Jump to content
Update
 
 
Gold
 
USD/THB
 
สมาคมฯ
 
Gold965%
 
Gold9999
 
CrudeOil
 
USDX
 
Dowjones
 
GLD10US
 
HUI
 
SPDR(ton)
 
Silver
 
Silver/Oz
 
Silver/Baht
 

นาตาลี มันแกว

Junior
  • Content Count

    49
  • Joined

  • Last visited

Community Reputation

0 medium

About นาตาลี มันแกว

  • Rank
    ขาประจำ

Profile Information

  • เพศ
    ไม่บอก

Recent Profile Visitors

The recent visitors block is disabled and is not being shown to other users.

  1. สาเหตุที่ทำให้เราบาดเจ็บ รู้สึกปวดและเมื่อยกล้ามเนื้อ หลังจากออกกำลังกาย อธิบายให้ เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เมื่อเราออกกำลังกายแล้ว เส้นใยกล้ามเนื้อจะขยายและเกิดการสลายหรือถูกทำลาย เป็นผลทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ต่าง ๆ และร่างกายเราจะพยายามรักษาสภาพให้คืนกลับมาดังเดิม โดยการซ่อมแซมเซลล์ ซึ่งการบาดเจ็บทั้งหมดภายในเซลล์นี้ ร่างกายจะตอบสนองมาให้เรารับรู้ ในรูปแบบของอาการปวดและเมื่อยที่เราเป็นนั่นเองค่ะ หากท่านใดกำลังมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดบ่าไหล่ หลังจากเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายอยู่ตอนนี้ เราขอแนะนำให้นวดด้วยน้ำมัน TKOเป็นน้ำมันมวยบรรเทาปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ ที่ทุกบ้านต้องมี รับรองว่าคุณจะติดใจจนต้องบอกต่อคนข้าง ๆ ถึงผลลัพธ์อันน่าทึ่งของผลิตภัณฑ์นี้ มาดูส่วนผสมเด่น ๆ ในน้ำมันคลายกล้ามเนื้อ TKO กันเลยค่ะ ส่วนผสมเด่น ๆ ในน้ำมันคลายกล้ามเนื้อแก้ปวดเมื่อยTKO 1.Methyl salicylate เป็นยาระงับปวดชนิดใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ด ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง ปวดบ่า ปวดคอ เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยให้รู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก จากนั้นจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น 2.น้ำมันไพล เป็นหนึ่งสมุนไพรที่หมอแผนโบราณใช้นวดรีดเส้น เพื่อบรรเทาปวด เป็นน้ำมันแก้ปวดเมื่อยน้ำมันคลายเส้น น้ำมันคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผู้ใช้ฟื้นตัวเร็ว ไม่ระบมหลังการนวด สรรพคุณทั่วไปและเด่น ๆ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย บาดเจ็บ ได้อย่างฉับพลัน ดั่งสโลแกนที่ว่า "น้ำมัน TKOชัยชนะที่เด็ดขาดทุกเกมส์การแข่งขัน" วิธีใช้ น้ำมันคลายกล้ามเนื้อแก้ปวดเมื่อยTKO ควรทา ก่อน หรือ หลัง ออกกำลังกาย โดยการใช้ทานวดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย 15-30 นาที หรือใช้เมื่อทำการวอร์มอัพก่อนเล่นกีฬา ก่อนลงแข่งขัน ช่วยทำให้กล้ามเนื้อตื่นตัว ทำให้กล้ามเนื้อร้อนขึ้นช่วยยืดเยียดกล้ามเนื้อที่ตึงให้คลายตัว หากทำเช่นนี้สม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดจากการเล่นกีฬา และทุกกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหนัก ๆ ได้ค่ะ facebook: https://www.facebook.com/น้ำมันมวย-TKO-106565604958116/?ref=pages_you_manage
  2. การวอร์มอัพหรือการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย บางคนไม่ทำ เพราะคิดว่าไม่จำเป็น จึงทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้ถูกยืดเหยียดอย่างเหมาะสม และเป็นสาเหตุให้เกิดการบาดเจ็บ หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ในระหว่างออกกำลังกายได้ง่าย เมื่อเราวอร์มอัพหรืออบอุ่นร่างกายจึงควรนวดด้วยน้ำมันมวย เนื่องจากอุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้น และอุณหภูมิกล้ามเนื้อสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้กล้ามเนื้อสามารถหดและยืดตัวได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เราสามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ และลดโอกาสการเกิดอาการบาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อนั่นเองและ เราขอแนะนำน้ำมันแก้ปวดเมื่อย TKO เป็นน้ำมันมวยรูปแบบน้ำ น้ำมันมวยนี้มีกลิ่นเฉพาะตัว ที่เรามักจะพบเห็นได้ในงานแข่งกีฬาต่าง ๆ โดยนักกีฬาจะใช้ถูนวดตามร่างกายก่อนเริ่มแข่งขัน ซึ่งเราอาจจะเคยสงสัยกันว่า ในน้ำมันมวยจะมีสรรพคุณอย่างไร และมีส่วนประกอบใดบ้าง เราจะมาทำความรู้จักกับน้ำมันแก้ปวดเมื่อยTKO ตัวนี้กันค่ะ น้ำมัน TKO มีส่วนผสมอะไรบ้าง ส่วนผสมเด่น ๆ ในน้ำมันแก้ปวดเมื่อย TKO 1.Methyl salicylate เป็นยาระงับปวดชนิดใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ด ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง ปวดบ่า ปวดคอ เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยให้รู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก จากนั้นจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น 2.น้ำมันไพล เป็นหนึ่งสมุนไพรที่หมอแผนโบราณใช้นวดรีดเส้น เพื่อบรรเทาปวด เป็นน้ำมันแก้ปวดเมื่อยน้ำมันคลายเส้น น้ำมันคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผู้ใช้ฟื้นตัวเร็ว ไม่ระบมหลังการนวด สรรพคุณทั่วไปและเด่น ๆ ที่เหมาะกับนักกีฬาคือ บรรเทาอาการปวด อาการบาดเจ็บโดยฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนและระหว่างการแข่งขัน นวดเพื่อคลายเส้น คลายกล้ามเนื้อก่อน นักกีฬาใช้ทาก่อนลงสนาม นักมวยทาก่อนขึ้นชก ด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรเฉพาะตัว ในสูตรของน้ำมัน TKOเพียงแค่นักกีฬาทาแล้วได้กลิ่นของน้ำมันTKOจะทำให้ได้ความรู้สึกคึกคัก ฮึกเหิมมาก ๆ จนอยากลงแข่งขันเดี๋ยวนี้เลย เพราะได้อารมณ์พร้อมสู้ พร้อมลงสนามเพื่อกำชัยชนะ พร้อมน็อคเอาท์คู่ต่อสู้ทันที ดั่งสโลแกนที่ว่า "น้ำมัน TKO ชัยชนะที่เด็ดขาดทุกเกมส์การแข่งขัน" น้ำมัน TKOครองใจผู้รักสุขภาพ บรรเทาอาการปวดเมื่อย ให้หายดีเป็นปลิดทิ้ง เมื่อทานวด อาการจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บรรเทาและรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดเอว แม้แต่คนทำงานหนักมีอาการปวดเมื่อยทั่วไป น้ำมันTKOช่วยคลายอาการปวดเมื่อย หรือบาดเจ็บได้ แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการอบอุ่นร่างกาย หรือยืดกล้ามเนื้อโดยตรงได้ ฉนั้น ไม่ว่าจะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาในรูปแบบไหนก็ตาม จึงควรทาควบคู่กับการทำ ท่าวอร์มอัพ ก่อนทุกครั้งไปนะคะ ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/น้ำมันมวย-TKO-106565604958116/?ref=pages_you_manage
  3. มีผู้หญิงหลายคน เวลามีประจำเดือนทีไร มีความทุกข์ทรมานกับอาการปวดท้องน้อยเป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่น่าเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง อาการแบบนี้ถ้าไม่เกิดกับใครจะไม่รู้สึกหรอก แต่ก็มีผู้หญิงบางคนไม่เคยปวดท้องน้อยมาก่อนเลย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการมีประจำเดือนหรือไม่มีประจำเดือน ก็ไม่เคยปวดเลยสบายดีมาตลอด แต่มาช่วงนี้ทำไมเกิดปวดขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ อาการปวดท้องน้อยในผู้หญิงเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อย ๆ ที่ทำให้ต้องมาพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจและรักษาโรคทางนรีเวช เป็นอาการที่สร้างความกังวลใจให้ได้เรื่อย ๆ โดยเฉพาะคนที่มีอาการปวดอยู่ตลอด ๆ ปวดเรื้อรังไม่หายสักที ดังนั้นเราจึงควรมารู้จักกับอาการปวดท้องน้อยกันสักหน่อย จากทางศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธน เพื่อจะได้ทราบแนวทางทั้งการตรวจวินิจฉัยรวมถึงแนวทางการรักษาด้วย ปวดท้องน้อย เป็นอาการที่ผู้หญิงหลายคนมักจะมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง เพราะคิดว่าเป็นอาการปวดท้องทั่ว ๆ ไป คล้ายกับการปวดประจำเดือนที่ไม่นานก็หาย แต่หากปวดเฉียบพลัน ปวดท้องประจำเดือนมาก และเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดบ่อยแบบไม่ทราบสาเหตุ จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำอื่นได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางนรีเวชได้ อาการปวดท้องน้อยเป็นอย่างไร? อาการปวดท้องน้อย (pelvic pain) ในผู้หญิง เป็นอาการปวดตั้งแต่บริเวณใต้สะดือลงไปจนถึงหัวหน่าว มีทั้งการปวดแบบเฉียบพลัน และการปวดแบบเรื้อรัง อาจจะสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับประจำเดือนได้ แต่อาการปวดท้องอย่างไรที่ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาโรคเพิ่มเติม ปวดเฉียบพลัน ทันที และมีอาการรุนแรง อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังจากทานยาแก้ปวด อาการปวดที่เป็นนานเรื้อรัง รบกวนชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเป็นมานานกว่า 6 เดือน อาการปวดที่มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะแสบขัด มีประวัติมีบุตรยาก ปวดท้องประจำเดือนมาก และเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสาเหตุของอาการปวดนั้นมีได้ทั้งจากโรคเกี่ยวกับลำไส้ ทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ กล้ามเนื้อ หรืออาจเป็นมาจากโรคทางนรีเวช เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลุกเจริญผิดที่ ถุงน้ำ (cyst) รังไข่ โรคทางนรีเวชที่พบบ่อยและเกี่ยวข้องกับอาการปวดท้องน้อย เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการปวดท้องประจำเดือน โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติมีบุตรยาก ปวดเรื้องรังนานกว่า 6 เดือน ปวดหน่วงขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือ มีคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ระหว่างมีประจำเดือน กลุ่มโรคเยื่อบุโพรงมดลุกเจริญผิดที่ยังรวมถึงโรค chocolate cyst อีกด้วย เนื้องอกมดลูก (Myoma uteri) อาการปวดมักเกิดจากการที่ก้อนเนื้องอกใหญ่จนมีการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง การบิดขั้วของเนื้องอกจะทำให้เกิดการปวดที่รุนแรง ปวดท้องประจำเดือน หรือ มีเนื้อตายภายในเนื้องอก เนื้องอก หรือ ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian tumor) อาจเกิดการบิดขั้ว แตก รั่ว ของถุงน้ำ จะทำให้เกิดอาการปวดท้องแบเฉียบพลัน อาจมีเลือดออกในช่องท้อง หรือ ติดเชื้อได้ หากถุงน้ำมีขนาดใหญ่มากจะทำให้เกิดอาการแน่นท้อง จุก เสียด ทานอาหารอิ่มง่ายได้ การตรวจและการวินิจฉัย การซักประวัติและการตรวจร่างกาย การตรวจภายใน การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ การส่องกล้องเพื่อดูพยาธิสภาพบริเวณอุ้งเชิงกราน การรักษา การให้ยาแก้ปวด การรักษาด้วยฮอร์โมน การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง หรือ การผ่าตัดส่องกล้อง ดังนั้น หากคุณผู้หญิงเกิดมีอาการปวดท้องน้อยขึ้นมาอีก ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง ถ้ารักษาเบื้องต้นด้วยตนเองแล้วไม่ดีขึ้น ก็อย่ารอทิ้งให้อาการปวดเรื้อรังเนิ่นนานเกินไป แวะปรึกษากับแพทย์หรือมารับการรักษากับทางศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธนเสียแต่เนิ่น ๆ นะคะ จะเป็นการช่วยคัดกรองโรคทางนรีเวชเหล่านี้ หากตรวจพบได้เร็ว รักษาได้ไว ก็จะช่วยให้คุณกลับมามีสุขภาพที่ดีเหมือนเดิม ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธนhttps://www.nakornthon.com/article/detail/ปวดท้องน้อยในผู้หญิง-สัญญาณเตือนของโรคทางนรีเวช
  4. แม้การออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อร่างกาย แต่การออกกำลังกายที่หนักหักโหมหรือเล่นกีฬาที่โลดโผนจนเกินไป รวมถึงการขาดความรู้หรือทักษะ ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายและอาการบาดเจ็บตามมาได้เช่นกัน กายภาพบำบัดคือการฟื้นฟูและรักษาอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายให้ร่างกายสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปกติและดีเหมือนเดิมได้เร็วที่สุด หากมีอาการบาดเจ็บไม่มากเช่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เส้นยึด เส้นตรึง ลองใช้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เกิดขึ้นนี้ ด้วยการทาน้ำมัน TKOสิน้ำมันมวยตัวนี้ เป็นน้ำมันคลายเส้น คลายกล้ามเนื้อ ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักกีฬา และกลุ่มผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะน้ำมัน TKO ช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บเบื้องต้นนี้ได้โดยฉับพลัน เหมาะกับผู้ต้องการความรวดเร็วในการฟื้นฟูร่างกาย น้ำมัน TKO มีส่วนผสมอะไรบ้าง ส่วนผสมเด่น ๆ ในน้ำมันแก้ปวดเมื่อย น้ำมัน TKO 1.Methyl salicylate เป็นยาระงับปวดชนิดใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ด ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง ปวดบ่า ปวดคอ เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยให้รู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก จากนั้นจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น 2.น้ำมันไพล เป็นหนึ่งสมุนไพรที่หมอแผนโบราณใช้นวดรีดเส้น เพื่อบรรเทาปวด เป็นน้ำมันแก้ปวดเมื่อยน้ำมันคลายเส้น น้ำมันคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผู้ใช้ฟื้นตัวเร็ว ไม่ระบมหลังการนวด สรรพคุณทั่วไปและเด่น ๆ ที่เหมาะกับนักกีฬาคือ บรรเทาอาการปวด อาการบาดเจ็บโดยฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนและระหว่างการแข่งขัน นวดเพื่อคลายเส้น คลายกล้ามเนื้อก่อน นักกีฬาใช้ทาก่อนลงสนาม นักมวยทาก่อนขึ้นชก ด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรเฉพาะตัว ในสูตรของน้ำมัน TKOเพียงแค่นักกีฬาทาแล้วได้กลิ่นของน้ำมัน TKOจะทำให้ได้ความรู้สึกคึกคัก ฮึกเหิมมาก ๆ จนอยากลงแข่งขันเดี๋ยวนี้เลย เพราะได้อารมณ์พร้อมสู้ พร้อมลงสนามเพื่อกำชัยชนะ พร้อมน็อคเอาท์คู่ต่อสู้ทันที ดั่งสโลแกนที่ว่า "น้ำมัน TKO ชัยชนะที่เด็ดขาดทุกเกมส์การแข่งขัน" นั้นคือคุณสมบัติที่โดดเด่นที่รวมกันอยู่ในน้ำมัน TKO และหลังจากทาน้ำมันTKO ซึ่งเป็นวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และควรหยุดพักการเคลื่อนไหวตรงบริเวณที่บาดเจ็บ หลังจากนั้นควรใช้การประคบเย็นตรงบริเวณที่บาดเจ็บทุก 3 ชั่วโมง ครั้งละไม่เกิน 15 นาที พร้อมกับพันกระชับส่วนที่บาดเจ็บด้วยผ้ายืดพันยึด ซึ่งจะช่วยลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณที่บาดเจ็บ ในขณะที่นอนอาจจะยกบริเวณที่บาดเจ็บให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการบวมด้วย และควรหยุดพักการออกกำลังกายสักระยะ
  5. การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี แต่หากออกกำลังกายหักโหมมากเกินไปก็สามารถให้โทษแก่ร่างกายได้เช่นกัน บางคนรู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า อารมณ์ไม่แจ่มใส อาจเกิดจากการหักโหมจนกล้ามเนื้อเกิดอาการล้า ส่งผลให้ร่างกายไม่แอคทีฟ ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายแต่พอดี ไม่มาก และไม่น้อยจนเกินไป บางคนอาจมีอาการปวดเมื่อยทั้งตัว หรือปวดเฉพาะส่วนที่จากออกกำลังกายอย่างหนัก และเกิดการสึกหรอหรือบาดเจ็บ วันนี้เรามีตัวช่วยดี ๆ มาฝากกันค่ะ น้ำมัน TKO น้ำมันบรรเทาปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ ใช้ก่อนและหลังจากออกกำลังกาย ช่วยบรรเทาอาการปวด อาการบาดเจ็บได้โดยฉับพลัน ซึ่งหลายคนอาจพกำลังเกิดความสงสัยว่าในน้ำมันTKOมีส่วนผสมของอะไรบ้าง มีสรรพคุณอย่างไร วันนี้เราเราจะพาไปทำความรู้จักกับ น้ำมัน TKOให้มากยิ่งขึ้น น้ำมัน TKO มีส่วนผสมอะไรบ้าง ส่วนผสมเด่น ๆ ในน้ำมันแก้ปวดเมื่อย น้ำมัน TKO 1.Methyl salicylate เป็นยาระงับปวดชนิดใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ด ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง ปวดบ่า ปวดคอ เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยให้รู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก จากนั้นจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น 2.น้ำมันไพล เป็นหนึ่งสมุนไพรที่หมอแผนโบราณใช้นวดรีดเส้น เพื่อบรรเทาปวด เป็นน้ำมันแก้ปวดเมื่อยน้ำมันคลายเส้น น้ำมันคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผู้ใช้ฟื้นตัวเร็ว ไม่ระบมหลังการนวด สรรพคุณทั่วไปและเด่น ๆ ที่เหมาะกับนักกีฬาคือ บรรเทาอาการปวด อาการบาดเจ็บโดยฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนและระหว่างการแข่งขัน นวดเพื่อคลายเส้น คลายกล้ามเนื้อก่อน นักกีฬาใช้ทาก่อนลงสนาม นักมวยทาก่อนขึ้นชก ด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรเฉพาะตัว ในสูตรของน้ำมัน TKO เพียงแค่นักกีฬาทาแล้วได้กลิ่นของน้ำมัน TKOจะทำให้ได้ความรู้สึกคึกคัก ฮึกเหิมมาก ๆ จนอยากลงแข่งขันเดี๋ยวนี้เลย เพราะได้อารมณ์พร้อมสู้ พร้อมลงสนามเพื่อกำชัยชนะ พร้อมน็อคเอาท์คู่ต่อสู้ทันที ดั่งสโลแกนที่ว่า "น้ำมันTKOชัยชนะที่เด็ดขาดทุกเกมส์การแข่งขัน" ดังนั้นต่อไปนี้ เราควรออกกำลังกายแต่พอดี ในระดับที่เหมาะสมกับร่างกายของเรา วัยของเรา นอกจากนี้ยังต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย ดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้น เพราะช่วยทดแทนจากเหงื่อที่เราเสียไป และพักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีอาการปวดเมื่อยปวดกล้ามเนื้อ หลังจากเล่นกีฬา หรือจากการออกกำลังกาย ครั้งใดไม่ต้องต้องกังวลใจ เพราะเพียงแค่ทาน้ำมัน TKOแล้วคลึง นวดในจุดที่มีปัญหาอยู่เท่านั้น ก็สามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ คลายเส้นยึด เส้นตึง ให้คุณได้แล้วค่ะ
  6. การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐที่สุด แต่โรคภัยไข้เจ็บไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์นั้นหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิดป่วยขึ้นมาจึงต้องหมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ ที่เกิดกับตนเองอยู่ตลอด เช่น ปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่เวลาท้องว่าง หรือจุก เสียด แน่นท้อง หรือปวดคล้ายกับเวลาหิวข้าว อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกอาการแผลในกระเพาะอาหารซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากกินอาหารเสร็จแล้วแผลในกระเพาะอาหาร เป็นโรคเรื้อรัง เมื่อรักษาแผลหายแล้วยังมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก หากไม่ระวังเรื่องการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง วันนี้เรามีข้อมูลความรู้ดี ๆ จากทางศูนย์ทางเดินอาหารและตับของทางโรงพยาบาลนครธนมาฝากกันค่ะ เพื่อจะได้รู้จักโรคแผลในกระเพาะอาหาร อาการภาวะแทรกซ้อนและการรักษา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กับคุณในอนาคต มาติดตามอ่านข้อมูลกันได้เลยค่ะ อาการ “ปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่เวลาท้องว่าง หรือจุก เสียด แน่นท้อง เมื่อได้รับประทานอาหารมักจะหายปวด หรือปวดยิ่งขึ้น” อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเป็น โรคแผลในกระเพาะอาหาร อยู่ก็เป็นได้ สำหรับผู้มีอาการผิดปกติเหล่านี้ หากปล่อยไว้แล้วไม่ได้รับการรักษาจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ รู้จัก...โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือเรียกย่อๆ ว่า โรคพียู (PU) หรือพียูดี (PUD, Peptic ulcer disease) เป็นโรคที่มีแผลที่เกิดขึ้นในเยื่อบุทางเดินอาหารบริเวณที่สัมผัสกับน้ำย่อยของกระเพาะอาหารที่มีกรดเป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงพบแผลได้ตั้งแต่ส่วนล่างของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น ส่วนตำแหน่งที่พบแผลได้บ่อย คือ กระเพาะอาหารส่วนปลาย และลำไส้เล็กส่วนต้น ใกล้รอยต่อระหว่างกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น สาเหตุสำคัญเกิดจาก กรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นตัวทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารที่สร้างแนวต้านทานกรดได้ไม่ดี ไม่ว่ากรดนั้นจะมีปริมาณมากหรือน้อยก็ตาม รวมไปถึงการรับประทานยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาต้านเกร็ดเลือด เช่น แอสไพริน ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ด ความเครียด เป็นต้น นอกจากนี้ การติดเชื้อแบคทีเรียเอช.ไพโลไร (H.Pylori : Helicobacter pylori) มีบทบาทโดยตรงและถือเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่ง ที่ทำให้กระเพาะอาหารมีการอักเสบเรื้อรัง จนทำลายผนังเยื่อบุกระเพาะอาหารและสำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หากในขณะทำการรักษาแผลในกระเพาะอาหารอยู่ เชื้อนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แผลหายช้า หรือทำให้แผลที่หายแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้อีก กลายเป็นแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง ที่สำคัญ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย อาการสำคัญของโรคแผลในกระเพาะอาหาร อาการสำคัญหลักๆ เลย คือ ปวดท้องหรือแสบที่กระเพาะอาหารบริเวณลิ้นปี่ มักมีอาการตอนท้องว่างหรือประมาณ 2-3 ชั่วโมงก่อนมื้ออาหาร ปวดท้องมากเฉพาะหลังรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด จะมีอาการปวดแน่นท้องยามดึกหลังจากหลับไปแล้ว ปวดๆหายๆ เป็นแรมปี และอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น รู้สึกคลื่นไส้ หรืออาเจียน น้ำหนักลดลง เบื่ออาหาร แสบร้อนกลางอก อาหารไม่ย่อย เป็นต้น ภาวะแทรกซ้อนโรคแผลในกระเพาะอาหาร โดยทั่วไปพบว่าผู้ป่วยอาการจะค่อยๆ ทุเลาและหายไปเองโดยไม่ต้องรับการรักษา แต่โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกมีอัตราสูงถึงแม้ว่าจะได้รับการรักษาดีเพียงใดก็ตาม และที่สำคัญโรคแผลในกระเพาะอาหาร หากปล่อยไว้แล้วไม่ได้รับการรักษาจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา ได้แก่ ภาวะเลือดออกภายในกระเพาะอาหาร เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุด โดยผู้ป่วยที่มีเลือดออกจะมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด ถ่ายเป็นเลือดหรือมีสีดำ อาเจียนเป็นเลือด รวมถึงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กซึ่งเกิดจากการเสียเลือดจากแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารทะลุ จะทำให้ปวดท้องอย่างเฉียบพลันรุนแรง หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมา กระเพาะอาหารอุดตัน ผู้ป่วยจะอิ่มเร็ว อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด การรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร การรักษาทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยวิธีการรักษามีรายละเอียดแตกต่างกันดังต่อไปนี้ 1. การรักษาด้วยยา การใช้ยารักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารนั้น จำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน โดยแพทย์จะให้ยาลดกรด และยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ แผลถึงจะหาย ในกรณีที่มีการติดเชื้อแพทย์จะใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยในการฆ่าเชื้อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เอช.ไพโลไร 2. การรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(nonsteroidal anti-inflammatory drugs หรือ NSAIDs) อาจต้องทำการปรับเปลี่ยนยาที่ใช้ จากเดิมเปลี่ยนเป็นพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้น้อยกว่า ร่วมกับรับประทานยาลดกรดหรือยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารตามแต่แพทย์สั่ง 3. การผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มักใช้ในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารแล้วไม่เข้ารับการรักษา มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กฉีกขาด เป็นต้น ทั้งนี้ ควรงดอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ อาหารรสจัด ร้อนจัด เย็นจัด ของหมักดอง รวมทั้งอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซในกระเพาะอาหาร และควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เมื่อมีอาการดีขึ้นแล้ว จึงค่อยๆ กลับมารับประทานอาหารที่ใกล้เคียงปกติ โรคแผลในกระเพาะอาหาร เป็นเหมือนภัยเงียบที่คอยบั่นทอนสุขภาพ หากทิ้งไว้นานวันเข้าโดยที่ไม่รักษาอย่างจริงจัง จะกลายเป็นโรคเรื้อรั้งที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายขาดได้ อีกทั้งอาจเป็นสาเหตุโรคร้ายแรงอย่าง โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ หากคุณที่อ่านกำลังมีอาการดังกล่าวข้างต้น อย่าได้เก็บความกังวลใจความสงสัยไว้กับตัวสามารถติตต่อสอบถามศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาท่านได้ค่ะ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับโรงพยาบาลนครธนhttps://www.nakornthon.com/article/detail/ปวดท้องแบบนี้-สัญญาณบ่งบอกแผลในกระเพาะอาหาร/
  7. สำหรับพ่อแม่ทุกคน “ลูก” เป็นเสมือนแก้วตาดวงใจ เป็นสิ่งที่สวยงามและน่าทะนุถนอม เมื่อลูกรักเจ็บป่วยขึ้นมา จึงทำให้พ่อแม่เป็นกังวลยิ่งนัก การเลือกโรงพยาบาลที่ดีที่สุดสำหรับลูกรักจึงเป็นสิ่งสำคัญและมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนเสมอสำหรับพ่อแม่ ศูนย์สุขภาพเด็กโรงพยาบาลนครธน นับเป็นศูนย์การแพทย์สำหรับเด็กที่ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งในย่านฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร (ธนบุรีด้านทิศใต้) มีทั้งทีมกุมารแพทย์หรือที่เรียกคุณหมอเด็กทั่วไป และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางสำหรับเด็กในทุกสาขา ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน มาตรฐาน “หมอเด็ก” ที่คุณพ่อ-คุณแม่วางใจ เพราะลูกคือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน ให้บริการตรวจรักษาเด็กอย่างครบวงจรด้วยกุมารแพทย์ (คุณหมอเด็ก) ที่เข้าใจปัญหาสุขภาพเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น (อายุ 15 ปี) เป็นโรงพยาบาลแหล่งรวมคุณหมอเด็กที่ครอบคลุมทุกสาขาวิชาทางการแพทย์ โดยเน้นทั้งการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพพร้อมให้การตรวจรักษาโรค บริการวัคซีนขั้นพื้นฐาน วัคซีนทางเลือก ให้คำปรึกษาเรื่องพัฒนาการเจริญเติบโต การเลี้ยงดูบุตร และบริการคลินิกพิเศษเฉพาะทาง เพราะเด็กเป็นวัยที่มีการพัฒนาการอย่างรวดเร็ว การดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด คุณหมอเด็กจึงเป็นหัวใจหลักที่สำคัญเพื่อให้เด็กเจริญเติบโตตามวัยอย่างเหมาะสม นอกจากการบริการตรวจรักษาเด็กด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยศูนย์สุขภาพเด็กยังใส่ใจในเรื่องสถานที่ให้บริการแบ่งแยกโซนเด็กดีและเด็กป่วยไม่ให้ปะปนกัน เพื่อป้องกันการติดต่อและแพร่กระจายของเชื้อโรคจากเด็กป่วยไปยังเด็กสุขภาพดี ศูนย์สุขภาพเด็ก ได้ออกแบบและตกแต่งสถานที่ให้มีบรรยากาศน่ารักสดใส ภายใต้ธีมก้อนเมฆและสายรุ้ง สร้างความรู้สึกอบอุ่น และให้เกิดความผ่อนคลายในขณะรอพบหมอเด็ก อีกทั้งยังเป็นศูนย์บริการดูแลแบบ One Stop Service ตั้งแต่จุดรับลงทะเบียน รับการตรวจรักษา ชำระเงิน และรับยา ได้เบ็ดเสร็จในจุดเดียว บรรยากาศภายในศูนย์ – ฝั่งเด็กป่วย การบริการทางการแพทย์ รักษากลุ่มทารกแรกเกิด ให้บริการคำปรึกษาคุณแม่เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นการตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพ มีกุมารแพทย์ (คุณหมอเด็ก) เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิด ดูแลเด็กทารกหลังคลอด เพราะทุกนาทีมีความหมายกับชีวิต เน้นและส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมแม่ รักษาโรคระบบต่อมไร้ท่อ ตรวจรักษาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตที่อาจผิดปกติ เด็กอ้วน เด็กผอม เด็กที่มีการเจริญเติบโตไม่สมวัย (ตัวเตี้ย/เล็ก) เป็นหนุ่มสาวเกินวัยภาวะที่ร่างกายมีฮอร์โมนผิดปกติ เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ รักษาโรคระบบทางเดินปัสสาวะและโรคไตในเด็ก รักษาโรคทางโลหิตวิทยา ให้บริการปรึกษา ตรวจรักษาเกี่ยวกับเด็กที่มีภาวะซีด โรคเลือดจาง ธาลัสซีเมีย ภาวะเลือดออกง่ายหรือเลือดออกแล้วหยุดยาก ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ มีจ้ำเลือดเกิดขึ้นง่าย รักษาโรคผิวหนัง เด็กเล็กเป็นช่วงวัยที่ผิวหนังยังไม่แข็งแรงเท่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ทำให้เกิดโรคผิวหนังที่แตกต่างจากคนวัยอื่น สำหรับปัญหาที่พบบ่อย เช่น โรคผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรีย/ เชื้อรา โรคผื่นผ้าอ้อม โรคผื่นผิวหนังจากต่อมไขมันอักเสบ รักษาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ให้บริการตรวจรักษาและวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดในเด็กที่มีความผิดปกติ โดยกุมารแพทย์โรคหัวใจ (คุณหมอเด็กโรคหัวใจ) เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจอักเสบ หลอดเลือดหัวใจโป่ง โรคคาวาซากิ เป็นต้น รักษาโรคระบบประสาทและสมอง คุณหมอเด็กด้านโรคเฉพาะทางจะให้บริการดูแลรักษาเด็กที่มีความผิดปกติโรคทางด้านระบบประสาทและด้านสมอง เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง สมองพิการ โรคลมชักเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบเลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากสาเหตุต่าง ๆ การเคลื่อนไหวผิดปกติ ให้คำปรึกษาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ตรวจรักษาเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหา เด็กที่มีปัญหาทางด้านจิตใจและอารมณ์ เช่น กลัวมาก เครียดง่าย วิตกกังวล ซึมเศร้า ทำร้ายร่างกายตัวเอง / ผู้อื่น คิดฆ่าตัวตาย พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงต่อผู้อื่นและตนเอง เด็กที่มีปัญหาทางด้านพฤติกรรม เช่น พฤติกรรมซนมาก อยู่ไม่นิ่ง พฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ดื้อและต่อต้านพ่อแม่รุนแรง เด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียน เช่น สมาธิสั้น ผลการเรียนไม่ดี ไม่สนใจการเรียน ไม่ยอมไปโรงเรียน เด็กที่มีพฤติกรรมทางด้านจิตใจและสังคมล่าช้า เช่น พูดช้า ไม่เข้าสังคม พฤติกรรมผิดปกติ ปรึกษาการเลี้ยงดูเด็กและวัยรุ่นให้มีสุขภาพจิตดี การปรับพฤติกรรม และฝึกวินัยให้ลูก ปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะรดที่นอน การเคลื่อนไหวผิดปกติ ปัญหาการนอน การปรับตัว ปัญหาพฤติกรรมการรับประทานอาหาร คลินิกกระตุ้นพัฒนาการเด็ก ฝึกกระตุ้นเด็กที่มีปัญหาในด้านพัฒนาการที่ไม่สมวัย มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อ เช่น ไม่เดิน,เด็กวัยเรียนจับดินสอไม่เป็น,ไม่เข้าสังคม คลินิกแก้ไขการพูด (ฝึกพูด) ฝึกแก้ไขในเด็กที่พูดช้า ไม่พูด พูดไม่ชัด ออกเสียงไม่ชัด พูดติดอ่าง คลินิกจิตวิทยา ประเมินและทดสอบเชาว์ปัญญา (IQ: Intelligence Quotient), วัดความฉลาดทางอารมณ์ (EQ:Emotional Quotient)พร้อมรายงานสรุปวิเคราะห์ผล หมอเด็ก ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน มีความพร้อมทุกด้านที่จะช่วยดูแลสุขภาพเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วงวัยรุ่น เพื่อให้ช่วงวัยแรกของชีวิตมีความสมบูรณ์ พร้อมจะสร้างพื้นฐาน นับเป็นศูนย์การแพทย์สำหรับเด็กที่ครบครันที่สุด พร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางสำหรับเด็กในทุกสาขา จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะไว้วางใจเลือกให้ศูนย์สุขภาพเด็กดูแลลูกรักของคุณนะคะ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธนhttps://www.nakornthon.com/center/detail/ศูนย์สุขภาพเด็ก
  8. อายุที่มากขึ้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อาจนำไปสู่การเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งกระดูกมีโอกาสแตกหรือหักได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และก่อให้เกิดอันตรายกับตัวผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนได้ มาดูกันว่า คุณมีความเสี่ยงแค่ไหนมีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน สามารถดูแลหรือรักษาได้อย่างไร เกี่ยวอะไรกับแคลเซียมข้าวโพด วันนี้ 90 ปีแข็งแรง โดยแคล-ที มีคำตอบค่ะ ปัจจัยเสี่ยงกระดูกพรุน เพศ ผู้หญิงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าและเร็วกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อหมดประจำเดือน มีประวัติ กรรมพันธุ์ พ่อหรือแม่มีโรคกระดูกพรุน ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนแล้วกระดูกหักด้วย ชาวผิวขาวหรือเชื้อชาติและคนเอเชียมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนสูง สูบบุหรี่สารพิษนิโคตินเป็นตัวทำลายเซลล์สร้างมวลกระดูกทำให้กระดูกบางลง แอลกอฮอล์ การดื่มเหล้า เบียร์ ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนเร็วขึ้น น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว คนที่ผอมเกินไปจะเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า ใช้ยาสเตียรอยด์เกินขนาด เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล เช่น โรคต่อมไทรอยด์ เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคตับ โรคทางเดินอาหารผิดปกติ ขาดการออกกำลังกาย คนไม่ออกกำลังกายมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า ขาดสารอาหาร โดยเฉพาะขาดแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีน ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินเป็นประจำ เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม ส่วนอาหารเค็มจัดและคาเฟอีนยังทำให้ร่างกายขับแคลเซียมมากขึ้นอีกด้วย เมื่อทราบว่าตัวเองเป็นโรคกระดูกพรุน ควรทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพื่อบำรุงกระดูก หรือเสริมด้วย แคล-ที แคลเซียมข้าวโพด (แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต พลัส แมกนีเซียม) ช่วยดูแลและเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง คุณสมบัติแคลเซียมข้าวโพด (แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต พลัส แมกนีเซียม) ดูแลโรคกระดูกพรุน แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต พลัส แมกนีเซียม ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูก และยับยั้งการสลายตัวของกระดูก ดูแลโรคข้อเสื่อม แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต พลัส แมกนีเซียม จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูก และกระดูกอ่อน รวมทั้งสร้างน้ำไขข้อ ส่งเสริมให้กระดูกและข้อแข็งแรง ดูดซึมได้ดี แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต พลัส แมกนีเซียม ดูดซึมได้ด้วยตัวเองถึง 95 % เป็น passive transport ซึมผ่านระหว่างเซลล์ โดยไม่ต้องอาศัยวิตามินดี ซึ่งแคลเซียมชนิดอื่น ๆ ต้องใช้วิตามินดี เพื่อช่วยในการดูดซึม ไม่ทำให้ท้องผูก แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต พลัส แมกนีเซียม แตกตัวและละลายได้ดีในน้ำ จึงไม่หลงเหลือให้ตกตะกอน หรือสะสมเกาะตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และไม่ทำให้ท้องอืด ท้องผูก แคลเซียมข้าวโพด จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่สนใจรับประทานแคลเซียม และต้องการบำรุงกระดูกให้แข็งแรงโดยไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย เพียงทานแคลเซียม แอล-ทรีโอเนต พลัส แมกนีเซียม ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เท่านี้กระดูกของเราก็แข็งแรง ดูแลโรคกระดูกพรุนได้แล้วเพื่อสุขภาพกระดูกและข้อ อย่าลืมนึกถึง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แคล-ที หากท่านใดสนใจสินค้าหรืออยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกับโครงการ 90 ปีแข็งแรง โดยแคล-ที ได้ที่ Website : https://www.cal-t.com/แคลเซียมจากข้าวโพด/ Facebook : https://www.facebook.com/CalTthailand Youtube : https://youtu.be/opDMHIvx_Pc
  9. อาการปวดหลังมีหลายแบบสังเกตด่วน !!! คุณกำลังมีอาการแบบนี้อยู่หรือไม่? ปวดหลัง ปวดบริเวณเอว เป็น ๆ หาย ๆ เดินได้ไม่ไกล มีอาการปวดชาลงไปถึงขาเหมือนเป็นตะคริวร่วมด้วย บางครั้งต้องหยุดพักก่อนแล้วจึงจะเดินต่อไปได้ บางทีมีอาการปวดหลังร้าวลงขารุนแรง อาจเป็นสัญญาณเสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นได้ แล้วจะรักษาอย่างไรดี? วันนี้เรามีความรู้ดี ๆ ที่เป็นประโยชน์กับคุณอย่างมาก จากทางโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ มาฝากกันค่ะ หมอนรองกระดูกสันหลัง กดทับเส้นประสาท กระดูกสันหลัง จะมีหมอนรองกระดูก และข้อต่อกระดูกสันหลังคอยเชื่อมต่อกับกระดูกหลายชิ้น โดยที่ตัวกระดูกสันหลังทำหน้าที่ปกป้องไขสันหลัง ส่วนหมอนรองกระดูกจะทำหน้าที่ให้กระดูกสันหลังยืดหยุ่นและสามารถรับแรงกระแทกของน้ำหนักตัวจากการเคลื่อนไหวได้ ดังนั้นการใช้งานหนักในชีวิตประจำวัน หรืออายุที่เพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพได้ หมอนรองกระดูก ที่พบว่ามีปัญหาบ่อยที่สุดก็คือ หมอนรองกระดูกสันหลังในระดับเอวข้อที่ 4-5 เนื่องจากเป็นข้อต่อระดับที่มีการเคลื่อนไหว และรับน้ำหนักมากในร่างกาย ซึ่งเมื่อหมอนรองกระดูกมีสภาพเสื่อม ความสูงของหมอนรองกระดูกจะมีขนาดลดลง และมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อหมอนรองกระดูก ทำให้แกนหมอนรองกระดูกหลุดรอดมาภายนอก และกดทับเส้นประสาทไขสันหลังได้ อาการของ โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท • ปวดหลัง สะโพกและปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างรุนแรง ซึ่งจะมีอาการปวดมากขึ้นเวลาไอ หรือจาม • กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อสะโพกและขาบางรายมีอาการชาปลายเท้าร่วมด้วย หากอาการรุนแรงมากจะไม่สามารถกระดกปลายเท้า หรือเดินได้ • ปลายเท้าชา โดยเฉพาะบริเวณง่ามนิ้วหัวแม่เท้า • ระบบขับถ่ายผิดปกติ ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก จะมีความผิดปกติของระบบขับถ่ายร่วมด้วย เช่น ไม่สามารถควบคุมการอุจจาระ หรือ ปัสสาวะได้ ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัดรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันระบบขับถ่าย ไม่สามารถฟื้นคืนได้ตามปกติ การรักษา โรคหมอนรองกระดูกสันทับเส้นประสาท 1. รักษาโดยการลดน้ำหนัก พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการหนักขึ้น • การยกของหนัก • การนั่งรถยนต์เป็นเวลานาน • หลีกเลี่ยงอาการท้องผูกหรือเบ่ง ถ่ายอุจจาระแรงเกินไป เป็นต้น เนื่องจากจะทำให้เกิดแรงดัน ในหมอนรองกระดูกสูง ซึ่งเป็นสาเหตุให้หมอนรองกระดูกทนแรงดันไม่ได้ ทำให้เกิดการแตกของหมอนรองกระดูกตามมา 2. ยาต้านการอักเสบ NSAIDS และ ยาคลายกล้ามเนื้อ 3. ใช้กายภาพบำบัดและใช้เสื้อพยุงหลัง เพื่อช่วยในการลดอาการปวด และทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไป ใช้ชีวิตประจำวัน ได้ปกติเร็วขึ้น และทำให้หน้าท้องกระชับขึ้น เพื่อที่จะจะช่วยลดแรงดันในหมอนรองกระดูกสันหลังได้ นอกจากกนี้ยังต้องลดเคลื่อนไหวของ กระดูกสันหลัง ก็จะทำให้อาการปวดลดลง เช่นกัน 4. การผ่าตัด แพทย์จะพิจารณาตามเกณฑ์ดังนี้ • ผู้ป่วยที่มีอาการปวดมากจนทนไม่ได้ แม้จะรักษาโดยรับประทานยา พักและกายภาพบำบัดเต็มที่แล้วก็ยังไม่เป็นปกติ • มีอาการชา อ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อขาลีบอย่างเห็นได้ชัด • มีปัญหาระบบขับถ่ายผิดปกติ ที่เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท เช่น กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ได้ การผ่าตัดส่องกล้องส่องขยาย (Microscopic Spine Surgery) การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทโดยทั่วไป ศัลยแพทย์กระดูกจะใช้เครื่องมือในการตัดกระดูก และเอ็นพังผืดเพื่อขยายโพรงประสาทคลายการกดรัดเส้นประสาท โดยในระหว่างทำการผ่าตัดบางตำแหน่งของโพรงประสาท อาจมีขนาดที่ตีบแคบมาก ทำให้มองเห็นเส้นประสาทได้ไม่ชัดเจนและมีข้อจำกัด ซึ่งการสอดใส่เครื่องมือผ่าตัดอาจเป็นอันตรายต่อเส้นประสาทได้ ซึ่งการผ่าหมอนรองกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้องขยายนั้น จะสามารถลดขนาดแผลผ่าตัดให้เล็กลงได้ และที่กล้องขยายจะมาช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถ ที่จะมองเห็นรายละเอียดในการผ่าตัดได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้อง 1. ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน ทำให้มีความเจ็บปวดน้อย และลดการเสียเลือด 2. ขนาดของแผลนั้นเล็กเพียง 1-2 ซม. ซึ่งเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดจะทำให้มีแผลกว้างถึง 12-20 ซม. ดังนั้น การผ่าตัดแบบ MIS จะช่วยลดขนาดของแผลเป็นที่จะเกิดขึ้นจากการผ่าตัดแบบเปิด 3. พักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ซึ่งในบางกรณีอาจจะกลับบ้านได้ทันทีหลังการผ่าตัด นับว่าเร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิด ที่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนานเป็นสัปดาห์ 4. ช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ถือว่าปลอดภัยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด 5. ช่วยลดการเกิดพังผืดจากการผ่าตัดแบบเปิด 6. ทำให้แพทย์มองเห็นรายละเอียดของตำแหน่งที่ต้องการผ่าตัดได้อย่างชัดเจน ด้วยเทคโนโลยีกำลังขยายของกล้อง ซึ่งช่วยให้ผ่าตัดได้ตรงจุดจึงลดการกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ ข้อจำกัดของการผ่าตัดส่องกล้อง • มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์ที่มีนวัตกรรมพิเศษ • ยังไม่สามารถใช้วิธีนี้กับผู้ป่วยในบางราย ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคปอดและหัวใจขั้นรุนแรง และผู้ที่เคยผ่าตัด หรือมีพังผืดจำนวนมาก วิธีการเตรียมตัว ก่อน-หลังการผ่าตัด ก่อนการผ่าตัดส่องกล้อง • เตรียมร่างกายให้พร้อม รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งนอนหลับให้เพียงพอ • งดน้ำงดอาหาร อย่างน้อย 6 ชั่วโมง • แจ้งประวัติประจำตัว การแพ้ยา ให้แจ้งแพทย์เมื่อมีอาการป่วยก่อนการผ่าตัด • งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์ • กรณีผ่าตัดลำไส้ แพทย์จะทำการล้างลำไส้ โดยจะให้ยากระตุ้นการขับถ่ายออกมาให้หมด • ถอดเครื่องประดับเอาไว้ในที่ปลอดภัย เช่น แหวน สร้อยคอ ต่างหู หรือเครื่องประดับจากการเจาะตามร่างกาย เพื่อป้องกันการเสียหายใน ระหว่างการผ่าตัด หลังการผ่าตัด • งดน้ำงดอาหาร ประมาณ 12-24 ชั่วโมง ตามแพทย์สั่ง • งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์ นับว่าการผ่าตัดด้วย Minimal Invasive Surgery นั้นจำเป็นต้องอาศัยแพทย์และทีมงานที่มีความชำนาญพิเศษ โดยทางโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ มีทีมแพทย์ที่ผ่านการศึกษาอบรมการผ่าตัดด้วยวิธี Minimal Invasive Surgery จากสถาบันการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพร้อมให้การดูแลรักษาสุขภาพของท่านเป็นอย่างดี ซึ่งหากแพทย์ตรวจพบโรคแล้วจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ ขอมอบสิทธิ์พิเศษเสริมความปลอดภัยให้ทุกท่านที่จะเข้ารับการผ่าตัดทุกประเภท ให้ได้รับการ ตรวจโรค COVID-19 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมนวัตกรรมการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Minimally Invasive Surgery - MIS) มาช่วยย่นระยะเวลาการพักฟื้น และลดรอยแผล และความเจ็บปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรักษาได้ หากคุณกำลังเผชิญปัญหาอาการปวดหลัง หรือภาวะเสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แนะนำว่าให้รีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดำเนินการรักษา อย่าปล่อยให้อาการเรื้อรังนาน คุณสามารถติดต่อขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษา กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ ด้านกระดูกสันหลังโดยเฉพาะได้ สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร 02-363-2000 ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ https://bit.ly/2XulRUr
  10. ปัญหาเกี่ยวกับการบาดเจ็บหรือเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด เป็นเรื่องน่าหนักใจเพราะสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย จากอุบัติเหตุหรือหลังจากเล่นกีฬา ซึ่งเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า อยู่บริเวณจุดกึ่งกลางข้อเข่า ยาวไปตามแนวเฉียงจากด้านหลังของกระดูกต้นขาไปจนถึงกระดูกหน้าแข้ง เป็นเส้นเอ็นที่คอยทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกระดูกหน้าแข้ง ท่านใดที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่หรือกำลังมองข้อมูลเพื่อทำการรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง เรามีความรู้จากทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการมาฝากกันค่ะ การผ่าตัดส่องกล้องซ่อมเอ็นเข่าและไหล่ เรื่องเล็กที่ไม่เล็ก เมื่อพูดถึงเรื่องการบาดเจ็บของเส้นเอ็นส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มคนอายุน้อยและเกิดการบาดเจ็บหลังได้รับอุบัติเหตุหรือหลังจากเล่นกีฬาส่วนมากการบาดเจ็บที่พบบ่อยที่สุดคือการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าเข่าและการฉีกขาดของเอ็นไหล่ซึ่งการบาดเจ็บดังกล่าวจะส่งผลให้มีการปวดเรื้อรังรู้สึกข้อเข่าหลวมไม่มั่นคงหรือไหล่หลุดง่ายซึ่งหากปล่อยไว้นานอาการปวดจะรบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทนไม่ไหว สาเหตุ 1. การบาดเจ็บของเอ็นเข่า ส่วนใหญ่เกิดจากการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาได้แก่กีฬาจำพวก contact sport หรือกีฬาที่ต้องเกิดการปะทะกันเช่น บาสเกตบอล วอลเลย์บอล เบสบอล ฟุตบอล เกิดจากการหมุนเข่าหรือเข่าพลิกอย่างฉับพลันทำให้เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด อุบัติเหตุจราจร 2. การบาดเจ็บของเอ็นข้อไหล่ อาการบาดเจ็บของข้อไหล่เกิดจากการได้รับการกระแทกโดยตรงเช่นกันล้มไหล่กระแทกกับพื้นหรือการล้มเอามือยันพื้นทำให้แรงดันพื้นส่งมากระทบที่ไหล่ หรือการเล่นกีฬาที่ผิดท่า อาการ มีอาการปวดบวมช้ำหรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้ถ้าถึงขั้นเอ็นฉีกขาดก็จะมีเลือดออกในข้อซึ่งเขาจะบวมมากโดยส่วนใหญ่จะเดินลงน้ำหนักไม่ได้เลยใน 1-2 วันแรกหลังจากได้รับการบาดเจ็บ การรักษา การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้องซ่อมเอ็นใหม่ซึ่งข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้องคือ ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในทำให้มีความเจ็บน้อยปวดน้อยและลดการเสียเลือด ขนาดของแผลมีขนาดเล็กเพียง 1-2 เซนติเมตรซึ่งเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดจะทำให้มีแผลกว้างถึง 12 ถึง 20 เซนติเมตร ดังนั้นการผ่าตัดแบบ MIS จะช่วยลดขนาดของแผลเป็น การพักฟื้นที่โรงพยาบาลหลังผ่าตัดเพียง 2-3 วัน ซึ่งเร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดที่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนานประมาณ 5-7 วัน ช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนและโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ช่วยลดการเกิดพังผืดจากการผ่าตัดแบบเปิด แพทย์ผู้ผ่าตัดเห็นรายละเอียดของตำแหน่งที่ต้องการผ่าตัดได้อย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีกำลังขยายของกล้องซึ่งช่วยให้ผ่าตัดได้ตรงจุดจึงลดการกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ ข้อจำกัดของการผ่าตัดส่องกล้อง มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์ที่มีนวัตกรรมพิเศษ การผ่าตัดด้วย Minimally invasive surgery (MIS) นั้นจำเป็นต้องอาศัยแพทย์และทีมงานที่มีความชำนาญพิเศษโดยทางโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ มีทีมแพทย์ที่ผ่านการศึกษาอบรมการผ่าตัดด้วยวิธี Minimally invested surgery จากสถาบันการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพร้อมให้การดูแลรักษาสุขภาพของท่านเป็นอย่างดี ซึ่งหากแพทย์ตรวจพบโรคแล้วจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัดทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการขอมอบสิทธิพิเศษเสริมความปลอดภัยให้ทุกท่านที่จะเข้ารับการผ่าตัดทุกประเภทให้ได้รับการตรวจโรค COVID -19 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมนวัตกรรมการผ่าตัดแบบส่องกล้อง Minimally invasive surgery มาช่วยลดระยะเวลาในการพักฟื้นและลดรอยแผลจากการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในนักกีฬาหรือคนทั่วไปที่เกิดอุบัติเหตเกิดอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาดนั้นขณะเกิดการบาดเจ็บอาจรู้สึกได้ถึงการฉีกขาดอย่างชัดเจน จากนั้นจะมีอาการปวดบวมบริเวณหัวเข่าในทันที และไม่สามารถลงน้ำหนักตัวได้เหมือนปกติ หากพบอาการดังกล่าวแนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด หรือท่านใดจะติดต่อขอคำแนะนำเรื่องการผ่าตัดส่องกล้องกับทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ เราพร้อมให้คำปรึกษาและยินดีให้บริการ สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร 02-363-2000 ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ https://bit.ly/3nJrV6p
  11. โอกาสสุดท้าย! วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(สยามเทค) ขยายเวลารับสมัครถึง 31 พ.ค. นี้เท่านั้น สำหรับนักเรียนที่จบ ม3 ม.6 ปวช. หรือเทียบเท่าเรียนต่อ ปวช.หรือ ปวส. เลือกสาขาวิชาที่อยากเรียนได้แล้วอย่ารอช้า จองสิทธิ์รีบสมัครกันได้เลย สามารถสมัคเรียนด้วยตัวเองได้ทุกวัน (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) หรือสมัครเรียนผ่านระบบออนไลน์ สมัครเรียนสยามเทคการเดินทางสะดวกสบาย ใกล้รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สามารถเดินจากสถานีจรัญฯ 13 ทางออกที่ 4 เพียง 30 เมตร ที่สำคัญหมดห่วงเรื่องค่าเทอม วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(สยามเทค) สามารถเลือกชำระค่าเทอมแบบสบายกระเป๋าได้ 2 ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเลือกผ่อนชำระสูงสุด 5 งวด หรือผ่อนผ่านบัตร KTB หรือ KBank 0% 3 งวด หรือจะยื่นกู้ กยศ. หรือ กรอ. ก็ได้เช่นกัน รีบมาสมัครกันเยอะ ๆ นะคะ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค) “เราสร้างคนสู่โลกอนาคต” เกือบห้าทศวรรษที่ได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนไทย ให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศต้นกล้าที่ครูอาจารย์ได้อบรมบ่มเพาะในด้านทักษะวิชาชีพและคุณธรรม จริยธรรม ผลิดอกออกผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มาหลายรุ่นนั้นเป็นเครื่องการันตีให้เราเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมที่จะเป็นแม่ข่ายในการสร้างคนให้เป็นทั้งคนเก่ง และคนดีรวมไปถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นที่หนึ่งในระดับอาเซียนต่อไป ช่องทางการสมัครเรียนสยามเทค สมัครเรียนออนไลน์ http://siamtech.co/eEnrollment/ สมัครโดยตรง ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค) ณ อาคาร 12 ชั้น 3 website :https://www.siamtech.ac.th/ facebook : https://www.facebook.com/vrsiamtech สอบถามข้อมูลสมัครเรียนสยามเทคเพิ่มเติม โทร. 02-8640358-61
  12. เชื่อว่ายังมีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงการ “ตรวจภายใน” และผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง มีประจำเดือนมามากผิดปกติ ถึงได้มาพบหมอ พอตรวจอย่างละเอียดกลับพบว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทำงานขึ้นชื่อว่าวัยทำงานส่วนใหญ่อาจทำงานยุ่งวุ่นวายจนลืมนึกถึงสุขภาพ ไม่ได้ตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉพาะการตรวจภายใน ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกที่จะเลี่ยงการตรวจไปจนกว่าจะมีอาการผิดปกติบางอย่างเสียก่อน บทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จักว่าเนื้องอกในมดลูกคืออะไร ลองพิจารณาดูว่าคุณกำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคทางนรีเวชนี้อยู่หรือไม่ ตามมาอ่านข้อมูลจากโรงพยาบาลนครธนกันได้เลยค่ะ เนื้องอกในมดลูก อีกหนึ่งโรคทางนรีเวชยอดฮิตที่พบบ่อยประมาณร้อยละ 25 ในผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป และพบ 1 ใน 3 ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ สามารถพบได้ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในตัวมดลูก โดยมีขนาดต่างกันไป อาจมีก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ บางชนิดโตช้า บางชนิดโตเร็ว แต่ที่น่าเป็นกังวลคือผู้หญิงหลายคนมักไม่รู้ว่าตัวเอง อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ เนื่องจากเนื้องอกในมดลูกจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ บอกชัดเจน มักทราบโดยบังเอิญจากการที่ตรวจสุขภาพประจำปีหรือมาปรึกษาแพทย์ด้วยโรคอื่น ๆ เนื้องอกมดลูก มีกี่ประเภท? เนื้องอกมดลูก มีทั้งชนิดธรรมดาและชนิดที่เป็นมะเร็ง โดยส่วนใหญ่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกที่เป็นเนื้องอกธรรมดามากกว่า ซึ่งมีเนื้องอก 2 แบบใหญ่ ๆ คือ เกิดจากกล้ามเนื้อโดยตรง หรือเกิดจากมีเนื้ออย่างอื่นแทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อของมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แทรกเข้ามาในมดลูก หรือมีหลายเม็ดเกาะกันเป็นกลุ่มจนใหญ่ขึ้น ประจำเดือนมามากผิดปกติ อาการบ่งชี้ของเนื้องอกในมดลูก ประจำเดือนมามากผิดปกติ คืออาการบ่งชี้หรือสัญญาณเตือนเนื้องอกในมดลูก อาจจะมีอาการปวดท้องหรือไม่ปวดก็ได้ ซึ่งอาการปวดท้อง มักมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้องอก เช่น มีขนาดใหญ่ขึ้นจนเลือดไปเลี้ยงเนื้องอกไม่พอ ทำให้เนื้องอกขาดเลือด หรือปวดท้องเพราะเนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะอื่น ๆ จนทำให้เกิดการปวดแบบหน่วงๆ เหมือนมีก้อนหนัก ๆ ในท้อง และทำให้ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก รวมทั้งมีอาการปวดท้องขณะมีเพศสัมพันธ์อีกด้วย การรักษาเนื้องอกมดลูก การรักษาเนื้องอกมดลูกสามารทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการ ลักษณะของเนื้องอก และปัจจัยโดยรวมของผู้ป่วย เช่น อายุ ความต้องการในการมีบุตร การตั้งครรภ์ ซึ่งผู้ป่วยบางรายสามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยา ฉีดยา แต่ในบางรายแพทย์อาจจะพิจารณาให้ใช้การรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งวิธีผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบมาตรฐาน และการผ่าตัดผ่านกล้องที่ได้รับความนิยมและมีข้อดีในหลาย ๆ ด้าน คือ แผลมีขนาดเล็ก คนไข้เสียเลือดน้อย เจ็บตัวน้อย ใช้เวลาพักฟื้นน้อยลง ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้คุณคงจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเนื้องอกในมดลูกมากขึ้น และ คงจะหันมาใส่ใจกับเรื่องของสุขภาพและเห็นถึงความสำคัญของการตรวจภายในกันมากขึ้นแล้วนะคะ ดังนั้นหากคุณกำลังมีอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง มีประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือมีอาการบงชี้เนื้องอกในมดลูกดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของทางศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธน เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้การรักษายากขึ้นอีกด้วยนะคะ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลนครธน https://www.nakornthon.com/article/detail/เนื้องอกในมดลูก-โรคยอดฮิตของผู้หญิงทุกวัย
  13. ปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อมส่วนมากพบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น หากยังไม่รุนแรงมากนัก สามารถรักษาด้วยการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าเพื่อลดการเสียดสีขณะเคลื่อนไหว แต่หากมีอาการปวดที่รุนแรงมานาน แพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่หรือคุณพ่อคุณแม่เรา เมื่อได้ยินขั้นตอนการรักษาว่าจะต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเพื่อทดแทนข้อเข่าที่เสื่อม ก็จะรู้สึกกลัวขึ้นมากับคำว่า “ผ่าตัด” ปัจจุบันนี้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดด้วยเทคนิคและการผ่าตัดสมัยใหม่คุณภาพระดับสากล แผลจากการผ่าตัดเล็ก เจ็บน้อย ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น เรียกได้ว่า ออกจากโรงพยาบาลแล้วเก็บกระเป๋าพาแม่เที่ยวกันต่อได้เลยค่ะ สำหรับลูก ๆ บ้านไหนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาแก้ปัญหาโรคข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม ให้กับคุณพ่อคุณแม่อยู่ เรามีข้อมูลดี ๆ จากโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ มาฝากกันค่ะ ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม ไม่แก่ก็เสื่อมได้ แม้ข้อเข่าจะเป็นเพียงส่วนประกอบของร่างกายที่หลายคนมองข้าม แต่ก็มีบทบาทต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายมากเลยทีเดียว หลายคนมีพฤติกรรมการใช้ข้อเข่าที่ไม่เหมาะสม จนส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร ข้อเข่าก็เปรียบเสมือนบานพับที่เชื่อมระหว่างหัวกระดูกต้นขา และเบ้ากระดูกหน้าแข้ง ซึ่งปลายกระดูกทั้งสองจะมีกระดูกอ่อนคลุมไว้ และจะมีน้ำเลี้ยงคอยหล่อลื่นเพื่อช่วยลดแรงกระแทกในขณะที่เราเคลื่อนไหว ดังนั้นการเสื่อมสลายของผิวกระดูกอ่อนบริเวณดังกล่าวนี่เอง จึงเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อเข่าติดขัด และเกิดการอักเสบ บวม และรู้สึกปวดตามมา อาการเหล่านี้คือ “อาการข้อเข่าเสื่อม” สาเหตุสำคัญ “อาการข้อเข่าเสื่อม” • อายุ โดยอาการข้อเข่าเสื่อมจะพบได้มากในผู้ที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป • เพศ เพศหญิง จะมีโอกาสเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวัยที่หมดประจำเดือน • น้ำหนักตัว ปกติเวลาเดินบนพื้นราบ ข้อเข่าแต่ละข้างของเราจะต้องแบกรับน้ำหนักประมาณ 3 เท่า ของน้ำหนักตัว ซึ่งหากเรามีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ก็จะส่งผลให้กระดูกอ่อนผิวข้อชำรุด สึกหรอ และเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร • การบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า การเล่นกีฬาที่เกิดแรงกระแทกในข้อเข่า เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล รวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุ บริเวณข้อเข่า หรือเส้นเอ็นภายในข้อเข่า ก็จะส่งผลให้ความแข็งแรงของข้อเข่าลดน้อยลง และเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ผิวข้อเข่าชำรุดก่อนวัย การรักษา ข้อเข่าเสื่อม ปัจจุบันการรักษาข้อเข่าเสื่อม สามารถทำได้หลายวิธี โดยหากอาการของโรคยังไม่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้การรักษาด้วยการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า เพื่อลดการเสียดสีขณะเคลื่อนไหว โดยวิธีนี้จะสามารถทำได้กับเฉพาะผู้ที่ไม่เคยมีการติดเชื้อในข้อเข่าเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดที่รุนแรงเรื้อรังมานาน แพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทดแทนข้อเข่าที่เสื่อม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือ การผ่าตัดเอาข้อที่เสื่อมสภาพออก จากนั้นแพทย์จะใส่ข้อใหม่ซึ่งทำมาจากวัสดุพิเศษทางการแพทย์ที่มีความแข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ไม่เพียงการนำกระดูกที่เสื่อมออก แพทย์จะปรับความตึงหรือหย่อนของเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า เพื่อให้ขามีรูปร่างปกติ ไม่โก่งผิดรูป ซึ่งการเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะได้ผลดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ • ประสบการณ์และความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด • สภาพของข้อเข่าของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ถ้าข้อเข่าติดแข็งหรือผิดรูป เช่น เข่าโก่ง หรือกล้ามเนื้อข้อเข่า ลีบ ต้องมีการบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัดเพื่อฟื้นฟูต่อไป • ความร่วมมือของผู้ป่วยหลังผ่าตัดในเรื่องของบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัด ระยะเวลาของข้อเข่าเทียม ในผู้ป่วยกว่าร้อยละ 80 ข้อเข่าเทียมจะสามารถอยู่ได้นานกว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม สภาพของข้อเข่าเทียมจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการใช้งานของผู้ป่วย ความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์กระดูก และคุณสมบัติของข้อเทียม ซึ่งผู้ป่วยควรดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงการนั่งแบบยอง ๆ โดยไม่จำเป็น ไม่วิ่งทางไกล ไม่เล่นกีฬาที่ต้องมีการปะทะ และหมั่นดูแลตัวเองไม่ปล่อยให้ตัวเองติดเชื้อที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน รวมทั้งไม่ปล่อยให้ฟันผุ เหงือกอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือเป็นแผลที่เล็บเท้า ก็จะช่วยให้ข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นได้ วิธีการเตรียมตัว ก่อน-หลังการผ่าตัด ก่อนการผ่าตัด • เตรียมร่างกายให้พร้อม รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งนอนหลับให้เพียงพอ • งดน้ำงดอาหาร อย่างน้อย 8 ชั่วโมง • แจ้งประวัติประจำตัว การแพ้ยา ให้แจ้งแพทย์เมื่อมีอาการป่วยก่อนการผ่าตัด • งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์ • ถอดเครื่องประดับเอาไว้ในที่ปลอดภัย เช่น แหวน สร้อยคอ ต่างหู หรือเครื่องประดับจากการเจาะตามร่างกาย เพื่อป้องกันการเสียหายใน ระหว่างการผ่าตัด หลังการผ่าตัด • งดน้ำงดอาหาร ประมาณ 12-24 ชั่วโมง ตามแพทย์สั่ง • งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์ นับว่าการผ่าตัดนั้นจำเป็นต้องอาศัยแพทย์และทีมงานที่มีความชำนาญพิเศษ โดยทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ มีทีมแพทย์ที่ผ่านการศึกษาอบรมการผ่าตัดจากสถาบันการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพร้อมให้การดูแลรักษาสุขภาพของท่านเป็นอย่างดี ซึ่งหากแพทย์ตรวจพบโรคแล้วจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ทางโรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ ขอมอบสิทธิ์พิเศษเสริมความปลอดภัยให้ทุกท่านที่จะเข้ารับการผ่าตัดทุกประเภท ให้ได้รับการตรวจโรค COVID-19 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ https://bit.ly/39phvn0 สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ โทร 02-363-2000
  14. หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ (พระสุนทรธรรมากร) วัดธาตุมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม นับเป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่มีวิชาอาคมอันเข้มขลัง มีปฏิปทาอันน่าเคารพศรัทธาเลื่อมใส มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นพระนักพัฒนา ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดธาตุมหาชัย รวมทั้งคณะสงฆ์ในจังหวัด และใกล้เคียงอีกจำนวนมาก นับเป็นพระเถราจารย์ที่น่ากราบไหว้อย่างที่สุด ตามประวัติ หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2458 บ้านหนองหอยใหญ่ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม ในตระกูล “ศรีสุวงศ์” เมื่ออายุ 17 ปี ได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีบุญเรือง อ.นาแก ต่อมาได้พบกับ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานผู้มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น จึงฝากตัวเป็นศิษย์ รับแนวทางการสอนของพระอาจารย์เสาร์มาปฏิบัติตามหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ หลวงปู่ฯได้ละสังขารในกุฏิจำพรรษาด้วยโรคชราภาพ ได้มรณภาพลงดัวยอาการอันสงบ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ 2546 เวลาประมาณ 02.00 น.ที่วัดธาตุมหาชัย สิริรวมอายุ 88 ปี 71 พรรษาสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับผู้ที่เคารพอย่างยิ่ง นับจากวันนั้นถึงปัจจุบันท่านละสังขารมาถึง 15 ปี ปัจจุบันร่างของท่านบรรจุอยู่ในหีบศพบนศาลาการเปรียญ โดยกำหนดการพระราชทานเพลิงศพสลายสรีระของหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญจะมีขึ้นในปี ๒๕๖๔ ส่วนวันและเดือนยังไม่มีการกำหนดอย่างเป็นทางการ หากทราบวันแน่ชัดจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง ขอเชิญศิษยานุศิษย์ พุทธศาสนิกชน และผู้มีจิตศรัทธราทุกท่าน ร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพก่อสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพ พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมมากร(หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) ณวัดธาตุมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปากจ.นครพนม การทำบุญในครั้งนี้สามารถทำได้ด้วยการสั่งจองเหรียญ .................................................................. สำหรับท่านผู้มีจิตศรัทธาที่สนใจสั่งจองเหรียญสามารถทำได้ ดังนี้ จองออนไลน์ แบบฟอร์มการจอง : http://bit.ly/2DH6IrE Facebook พญานาค – พญาศรีสัตตนาคราช : https://bit.ly/2Ij6TIn Facebook วัดธาตุมหาชัย : https://bit.ly/2Q9QXLy Line ID : @phayanaga
  15. ปัญหาข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการใช้ข้อเข่ามาอย่างยาวนาน อายุที่เพิ่มขึ้น น้ำหนักตัว เคยประสบอุบัติเหตุ ทำให้กระดูกผิวข้อสึกกร่อน น้ำเลี้ยงบริเวณข้อเข่าลดน้อยลง จะเกิดการเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าตามมา ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ “การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า” เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยที่เป็น โรคข้อเข่าเสื่อม จะมีอาการแรกเริ่มคือ ปวดเป็น ๆ หาย ๆ เมื่อพักการใช้เข่า อาการปวดจะทุเลา และปวดมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานข้อมากขึ้น ในรายที่เป็นมากจะปวดตลอดเวลา ข้อฝืด ใช้งานไม่ถนัด ข้อผิดรูป ข้อเข่าจะเปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม เข่าบวมโต หรือบางรายมีขาโก่งออก แทนที่ผิวข้อเข่าเดิมที่เสื่อมชำรุดไป ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมากการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นมีหลายวิธีด้วยกันขึ้นอยู่กับอาการของคนไข้เป็นหลัก ซึ่งการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าเป็นหนึ่งวิธีการรักษา แล้วน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าคืออะไร การรักษาเป็นอย่างไร สามารถช่วยได้มากน้อยแค่ไหน ไปหาคำตอบกัน รู้จักน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า ตามปกติแล้ว น้ำไขข้อที่หล่อเลี้ยงข้อเข่าจะทำหน้าที่เหมือนน้ำมันที่ช่วยหล่อลื่นให้กระดูกเคลื่อนไหวได้ราบรื่น แต่ผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม น้ำเลี้ยงข้อจะมีความผิดปกติ คือ มีความเข้มข้นและความยืดหยุ่นลดน้อยลง เนื่องจากสาร Hyaluronic เสื่อมคุณภาพ กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายลงเรื่อย ๆ ทำให้เกิดอาการปวด บวม อักเสบภายในข้อ และเคลื่อนไหวไม่สะดวก คุณสมบัติของการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า น้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า เป็นสารสกัดของ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในน้ำเลี้ยงข้อปกติ ด้วยเหตุนี้น้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า จึงมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในเนื้อเยื่อของร่างกาย การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า จะช่วยปรับคุณภาพและสมดุลของปริมาณน้ำในข้อ ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบทำให้อาการปวดข้อลดลง การใช้ยาชนิดนี้อาจชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าออกไปได้ เมื่อไหร่ต้องฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า ในกลุ่มข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น-ปานกลาง หรือผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบใช้ยา แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าจะมีประสิทธิภาพในการรักษาประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าฉีดอย่างไร เมื่อแพทย์วินิจฉัยการรักษาแล้วว่าให้ฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท แบบโมเลกุลเล็ก จะทำการฉีดยาเข้าข้อเข่าที่มีอาการปวดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3-5 สัปดาห์ โดยแบ่งเป็นสัปดาห์ละ 1 หรือ 2 เข็มต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นกับอาการ ความรุนแรง หลังฉีดยาจะช่วยลดการปวดข้อผู้ป่วยสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น แบบโมเลกุลใหญ่ หรือฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าแบบ Single Shot โดยฉีดเพียงครั้งเดียว แต่สามารถลดอาการปวด อักเสบได้นาน 3-6 เดือน ซึ่งมีความสะดวกต่อคนไข้ในการเดินทาง ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือผลข้างเคียงจากการฉีดได้เป็นอย่างดี คำแนะนำหลังฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า หลังฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าแล้ว สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการเดินมาก ๆ ประมาณ 2-3 วัน เนื่องจากเป็นช่วงที่เรากำลังดูแลฟื้นฟูข้ออยู่ จึงควรดูแลข้อให้เต็มที่ โดยปกติแล้วการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าจะไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย อาจพบเพียงอาการปวด บวม แดง เหมือนการฉีดยาทั่วไป ซึ่งจะหายได้เอง หรืออาจใช้การประคบเย็นเพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้น และหลังฉีดยาควรพักการใช้ข้อเข่าอย่างน้อย 2 วัน ข้อยกเว้นสำหรับการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า การรักษาแบบนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะหากข้อเข่าของคนไข้มีการติดเชื้อมาก่อน หรือเป็นโรคผิวหนังในบริเวณที่จะต้องฉีดยา แพทย์ก็จะพิจารณาเป็นการรักษาด้วยวิธีอื่นแทน รวมทั้งไม่แนะนำให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมในระยะรุนแรงฉีด เพราะผลจากการรักษาจะออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าแล้ว สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการเดินมาก ๆ ประมาณ 2-3 วันแรก และอาจจะดูแลในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูหัวเข่า เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดทำให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอบคุณข้อมูลจาก นพ. นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน : https://www.nakornthon.com/Article/Detail/ปวดเข่า-ข้อเข่าเสื่อม-ซ่อมได้ด้วยการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า
×
×
  • Create New...