Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 
TOUNE

หุ้น การวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน

Recommended Posts

สัญญาณแห่งคุณค่า

 

ในการค้นหาว่าหุ้นตัวไหนจะมี Value หรือมีคุณค่า หรือมีคุณค่ามากขึ้นนั้น นอกจากกำไรที่ควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ต่อไปนี้คือสัญญาณบางอย่างที่จะช่วยบอกเราว่าหุ้นตัวนั้นจะเป็นหุ้น Value ที่น่าสนใจในอนาคตและเป็นหุ้นที่เราควรพิจารณาลงทุน

 

สัญญาณแรกก็คือ Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี้เป็นสัญญาณที่ดีมาก เนื่องจากมันบอกว่าความสามารถในการแข่งขันของบริษัทกำลังเพิ่มขึ้น และการได้หรือมีธุรกิจมากขึ้นมักจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในแง่ของต้นทุนการผลิตและการขายของสินค้าต่อหน่วยซึ่งจะลดลง และนั่นก็จะทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นไปอีก ก่อให้เกิด “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ

 

สัญญาณข้อที่สองก็คือ บริษัทสามารถควบคุมราคาขายของสินค้าของบริษัทได้ดี นั่นก็คือ บริษัทสามารถกำหนดหรือควบคุมราคาขายสินค้าของบริษัทได้ในระดับที่มีเหตุผล คือมีกำไรที่เพียงพอ นี่เป็น Value หรือคุณค่าของกิจการ ถ้าเราพบว่ากิจการไม่สามารถควบคุมราคาขายได้เช่นกิจการที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์ หรือกิจการที่มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก แบบนี้เป็นสัญญาณว่ากิจการมีคุณค่าน้อย

 

สัญญาณที่สามคือ ลูกค้ามีความภักดีต่อสินค้าหรือยี่ห้อของบริษัท ถ้าพบว่าลูกค้ามีความภักดีมาก ไม่เปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งง่าย ๆ แบบนี้ก็ถือว่าเป็น Value ที่มีคุณค่า ตรงกันข้าม ถ้าลูกค้ามักจะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าหรือบริการจากคู่แข่งอยู่เรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลสารพัดเช่นเวลาที่มีโปรโมชั่นพิเศษ หรือมีสินค้าหรือบริการใหม่ที่แตกต่างจากเดิมเพียงเล็กน้อย แบบนี้ต้องถือว่าบริษัทไม่ค่อยมี Value เท่าไรนัก

 

สัญญาณที่สี่ก็คือ Profit Margin หรือเปอร์เซ็นต์กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี่เป็นสัญญาณที่ต้องมองย้อนหลังไปหลาย ๆ ไตรมาศหรืออาจจะหลายปี ถ้าพบว่า Margin ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเช่น จากเดิมกำไรต่อยอดขายเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ ปีต่อมาเป็น 3.2 ปีที่สามเป็น 3.4 ปีที่สี่เป็น 3.5 ปีที่ห้าเป็น 3.6 แบบนี้แปลว่าบริษัทสามารถทำกำไรต่อยอดขายเพิ่มขึ้นซึ่งอาจจะมาจากสาเหตุหลายอย่างเช่น บริษัทสามารถขายสินค้าในราคาแพงขึ้นหรือสามารถลดต้นทุนลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งถือว่าเป็น Value หรือคุณค่าที่ดีมาก

 

สัญญาณข้อห้า Return On Equity (ROE) หรือ ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นค่อนข้างสูงและสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้น ตัวเลขที่จะแสดงถึง Value หรือคุณค่านั้นผมคิดว่าน่าจะต้องไม่ต่ำกว่า 14-15% ต่อปี ยิ่งสูงก็ถือว่ามี Value มากขึ้นเท่านั้น แต่นี่ก็ต้องหมายถึงว่าบริษัทไม่ได้กู้หนี้มากเกินกว่าที่ควรเป็นซึ่งก็คือควรจะมีหนี้ไม่เกิน 4-5 เท่าของกำไรต่อปี ยกเว้นกิจการที่มีรายได้และกำไรค่อนข้างแน่นอนเช่นพวกกิจการสาธารณูปโภคที่อาจจะยอมให้มีหนี้มากกว่านั้นได้ เรื่องของ ROE นั้น ผมคิดว่าแทบจะบอกได้เลยว่าถ้ากิจการไหนมี ROE ต่ำมากเช่นต่ำกว่า 10% ต่อปีอย่างต่อเนื่องยาวนาน แบบนี้ต้องบอกว่าหุ้นไม่ค่อยมี Value เท่าไร

 

สัญญาณข้อที่หก เป็นกิจการที่สร้างกระแสเงินสดดี ไม่ใช่กิจการที่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือเป็นกิจการที่ต้องใช้เงินเพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์ค่อนข้างมากและตลอดเวลา ยิ่งกิจการที่ขยายตัวได้โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มก็ต้องถือว่าเป็นกิจการที่มีคุณค่าสูง เพราะกิจการแบบนี้เมื่อมีกำไรก็มักจะสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตราที่สูง นอกจากนั้น กิจการเหล่านี้เมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะกลายเป็นกิจการที่ “ปลอดหนี้” เงินกู้จากสถาบันการเงินซึ่งทำให้ความเสี่ยงของบริษัทลดลงมาก

 

สัญญาณสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ เรื่องของผู้บริหาร คุณค่าของกิจการนั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้บริหารค่อนข้างมาก ผู้บริหารที่มีความโปร่งใส เปิดเผยหรือเปิดตัวต่อสาธารณชนไม่แอบอยู่ใน “มุมมืด” ผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ผู้บริหารที่ทำอะไรมีเหตุมีผล ผู้บริหารที่ตัดสินใจอะไรก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และที่สำคัญ ผู้บริหารที่จัดสรรผลกำไรอย่างเหมาะสม นั่นคือ จ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างยุติธรรม เหล่านี้เป็นคุณค่าของบริษัท ตรงกันข้าม ผู้บริหารที่เก็บตัวไม่ยอมให้ข่าวสารกับผู้ถือหุ้น เวลาจัดสรรผลกำไรของกิจการนั้นมองดูไม่สมเหตุสมผล หรือเป็นคนที่เข้าใจได้ยากเวลาตัดสินใจทำอะไรเกี่ยวกับบริษัท แบบนี้เป็นสัญญลักษณ์ของความไม่มีคุณค่า

 

การมองหา “คุณค่า” นั้น ยังมีสัญญาณอื่น ๆ อีกมาก ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงบางส่วนที่สำคัญและเป็นเรื่องทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกกิจการหรือทุกอุตสาหกรรม นักลงทุนที่มุ่งมั่นและศึกษาบริษัทที่จะลงทุนจะต้องคิดอย่างละเอียดขึ้นว่าหุ้นที่ตนเองสนใจนั้น มีคุณค่าหรือ ด้อยคุณค่าอย่างอื่นที่สำคัญหรือไม่เพื่อที่จะได้วิเคราะห์อย่างถูกต้องว่าหุ้นของตนเองนั้น มี Value หรือกำลังมี Value เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

 

สรุปก็คือ ในการวิเคราะห์ในแบบของ Value Investment นั้น เราจะต้องมองหาคุณค่าของบริษัท ยิ่งบริษัทมีคุณค่าสูงหรือกำลังมีคุณค่าสูงขึ้น นั่นก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะคุณค่านั้นในไม่ช้าก็จะแปลงออกมาเป็นราคาหุ้นที่สูงขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าเราพบว่า Value ของกิจการกำลังลดลง แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการจะยังดูดีอยู่ แต่ในที่สุด ผลประกอบการก็จะตกต่ำลงตามคุณค่าที่ลดลง และราคาหุ้นก็จะลดลงตามมา

  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

!gd

 

บ้านใหม่ๆ ขออนุญาติเข้ามาวิ่งเล่นครับ !La !La

 

เปิดบ้านนี้แล้วอย่าทิ้งบ้านโน้นนะคุณToune

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขออนุญาตินำบทความของ ดร. นิเวศน์ มาใช้เป็นตัวเปิดกระทู้ครับ ผมคิดว่า ครอบคลุมแนวทางการลงทุนได้ครบถ้วน(สำหรับนักลงทุนเชิงคุณค่า หรืิอที่เรียกทั่วๆไปว่าแนว vi)

และขอ ตั้งไว้ เป็นบทความแรก เพื่อเตือนใจและแนวทางให้ตัวเองด้วยครับ

 

ผมมีความตั้งใจที่จะแยกกระทู้ออกจาก "หุ้น+ข่าว+ทอง+บทความ+กองทุน" ได้ซักพักใหญ่ๆแล้วครับ

เนื่องจากแนวทางการลงทุนไม่ตรงกันซะทีเดียว ซึ่งผมใช้แนวทางการลงทุนแบบ vi เป็นหลัก ข่าวสารเศรษกิจมหภาค จุลภาคของหุ้นรายตัว เป็นรอง technique น้อยหรือไม่ใช้เลย ซึ่งแตกต่างจาก กระทู้แม่ พอสมควร อีกอย่าง ผมสนใจ หุ้นมากกว่าอย่างอื่นมาก มีทอง และ SET น้อย และทั้ง 2 ตัวนี้เป็นแค่การลงทุนทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงและไม่ให้เงินอยู่กับอะไรอย่างหนึ่งมากจนเกินไป การลงทุนอื่นๆ เช่น น้ำมัน หรือ ตราสารหนี้อื่นๆ ค่าเงิน ไม่ได้ให้ความสำคัญนัก ซึ่งขัดกับ หัวข้อ "หุ้น+ข่าว+ทอง+บทความ+กองทุน"

 

ผมมีความตั้งใจที่จะใช้กระทู้นี้เป็นศูนย์กลาง การแลกเปลื่ยน ข่าวสารหุ้น+ ผลประกอบการ+ ธุรกิจ สำหรับคนที่มีแนวลงทุน คล้ายๆกัน

ผมก็ไม่ได้เก่งอะไร และอยากให้ผู้ที่มีความรู้ ในหุ้น หรือกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาช่วยกัน share ความรู้ครับ

 

สิ่งที่ผมหนักใจ มากที่สุดที่ทำให้ไม่อยากเปิดกระทู้ของตัวเอง เป็น เพราะ นิสัยของผมเป็นคนขี้เบื่อ บางทีผมอาจหยุดพูดหรือหายไปดื้อๆ 2-3 อาทิตย์ ไปเล่นเกมหรือเที่ยวหรือทำอย่างอื่น แต่เวลาทำงานผมจะทำจิงจังครับ นั้นเป็นนิสัยแย่ๆของผมเอง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงในอนาคต ก็อย่าได้แปลกใจ เมื่อไรผมเบื่อเล่นเกม แล้วผมจะกลับมาเองครับ

อีกอย่าง ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นไปได้ อย่างได้คนช่วย ดูแลกระทู้ อีกซักคน 2 คน เป็นหลักให้กระทู้ครับ

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

!01 !01 !01

ขออนุญาติเข้ามาหาความรู้ด้วยคนครับ !_Rd !_Rd !_Rd

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ขอฝากตัวด้วยค่ะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

!thk ขอเป็นสมาชิกกระทู้นี้ด้วยคนค่ะ

Share this post


Link to post
Share on other sites

นักลงทุน 3 คนที่เป็นหลัก และมีผลสำคัญต่อการค้นพบแนวทางของผมในขนาดนี้ (ที่จริงมีหลายคน แต่ที่เป็นหลักๆจริงๆ) คือ

ดร. นิเวศน์ คุณ นรินทร์ (สุมาอี้) และ คุณ โยโย่

หลักการของ ดร. นิเวศน์ ค่อนข้างจะคลอบคุมและมองโลกลึกมาก เข้าใจง่ายแต่ ทำ(ให้ได้ครบ)สุดจะยาก

คุณ สุมาอี้ แนวคิด ค่อนข้างหลุดกรอบ (อันนี้ชมนะครับ) อ่านทีไร จะต้องเปรยกตัวเองเสมอๆว่า คิดได้ไงเนี่ย แต่ สิ่งที่คุณ สุมาอี้เขียน(ที่ว่าหลุดกรอบ) เป็นจริงและเป็นประโยชน์มากๆ เพียงแต่มองโลกในมุมที่คนทั่วไปไม่ค่อยมองเหมาะและเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่คับแคบของผมได้ดี

คุณ โยโย่ น่าจะเด็กสุดในกลุ่ม (เดา) ผมจำไม่ได้ว่า เคยอ่านบทความนี้ที่ไหน แต่ที่จำได้ดีและเป็นบทความที่ฝังหัวผมที่สุด (เพราะผมไม่เชื่อคุณโยโย่ในตอนแรก) คุณโยโย่บอกว่า ลงทุนในหุ้น 100% ตลอดเวลา และ่ทำกำไรได้เฉลี่ยแบบทบต้น 40% ต่อปีนับตั้งแต่เริ่มลงทุน เมื่อก่อนผมเชื่อว่า ถ้า SET ลงผมต้องขายหุ้นทุกตัวที่มี แล้วซื้อใหม่เมื่อมีสัญญาณกลับตัว (ใช้ SET เป็นหลักในการตัดสินจังหวะซื้อขายหุ้น) แต่ในความเป็นจริงผมมักเสียหุ้นดีๆทุกครั้งที่ทำแบบนั้น เพราะหุ้นดีจะลงน้อยทั้งเชิงราคาที่ลงและจำนวนวันหรือเวลาที่ลง หรือ ไม่ลงเลย แล้ววิ่งขึ้นทันทีเร็วกว่าที่เราจะซื้อคืนที่ต่ำกว่าได้ทัน ที่จริงคุณโยโย่สอนผมเยอะมาก แต่ไม่รู้ทำไม ผมถึงจำข้อความนี้ถึงฝั่งหัวผมที่สุด

 

สำหรับผม ปัจจุบัน ผมลงทุนในหุ้นเข้าปีที่ 2 ผมเริ่มลงทุนครั้งแรกเมื่อ ปลายปี 51 เดือนธันวา ไม่กี่วันก่อนจะปีใหม่ นับได้ประมาณปี ครึ่ง

ไม่มีพื้นฐาน ไม่ได้เรียนมาทาง ธุรกิจ บัญชี การเงิน การตลาด ใดๆ มาจากสายวิทย์ ล้วนๆ

ในปีแรก ครึ่งปีแรก ไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุนจากการซื้อขายหุ้น 2-3 หมืน แต่ได้กำไรเงินปันผล 2-3 หมืน เท่าๆกัน สรุปไม่ได้อะไรเลย

เริ่มศึกษา แนว technique กลางปี 52 (เริมสนใจ technique หลังจาก งาน meeting ไทยโกลด์ GT Weath ครั้งแรก ผมไปกินข้าวกะเฮียกัมด้วยครับ)

3 เดือนถัดมา ได้เงิน 2-3 หมื่นคืน (ช่วงเดือน 7-9)

เริ่มศึกษาแนว vi แบบจริงๆจังๆ ในช่วง 3 เดือนนี้ เพราะรู้สึกแนวทาง technique ไม่ได้ตอบคำถามทุกอย่างได้ บ่อยครั้งที่มีสัญญาณหลอก (ผมถูกปลูกฝังแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ถ้าสมมุติฐานหรือการทดลองผิดครั้งนึงคือใช้ไม่ได้เลย ทำให้ผมเริ่มหาแนวทางอื่นๆประกอบ)

อีก 3 เดือนสุดท้ายของปี ได้ เพิ่ม อีก 4-5 เท่าของ Q3

ปัจจุบันแนวทาง vi ผมก็ยังศึกษาได้ คิดว่าไม่ถึง 10% ของสิ่งผมคิดว่าควรจะต้องรู้ ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกนานๆๆหลายปี

 

ในปีนี้ ผมค่อนข้างโชคดีครับ ผมตั้งเป้าหมายของผม คือ 40% ต่อปี (ฝันให้ไกลและไปให้ถึงครับ) 1/2 ปีแรก ปอดรวมโตขึ้น 35% นับว่าเป็นอัตราที่น่าพอใจ ซึ่งผมบอกกะตัวเองว่าฟรุคแน่ๆ แน่จริงคือต้องทำให้ได้ทุกปี เชื่อว่าอาจเป็นเพราะ เศรษฐกิจพึ่งฟื้นหลังจากที่ลงมามาก เมื่อขึ้นจึงเร็วและแรง การลงทุนในปีนี้จึงง่าย แต่ต่อไปจะยากขึ้นกว่านี้มาก เตรียมตัวไว้เลย

 

ทุกวันนี้หุ้นที่ผมซื้อ ผิดทางก็ค่อนข้างบ่อยครับ เพียงแต่ ผมคิดว่า การซื้อหุ้นให้ได้ถูกทุกครั้งนั้นไม่สำคัญเท่าการบริหารความเสี่ยงเป็นครับ ไว้ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่ วันนี้พอก่อนครับ

Edited by TOUNE
  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

!gd

 

บ้านใหม่ๆ ขออนุญาติเข้ามาวิ่งเล่นครับ !La !La

 

เปิดบ้านนี้แล้วอย่าทิ้งบ้านโน้นนะคุณToune

 

ถ้าเป็น กองทุน SET หรือทองจะกลับไปที่บ้านโน้นครับ ขอบคุณเพื่อนๆด้วย ทุกๆคนครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

มาขึ้นบ้านใหม่พี่ตวนค่ะ :wub:

 

ขอแนะนำผู้ดูแลกระทู้ช่วงที่พี่ตวนเบื่อ คือ คุณ Keep moving ค่ะ อิอิ :wub:

Share this post


Link to post
Share on other sites

เมื่อวานขึ้น คำนำ ไปละ วันนี้จะเข้าสู่ส่วนของวิธีการ"ทดลอง"

 

ที่ติดไว้จากเมื่อวาน การบริหารความเสื่ยง วิธีการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ แบบ"ใครก็ทำได้ง่ายจัง"

มีหลักการง่ายๆ ไม่กี่ข้อครับ

 

1. เล่นแต่หุ้นที่ "ดี"

ผมว่าอันนี้เป็นจุดได้เปรียบของการเล่นหุ้นเหนือกองทุนตัวอื่นๆ เนื่องจากตลาด SET เรามีหุ้น ถ้านับกองทุนรวมอสังหาด้วย ทั้งหมดคร่าวๆกว่า 660 ตัว นี้ไม่นับรวม warrant และอื่นๆ ซึ่งถ้ารวมด้วยน่าจะเกิน 1000 ตัว การเปิด port หุ้นครั้งเดียวเราสามารถเล่นหุ้นได้ทั้ง 660 ตัว เรียกว่า 660 in one ซึ่งเหนือกว่า กองทุนของแบงค์ใดแบงค์หนึ่งส่วนมากมีตัวให้เล่นประมาณ 10-20 กว่าตัวเท่านั้น หุ้นทั้ง 660 ตัวมีทั้งดีและเลว เปรียบได้ดังคนในทุกสังคม ซึ่งต้องมีคนดีและคนเลวปะปนกันไป ตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่เรามักจะสอนให้เลือกคบเพื่อนที่ดี ผมคิดว่าการเลือกหุ้นก็สามารถใช้หลักการเดียวกันได้

เพื่อนๆคงคิดว่า เออ ใช่ ที่เอ็งพูดนะ อั้วเห็นด้วย แต่ จะให้อั๊วดูยังไง ว่าหุ้นตัวไหนดี หุ้นตัวไหนเลว คนบางคน ดีแต่เปลือก อู่ฟู่ใช้เงินเก่ง แต่เป็นหนี้เป็นสินแต่ละเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง คนบางคนดูเซอๆแต่เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง ซึ่งหุ้นก็มีแบบเดียวกันกับคนครับ ไม่ต่างกัน แต่ หุ้นจะดูง่ายกว่าคนมาก เพราะเรามีสิ่งมหัสจรรย์ที่เรียกว่า "งบการเงิน" ซึ่งตลาดหลักทรัพย์บังคับให้หุ้นทุกตัวเปิดเผยข้อมูลตรงนี้ให้แก่ผู้ถือหุ้นและบุคคลทั่วไป ถ้าเปรียบกับคน ก็เหมือนกับ เรา สามารถที่จะดู diary หรือ บันชีครัวเรือน ของคนที่เราจะคบเป็นเพือนได้ทุกเวลาตั้งแต่ก่อนจะเลือกคบด้วยซ้ำ(หุ้นมีการถูกตรวจสอบบันชีด้วย ซึ่ง เทียบกับคนคล้ายๆ มีคนติดตามตรวจสอบให้ด้วยครับว่าสิ่งที่เขียนลงไปใน diary นั้นจริง) แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถทำแบบนั้นกะคนได้ แต่เราทำกะหุ้นได้ ได้เปรียบเยอะเลยใช่มะ

ดูงบไม่เป็น ไม่ต้องตกใจไปครับ บทต่อไปจะพูดถึง งบ "อ่านเองก็ได้ง่ายจัง" ครับ

 

2. กระจายความเสี่ยง

เท่าที่จำได้ นักลงทุนระดับเซืยนทุกคน จะถือหุ้นมากกว่า 1 ตัวครับ ถ้าจำไม่ผิด ดร. แนะนำถือหุ้น 5-6 ตัว คุณ โยโย่ 3-4 ตัว คนส่วนมากจะถือหุ้นในบริมาณเนี่ยละครับ เหตุผล ถึงแม้ว่าคนในระดับนี้ จะอ่านธุรกิจออกแบบทะลุปุโปร่ง แต่ อนาคตยังไงก็เป็นอนาคต ไม่ว่าจะระวังยังไง ก็อาจจะเกินเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ หลักการ"ไม่ใส่ไข่ในกระตร้าเดียวทั้งหมด" กระจายความเสี่ยงเป็นหลักการที่ทุกคนรู้ ไม่ว่าเราจะมั่นใจมากแค่ไหนก็ตาม

แล้วเรา ควรจะถือหุ้นจำนวนกี่ตัวดี จำได้ว่าคุณ โยโย่ แนะว่าไม่ควรถือหุ้น มากจนเกินไปเพราะเราจะไม่สามารถ ดูแลหรือศึกษาได้ทั่วถึงทุกตัวครับ ส่วนผม ณ ปัจจุบัน มีหุ้นอยู่ถึง 26 ตัวและอาจจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เพราะผมกลับมองว่า คนระดับเซียนที่มองธุรกิจ ทะลุปรุโปร่ง ยังต้องถือหุ้น 4-5 ตัว เรามองไม่ออกขนาดนั้น จำต้องกระจายความเสี่ยงให้มากขึ้นไปอีก อีกอย่างผมมีแนวคิดที่จะกระจายหุ้นให้เข้าสู่ทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อใช้เป็นอินดิเคเตอร์ ในการเตือนภัย วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งหน้า ถ้าหากเมื่อใดหุ้นที่ถือแทบทุกกลุ่มมีการเคลือนไหวที่ผิดปรกติของผลประกอบการ เมื่อนั้นผมจะรู้ว่ากำลังมีการเปลื่ยนแปลงในระดับ เศรษฐกิจมหภาค แล้วครับ ยังไงก็ตามผมไม่คิดว่าเพื่อนควรจะถือหุุ้้้นมากเท่าผมครับ แตคิดว่า ซัก 10 ตัวน่าจะเหมาะสม ในบทถัดๆ ผมจะพูดถึง "การเล่นหุ้นแบบเป็นทีม และ การเลือกหุ้นแบบผู้จัดการทีมบอล" ครับ

 

3 ปล่อยหุ้นดีที่ขึ้นให้มันขึ้นโดยสะดวก

4 สร้างความลำบากให้หุ้นดีที่ลง ให้ลงยากขึ้น

5 หุ้นเลว ให้ทิ้งทันที ในวินาทีแรกที่รู้ว่ามันเลว

 

ผมจะอธิบาย 3-5 ไปด้วยกันครับ การเล่นหุ้นให้ได้กำไร ไม่ได้สำคัญที่การเลือกหุ้นให้ถูกตัว แม่นยำทุกๆครั้งครับ แต่สำคัญที่ เมื่อเราเลือกหุ้นได้ถูกตัวแล้ว เราปล่อยให้มันแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อนๆหลายๆคนซื้อหุ้น พอหุ้นขึ้นปุ๊บได้กำไร 5-6% ขายแล้ว เทียบกับอีกคน ปล่อยให้หุ้นขึ้น 100% ค่อยขาย

ถ้าเทียบกัน ง่ายๆระหว่างคนแรก กะคนที่ 2 คนแรก ต้องเลือกหุ้นถูกตัว ถึง 20 ครั้งถึงจะได้ผลตอบแทบเท่าคนหลังซึ่งเลือกหุ้นถูกครั้งเดียว! อย่าซื้อขายหุ้นดีง่ายๆี อย่าซื้อขายบ่อยๆ

 

แต่ถ้าหุ้นที่เราคิดว่าดี ซื้อแล้วมันลงเราควรทำยังไง?

เฉลี่ยดอยครับ การเฉลี่ยดอยที่จริงเป็นวิธีดีมากมันทำให้ค่าเฉลี่ยของหุ้นเราลดลงเรื่อยๆ เมื่อหุ้นเราขึ้น ราคาทุนที่ลดลงจะทำให้เราได้กำไรมากขึ้น เพียงแต่มันมีข้อเสียร้ายกาจอยู่อย่างหนึ่ง มันทำให้เงินเราจม มากและมากขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วถ้าผมจะบอกเพื่อนๆว่า ผมมีวิธีเฉลี่ยดอยโดยไม่ต้องใช้เงินเพิ่มซักบาทเดียวละ?

cut 10% มาเฉลี่ยดอยครับ สมมุติว่า เรา cut ปุ๊บหุ้นลงปั๊บเราเอา ไอ้ 10% ที่ cut มาซื้อใหม่ เราก็ได้กำไรจากค่าเฉลี่ยที่ลดลงแล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าหุ้น ที่เรา cut มันขึ้นไม่เหลียวหลัง หลังจากที่เรา cut เรายังมี 90% ไว้ทำกำไร

จะเห็นว่า ถ้าใช้วิธีนี้ หุ้นขึ้นก็ได้ ลงก็ดี เราได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทาง

วิธีเพื่อนจะทำ กี่ครั้งก็ได้ ไม่จำกัดจำนวน ครับ ถ้าใครพอรู้ technique อาจ cut 10% แรก ซื้อต่ำกว่าที่ cut ที่แนวรับ ขายให้แพงกว่าที่ซื้อ ที่แนวต้าน(ที่สูงกว่า) กลับลงไปซื้อใหม่ที่แนวรับอีกที่ต่ำกว่า ซื้อต่ำขายสูงไปเรื่อยๆ ยิ่งทำหลายๆครั้งค่าเฉลี่ย เราก็จะลดลงเรื่อยๆ แถม ไม่ต้องใช้เงินเพื่มซักกะบาทเดียว

 

หุ้นเลว ให้ทิ้งทันที ในวินาทีแรกที่รู้ว่ามันเลว

ในข้อ 4 ผมแนะนำเฉลี่ยดอย สำหรับหุ้นที่ดี เท่านั้นครับ ไม่ควรทำอย่างยิ่งกับหุ้นที่เลว ที่จริงเราไม่ควรซื้อหุ้นที่เลวตั้งแต่แรกแล้ว แต่มันมีกรณี หุ้นที่เราคิดว่ามันดี ปรากฎว่ามันเลว สิ่งที่เราควรทำ ขายมันทิ้งทั้งหมดทันทีในวินาทีที่รู้ว่ามันเลว ไม่ต้องรอขายตามแนวต้าน อะไร ไม่ต้องสนใจว่ามันลงมาแล้วขาดทุนไปแล้วเท่าไร เชื่อผม หุ้นที่เลว มันลงได้แบบไม่มีก้น ขายทันทียิ่งเร็วยิ่งทำให้เราขาดทุนน้อยที่สุดครับ

 

สรุป หุ้นดีถือไว้ให้นาน หุ้นเลวขายทิ้งทันที ครับ

Edited by TOUNE

Share this post


Link to post
Share on other sites

Join the conversation

You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.

Guest
Reply to this topic...

×   Pasted as rich text.   Paste as plain text instead

  Only 75 emoji are allowed.

×   Your link has been automatically embedded.   Display as a link instead

×   Your previous content has been restored.   Clear editor

×   You cannot paste images directly. Upload or insert images from URL.

Loading...

  • Recently Browsing   0 members

    No registered users viewing this page.

×
×
  • Create New...