Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 

Search the Community

Showing results for tags 'อัมพฤกษ์ อัมพาต'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • มุมมือใหม่ หัดใช้เวปบอร์ด
    • แนะนำการใช้งานเวปบอร์ด
  • สภากาแฟ
    • สภากาแฟ
    • บทวิเคราะห์ราคาทองคำ
    • วิเคราะห์หุ้น-การเงิน-การลงทุน
    • เตือนภัยสังคม
    • เปิดประเด็น
  • เนื้อหาสาระเกี่ยวกับทองคำ การลงทุน
    • บทความเกี่ยวกับทองคำ
    • บทเรียนเกี่ยวกับทองคำ
    • ข่าวราคาทองคำ การลงทุน
    • การใช้งาน Software
  • นอกเรื่องนอกราว
    • เก็บมาฝาก
    • IT เทคโนโลยี
    • มุมสุขภาพ
    • ชวนกันทำบุญ
    • โฆษณา-ประชาสัมพันธ์

Categories

  • Articles
    • Forum Integration
    • Frontpage
  • Pages
  • Miscellaneous
    • Databases
    • Templates
    • Media
  • รวมบทความ

Blogs

There are no results to display.

There are no results to display.

Categories

  • แฟ้มสาระ
    • MT4 Stuffs
    • Seminar ThaiGOLD 4
  • แฟ้มทั่วไป
    • เพลงน่าฟัง
    • อื่นๆอีกมากมาย

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


AIM


MSN


Website URL


ICQ


Yahoo


Jabber


Skype


ความชื่นชอบ

Found 4 results

  1. อัมพฤกษ์ อัมพาต คือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นทันทีทันใดจากเนื้อสมองขาดเลือด หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลงจากหลอดเลือดแดงที่ ตีบ, อุดตัน หรือ แตก ส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย โดยมีอาการแสดงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง หลายท่านคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ถึงวิธีการรักษาได้ด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกของการฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต วันนี้เรามีข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS จากศูนย์สมองและระบบประสาท ของโรงพยาบาลนครธนมาฝากกันค่ะ เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) คืออะไร? TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) คือ เทคโนโลยีที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปกระตุ้นเซลล์สมอง ส่งผลให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมและการสร้างวงจรระบบประสาทต่าง ๆ ภายในสมอง โดยการกระตุ้นสมองในตำแหน่งต่าง ๆ จะใช้หัว Coil ในลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง ความถี่ และความแรงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะและตำแหน่งรอยโรคของผู้ป่วย ประโยชน์ของการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - เป็นทางเลือกเพื่อช่วยในการฟื้นฟูภาวะอ่อนแรง สื่อสารลำบาก กลืนลำบาก จากภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอุดตัน - ทางเลือกในการรักษาภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าแล้วไม่ตอบสนองเท่าที่ควร - ทางเลือกในการฟื้นฟูการทำงานของสมองในผู้ป่วยที่มีภาวะความจำถดถอยจากโรคอัลไซเมอร์ การรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) ให้ประสิทธิภาพดีแค่ไหน? การรักษาด้วยเทคโนโลยี TMS คือการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านเข้าไปยังสมอง ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บต่ออวัยวะโดยรอบ ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย หากทำควบคู่กับการทำกายภาพบำบัด จะช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยได้ 30-60% แพทย์จะทำการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กวันละ 1 ครั้ง โดยระยะเวลาและความถี่ที่นัดมาทำขึ้นกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น ทั้งนี้แพทย์จะคอยซักถามและสังเกตอาการข้างเคียงตลอดระยะเวลาในการกระตุ้น ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่มีอาการมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน - ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาด้วยยาในขนาดที่เหมาะสมมาแล้วและอาการยังไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งปีนับจากเริ่มทานยาต้านเศร้า - ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นถึงระยะปานกลาง ข้อจำกัดในการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - ผู้ที่มีการฝังโลหะหรือชิ้นส่วนของโลหะในสมองและในช่องหู เพราะสนามแม่เหล็กสามารถเหนี่ยวนำวัตถุที่เป็นโลหะ จนอาจก่อให้เกิดแรงกระทำต่อโครงสร้างสมองโดยรอบวัตถุนั้นได้ - ผู้ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือเครื่องมือที่ฝังอยู่ในร่างกาย เพราะสนามแม่เหล็กจะรบกวนการทำงานของวงจรไฟฟ้าของเครื่องเหล่านั้นได้ ผลข้างเคียงที่พบในการรักษาด้วย TMS มีความร้อนบริเวณที่กระตุ้น เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กทำให้อุณหภูมิภายในสมองสูงขึ้นแต่น้อยมากจะมีปวดตึงศีรษะบริเวณที่ทำการกระตุ้น คลื่นไส้ วิงเวียน อาการชัก อารมณ์พลุ่งพล่าน สำหรับผู้ป่วยจิตเวช ข้อแนะนำก่อนรักษาด้วย TMS 1.แพทย์จะแนะนำการรักษา ข้อบ่งชี้ และข้อห้ามในการใช้เครื่องมือดังกล่าว 2.ห้ามอดนอน ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนทำการรักษาด้วย TMS ในวันรุ่งขึ้น 3.หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนก่อนทำ TMS 4.กรณีมียาที่ใช้เป็นประจำ โดยเฉพาะยาในกลุ่มยานอนหลับ ยาทางจิตเวช ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง อัมพฤกษ์ อัมพาต จากโรคหลอดเลือดสมองถือเป็นภัยเงียบที่น่ากลัว เพราะมีผู้ป่วยหลายคนที่กว่าจะรู้ตัวว่าป่วยก็มีอาการหนักแล้ว ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือ หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเอง ว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ ได้แก่ หน้าเบี้ยว แขนขาชาหรืออ่อนแรง พูดไม่ชัด พูดไม่ออก การมองเห็นผิดปกติ เวียนศีรษะ เดินเซ ซึมลง หรือปวดศีรษะรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้ามีอาการใดอาการหนึ่งแล้วอย่ารีรอ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะการได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถช่วยลดความพิการและการเสียชีวิตลงได้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน : https://www.nakornthon.com/article/detail/tms-เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า-ช่วยฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต
  2. ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในการฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง นั่นก็คือ เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) การบำบัดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูและลดอาการเกร็งของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและรักษาอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) คืออะไร? TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) คือ เทคโนโลยีที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปกระตุ้นเซลล์สมอง ส่งผลให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมและการสร้างวงจรระบบประสาทต่าง ๆ ภายในสมอง โดยการกระตุ้นสมองในตำแหน่งต่าง ๆ จะใช้หัว coil ในลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง ความถี่ และความแรงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะและตำแหน่งรอยโรคของผู้ป่วย ประโยชน์ของการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - เป็นทางเลือกเพื่อช่วยในการฟื้นฟูภาวะอ่อนแรงจากอัมพฤกษ์ อัมพาตในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอุดตัน - ทางเลือกในการรักษาภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าแล้วไม่ตอบสนองเท่าที่ควร - ทางเลือกในการฟื้นฟูการทำงานของสมองในผู้ป่วยที่มีภาวะความจำถดถอยจากโรคอัลไซเมอร์ การรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) ให้ประสิทธิภาพดีแค่ไหน? การรักษาด้วยเทคโนโลยี TMS คือการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านเข้าไปยังสมอง ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บต่ออวัยวะโดยรอบ ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย หากทำควบคู่กับการทำกายภาพบำบัด จะช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยได้ 30-60% แพทย์จะทำการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กวันละ 1 ครั้ง โดยระยะเวลาและความถี่ที่นัดมาทำขึ้นกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น ทั้งนี้แพทย์จะคอยซักถามและสังเกตอาการข้างเคียงตลอดระยะเวลาในการกระตุ้น ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่มีอาการมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน - ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาด้วยยาในขนาดที่เหมาะสมมาแล้วและอาการยังไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งปีนับจากเริ่มทานยาต้านเศร้า - ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นถึงระยะปานกลาง ข้อจำกัดในการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - ผู้ที่มีการฝังโลหะหรือชิ้นส่วนของโลหะในสมอง เพราะสนามแม่เหล็กสามารถเหนี่ยวนำวัตถุที่เป็นโลหะ จนอาจก่อให้เกิดแรงกระทำต่อโครงสร้างสมองโดยรอบวัตถุนั้นได้ - ผู้ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือเครื่องมือที่ฝังอยู่ในร่างกาย เพราะสนามแม่เหล็กจะรบกวนการทำงานของวงจรไฟฟ้าของเครื่องเหล่านั้นได้ ผลข้างเคียงที่พบในการรักษาด้วย TMS มีความร้อนบริเวณที่กระตุ้น เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กทำให้อุณหภูมิภายในสมองสูงขึ้นแต่น้อยมากจะมีปวดตึงศีรษะบริเวณที่ทำการกระตุ้น คลื่นไส้ วิงเวียน อาการชัก อารมณ์พลุ่งพล่าน สำหรับผู้ป่วยจิตเวช ข้อแนะนำก่อนรักษาด้วย TMS - แพทย์จะแนะนำการรักษา ข้อบ่งชี้ และข้อห้ามในการใช้เครื่องมือดังกล่าว - ห้ามอดนอน ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนทำการรักษาด้วย TMS ในวันรุ่งขึ้น - หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนก่อนทำ TMS - กรณีมียาที่ใช้เป็นประจำ โดยเฉพาะยาในกลุ่มยานอนหลับ ยาทางจิตเวช ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง การรักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยการทำ TMS กระตุ้นสมอง จะไม่สามารถทำได้ในผู้ที่มีโลหะฝังอยู่ในสมอง หรือผู้ป่วยที่ฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้งก่อนทำการรักษา หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน https://www.nakornthon.com/article/detail/tms-เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า-ช่วยฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต
  3. ปัจจุบันโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกที่เรียกกันอีกอย่างนึงว่า Stroke เป็นโรคที่สำคัญมาก เนื่องจากเป็นสาเหตุความพิการและเสียชีวิตมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ความน่ากลัวของโรคนี้คือ หากเป็นแล้วส่งผลต่อผู้ป่วยทำให้กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้และถึงแม้จะช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ยังมีผู้ป่วยส่วนหนึ่ง มีปัญหาด้านการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนขา และการเกร็งของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มีปัญหาต่อการช่วยเหลือตัวเอง และการประกอบกิจวัตรประจำวัน บางรายก็ไม่สามารถเดินเองได้ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์สมัยใหม่ทำให้มีเทคโนโลยีหนึ่งที่เข้ามาช่วยในการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งชนิดหลอดเลือดสมองตีบและแตก ได้แก่ เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแล้วยังมีอาการอ่อนแรงหรือการเกร็งของกล้ามเนื้อ การบำบัดด้วยเครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า tms กระตุ้นสมอง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูและลดอาการเกร็งของผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองได้ ซึ่งหลายคนยังคงสงสัยว่าการทำ การบำบัดด้วยเครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง คืออะไร วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกันค่ะ เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) คืออะไร? TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) คือ เทคโนโลยีที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปกระตุ้นเซลล์สมอง ส่งผลให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมและการสร้างวงจรระบบประสาทต่าง ๆ ภายในสมอง โดยการกระตุ้นสมองในตำแหน่งต่าง ๆ จะใช้หัว coil ในลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง ความถี่ และความแรงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะและตำแหน่งรอยโรคของผู้ป่วย ประโยชน์ของการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - เป็นทางเลือกเพื่อช่วยในการฟื้นฟูภาวะอ่อนแรงจากอัมพฤกษ์ อัมพาตในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอุดตัน - ทางเลือกในการรักษาภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าแล้วไม่ตอบสนองเท่าที่ควร - ทางเลือกในการฟื้นฟูการทำงานของสมองในผู้ป่วยที่มีภาวะความจำถดถอยจากโรคอัลไซเมอร์ การรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) ให้ประสิทธิภาพดีแค่ไหน? การรักษาด้วยเทคโนโลยี TMS คือการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านเข้าไปยังสมอง ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บต่ออวัยวะโดยรอบ ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย หากทำควบคู่กับการทำกายภาพบำบัด จะช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยได้ 30-60% แพทย์จะทำการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กวันละ 1 ครั้ง โดยระยะเวลาและความถี่ที่นัดมาทำขึ้นกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น ทั้งนี้แพทย์จะคอยซักถามและสังเกตอาการข้างเคียงตลอดระยะเวลาในการกระตุ้น ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่มีอาการมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน - ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่รักษาด้วยยาในขนาดที่เหมาะสมมาแล้วและอาการยังไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งปีนับจากเริ่มทานยาต้านเศร้า - ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นถึงระยะปานกลาง ข้อจำกัดในการรักษาด้วยเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS) - ผู้ที่มีการฝังโลหะหรือชิ้นส่วนของโลหะในสมอง เพราะสนามแม่เหล็กสามารถเหนี่ยวนำวัตถุที่เป็นโลหะ จนอาจก่อให้เกิดแรงกระทำต่อโครงสร้างสมองโดยรอบวัตถุนั้นได้ - ผู้ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจหรือเครื่องมือที่ฝังอยู่ในร่างกาย เพราะสนามแม่เหล็กจะรบกวนการทำงานของวงจรไฟฟ้าของเครื่องเหล่านั้นได้ ผลข้างเคียงที่พบในการรักษาด้วย TMS มีความร้อนบริเวณที่กระตุ้น เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กทำให้อุณหภูมิภายในบริเวณหนังศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย อาจจะมีปวดตึงศีรษะบริเวณที่ทำการกระตุ้น คลื่นไส้ วิงเวียน อาการชัก อารมณ์พลุ่งพล่าน สำหรับผู้ป่วยจิตเวช ข้อแนะนำก่อนรักษาด้วย TMS 1.แพทย์จะแนะนำการรักษา ข้อบ่งชี้ และข้อห้ามในการใช้เครื่องมือดังกล่าว 2.ห้ามอดนอน ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนทำการรักษาด้วย TMS ในวันรุ่งขึ้น 3.หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนก่อนทำ TMS 4.กรณีมียาที่ใช้เป็นประจำ โดยเฉพาะยาในกลุ่มยานอนหลับ ยาทางจิตเวช ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง 5.ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง เนื่องจากเทคโนโลยี tms รักษา อัมพฤกษ์ หรือ tms กระตุ้นสมอง มีใช้รักษาในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ ส่วนโรงพยาบาลเอกชนมีใช้อยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน เราเตรียมพร้อมในการดูแลผผู้ป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต ให้กลับบมาปกติเหมือนเดิมมากที่สุด เพราะทุกชีวิตมีค่าสำหรับเรา การดูแลใส่ใจผู้ป่วยอย่างดีที่สุดคือหน้าที่ของเรา หากมีปัญหาหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ตลอดเวลาทำการค่ะ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.nakornthon.com/Article/Detail/TMS-เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า-ช่วยฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต
  4. ในปัจจุบันพบว่าคนไทยป่วยเป็น โรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มมากขึ้น พบว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย โรคหลอดเลือดสมองมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและไม่ทันตั้งตัว โดยเมื่อหลอดเลือดในสมองตีบอุดตันและแตก จะเป็นสาเหตุอัมพฤกษ์อัมพาต และอาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด วันนี้เราจึงมีข้อมูลความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมวิธีการรักษาจากโรงพยาบาลนครธน มาฝากกันค่ะ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คือ ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองขาดเลือด โดยอาการผิดปกติจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ปากเบี้ยว พูดไม่ขัด กลืนลำบาก แขนขาชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกาย และมักมีอาการเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ หลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน (ischemic stroke) พบได้ประมาณ 70% ของโรคหลอดเลือดสมอง การอุดตันเกิดได้จากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นไหลไปตามกระแสเลือดจนไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดจากมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดสมอง และขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดสมอง ในบางรายอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นสามารถหายได้เองใน 24 ชั่วโมง เรียกว่า ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient ischemic attack – TIA) หลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke) พบได้ประมาณ 30% ของโรคหลอดเลือดสมอง การแยกว่าคนไข้ที่มีอาการเหล่านี้เป็นจากโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือโรคหลอดเลือดสมองแตกนั้นจำเป็นต้องใช้การเอกซเรย์สมองมาช่วยแยก เนื่องจากอาการของทั้งสองกลุ่มนี้มีความคล้ายคลึงกันแต่มีปัจจัยเสี่ยงและการรักษาที่ต่างกัน โรคหลอดเลือดสมอง มีอาการอย่างไร? · มีอาการอ่อนแรงที่ใบหน้า เช่น ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หลับตาไม่สนิท หรือชาที่ใบหน้า · มีอาการแขนขาอ่อนแรงอย่างเฉียบพลันโดยมักเป็นครึ่งซีก · มีอาการแขนหรือขาชาอย่างเฉียบพลัน มักจะเป็นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย · พูดไม่ออก หรือฟังไม่เข้าใจ รวมทั้งพูดลำบาก หรือพูดไม่ชัด · มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็น · มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงเฉียบพลัน โดยที่ไม่มีสาเหตุ · มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว เช่น ซึมลง เรียกไม่รู้ตัว · มีอาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน · มีอาการเดินเซ เดินลำบาก การทรงตัวไม่ดีอย่างเฉียบพลัน ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยต้องแยกเป็นปัจจัยเสี่ยงเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ โรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน (Ischemic stroke) ปัจจัยเสี่ยง แบ่งเป็น ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้ เช่น อายุ และปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ ได้แก่ • ความดันโลหิตสูง • เบาหวาน • ไขมันในเลือดสูง • สูบบุหรี่ • โรคหัวใจบางประเภท เช่น โรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งสามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจแล้วหลุดไปอุดหลอดเลือดสมองได้ การรักษา 1. การรักษาจำเพาะเพื่อเปิดเส้นเลือดที่ตีบ มีสองวิธี • การให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic treatment) : ยา recombinant tissue plasminogen activator (rtPA) เป็นยาละลายลิ่มเลือดที่ใช้เป็นยามาตรฐานในการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ แต่มีข้อจำกัดคือต้องให้ภายใน 4.5 ชั่วโมง นับตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงเวลาเริ่มให้ยา และต้องไม่มีข้อห้ามการให้ยาซึ่งจะพิจารณาโดยแพทย์ โดยพบว่า ผู้ป่วยประมาณ 30% มีอาการดีขึ้นที่ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงของยาที่เกิดขึ้นได้คือ ภาวะเลือดออกในสมองหรือส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งพบได้ประมาณ 6-7% ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงหรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ พบว่า ประมาณ 0.1% ของคนไข้มีอาการแพ้ยาได้ ซึ่งหากเป็นการแพ้อย่างรุนแรงจนทำให้ทางเดินหายใจตีบหรือความดันโลหิตต่ำ อาจเสียชีวิตได้ • การใส่สายสวนทางหลอดเลือดแดงเพื่อเปิดหลอดเลือด (Mechanical thrombectomy) : จะใส่สายสวนผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ แต่มีข้อจำกัดคือสามารถทำได้เฉพาะการอุดตันของหลอดเลือดสมองบางเส้นที่ใหญ่พอ และต้องมาภายใน 12-24 ชั่วโมง หลังได้การรักษาจำเพาะเพื่อเปิดเส้นเลือดตีบ ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยอภิบาลหนัก (CCU) เพื่อติดตามอาการทางระบบประสาท ความดันโลหิต ขีพจร อย่างน้อย 24-72 ชั่วโมง และต้องมีการเอกซเรย์สมองซ้ำ 24 ชั่วโมงหลังได้รับการรักษาเพื่อดูว่ามีเลือดออกในสมองซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนของการรักษาหรือไม่ 2. การรักษาอื่น • การให้ยาต้านเกร็ดเลือด (Antiplatelet) เช่น แอสไพริน • การให้น้ำเกลือ • การกายภาพบำบัด • ควบคุมปัจจัยเสี่ยงเพื่อลดโอกาสการเกิดหลอดเลือดสมองตีบซ้ำ เช่น งดบุหรี่ ควบคุมน้ำตาล ความดันโลหิตและไขมันในเลือด • การผ่าตัด : จะทำเฉพาะผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะสมองบวมมาก ภาวะแทรกซ้อน 1. ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ได้แก่ • มีการตีบตันของหลอดเลือดมากขึ้นแม้จะได้รับการรักษาแล้ว • มีเลือดออกของสมองในส่วนที่ขาดเลือด • สมองบวม • ชัก 2. การติดเชื้อ : การติดเชื้อที่พบบ่อยในผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ การติดเชื้อทางเดินหายใจ และ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ 3. หลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน ซึ่งมักเกิดในขาข้างที่อ่อนแรง ซึ่งลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นสามารถ หลุดไปอุดที่ปอด จนทำให้เกิดการขาดออกซิเจนได้ โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke) ปัจจัยเสี่ยง • ความดันโลหิตสูง • ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง เช่น เส้นเลือดโป่งพอง (Aneurysm) หรือ ความผิดปกติตรงรอยต่อระหว่างหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ (Arteriovenous malformation – AVM) การรักษา 1. ในส่วนของเลือดที่กดเบียดเนื้อสมอง : หากเลือดที่ออกมีปริมาณไม่มาก แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาแบบประคับประคองแล้วรอให้เลือดสลายไปเอง แต่หากเลือดที่ออกมีปริมาณมากจนกดเบียดสมองส่วนอื่นที่สำคัญ แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัด 2. ในส่วนของการป้องกัน • ความดันโลหิตสูง : ควบคุมความดันโลหิต • ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง : สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นกับตำแหน่งและขนาด เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี การใส่สายสวนไปอุดหลอดเลือดที่ผิดปกติ (Embolization) ใช้คลิปหนีบหรือใส่ขดลวดอุดตำแหน่งนั้นไว้ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient ischemic attack – TIA) คนไข้กลุ่มนี้ทั้งอาการและปัจจัยเสี่ยงจะเหมือนกลุ่มคนไข้หลอดเลือดสมองตีบ แต่ อาการจะหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากมีการหลุดของลิ่มเลือดที่อุดตันเส้นเลือดออกไปเอง ดังนั้นคนไข้กลุ่มนี้ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือดเหมือนคนไข้หลอดเลือดสมองตีบ แต่มีความจำเป็นต้องหาปัจจัยเสี่ยงและควบคุมปัจจัยเสี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหลอดเลือดสมองตีบซ้ำ รู้ทันสาเหตุ โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุอัมพฤกษ์ อัมพาต ต้นเหตุของความพิการ และอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้อย่างเฉียบพลัน หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที หรือหากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงข้างต้น ที่อาจจะส่งผลให้เป็น โรคหลอดเลือดสมอง แนะนำมาปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญที่ โรงพยาบาลนครธน เรายินดีให้บริการดุจคนในครอบครัว สามารถให้คำแนะนำคุณอย่างเป็นกันเอง รู้ตัวก่อน ระวังได้ก่อน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.nakornthon.com/Article/Detail/โรคหลอดเลือดสมอง-Stroke-ตีบแตกตันอันตราย
×
×
  • Create New...