบได้เลยครับว่าไม่รู้ แต่ประธานของ
FED คนปัจจุบันและย้อนหลังไปอีก2คนผมไล่ชื่อได้เลย

อนาคตของระบบเงินตราโลกจะเดินไปในทิศไหน แต่ระบบปัจจุบันไม่สามารถเดินต่อแล้วเพราะปริมาณหนี้โตเร็วกว่ารายได้เยอะ จะมีการลดหนี้เกิดขึ้นมั้ย ระบบเงินตราสกุลเดียวทั่วโลกที่หลายกลุ่มพูดถึงจะมีมั้ย ระบบเงินกระดาษที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ผู้ปกครองเริ่มไม่ชอบแล้วเพราะคุมไม่ได้ ระบบที่พวกเขาคุมได้และอยากได้คือระบบเงินอิเลคโทรนิคส์ที่รัฐเป็นเจ้าของ ปัจจุบันเราไม่สบายใจก็ถอนเงินออกมา ประชาชนแห่ถอนเงินมากมายก็ธนาคารล้ม แต่ระบบเงินอิเลคโทรนิคส์คุณถอนเงินกระดาษไม่ได้ ทุกอย่างจะคุมด้วยอิเลคโทรนิคส์ รัฐคุมเงินของคนทั้งโลก จะยึดจะอายัดทำได้หมด ระบบเงินอิเลคโทรนิคส์ที่มีหลายคนเริ่มใช้คือ
BIT COIN ซึ่งระบบนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

ส้มโอมือ
  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

เฟดอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้. จะซื้อทองคำเพิ่ม ดูก่อนว่าจะมีการเพิ่มดอกเบี้ยมั้ยน่าจะดีกว่าครับ ถ้าปรับเพิ่มคงโดนทุบไม่น้อย

Edited by ส้มโอมือ
  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

ในเมื่อคนส่วนมากมองว่า สหรัฐฯเป็นส่วนเดียวในตอนนี้ที่ฟื้น เฟดก็อาจยังไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยก็ได้ แค่เชื่อว่าสหรัฐฯฟื้นแล้วก็สามารถทุบสิ่งที่อยากจะทุบได้แล้ว

ถ้ากิจการไหนบอกว่ากิจการของเขาฟื้นแล้ว เพราะมีการใช้จ่ายต่างๆของบริษัทเพิ่มขึ้น เงินที่นำมาใช้จ่ายก็เป็นเงินที่กู้มาเพิ่ม ไม่ใช่เพราะมีกำไรเพิ่มขึ้น คุณจะเชื่อมั้ยว่าบริษัทนี้ฟื้นแล้วจริง

  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

เงินสำหรับซื้อทองคำ ผมเข้าครบ100%แล้วนะ

 

 

Seam Arsenalการลงทุนด้วยระบบ II

13 นาที ·

ทองคำ จุดตัดสินใจ กำลังจะเลือกทางว่ามีอะไรจะทำให้ราคาทองคำ พุ่งได้หรือไม่ เเต่ทาง เทคนิคมีสัญญาณมายืนยันเเล้ว

TF Week

 

12033011_977044635675450_7449339949980327940_n.jpg?oh=817bb7326f60b3d7f5c8860984a35289&oe=566BE600&__gda__=1453867960_efd506a1ccfda13e4f18f6740658cc97

Edited by ส้มโอมือ
  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Loading...

  • Recently Browsing   0 members

    No registered users viewing this page.

×
×
  • Create New...