หมีน้ำ 239 Report post Posted March 7, 2013 จาก fanpage SInthorn Vista หรือ ของ Mr.Messenger จาก web pantip โพสไว้เมื่อวานนี้ถึงมหาอำนาจทางศก.โลก Us - เฮีย Ben Bernanke ย้ำว่า จะเลิกปั้มเงินจาก QE3+QE4 เข้าระบบต่อเมื่อ Unemployment Rate ของ US ลงมาที่ 6.5% แถมไปเรียกร้องให้กลุ่ม G7 หลีกเลี่ยงการแทรกแซงค่าเงิน EU - ECB กล่าวว่าการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินยูโรทำลายโอกาสการฟื้นตัวของศก.ยุโรป ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่า ECB พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อลดการแข็งค่าของค่าเงิน ซึ่งคงไม่พ้นการซื้อพันธบัตร Japan - ประธาน BOJ คนใหม่ กล่าวว่า หากเข้าดำรงตำแหน่งพร้อมที่จะซื้อพันธบัตรของทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงหุ้นเพื่อให้เม็ดเงินวิ่งไปธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้เพื่อช่วยกระตุ้นศก. China - รัฐบาลจีนอัดงบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 13 ล้านล้านหยวน เพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางศก. เรียกว่าทุกประเทศพร้อมที่กระตุ้นศก.หรือผ่อนคลายเชิงนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อพยุงและรักษาเสถียรภาพของประเทศตัวเอง 4 Quote Share this post Link to post Share on other sites
ส้มโอมือ 4,912 Report post Posted March 7, 2013 ตั้งศูนย์วิจัยทองคำเป็นตัวกลางเก็บข้อมูล โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 มีนาคม 2556 14:09 น. องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมมือตั้งศูนย์วิจัยทองคำ หวังเป็นตัวกลางรวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลวิเคราะห์วิจัยเชิงลึก และสะท้อนมุมมองผู้ประกอบการด้านทองคำ ผู้ลงทุนทองคำ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำต่อไปในอนาคต พร้อมแถลงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำครั้งแรก เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบเชิงวิชาการสำหรับการศึกษา และการลงทุน ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์วิจัยทองคำ ว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีความยินดีอย่างยิ่งที่องค์กรภาคเอกชนให้ความสำคัญ กับการพัฒนาองค์ความรู้ เฉกเช่นเดียวกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่พร้อมให้การสนับสนุนองค์กรภาคเอกชน ในการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ และสังคมอย่างแพร่หลาย การจัดตั้งศูนย์วิจัยทองคำ ถือเป็นบทบาทสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมทองคำที่กำลังมีการเติบโตอย่างมากใน ประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพึงพาข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรวดเร็ว อีกทั้งจะต้องเป็นข้อมูลเชิงลึกซึ่งมีการวิเคราะห์ และวิจัยจากองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญ ศูนย์วิจัยทองคำจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญในฐานะองค์กรกลางในการรวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึก พร้อมทั้งวิเคราะห์วิจัย เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ และนักลงทุน รวมถึงผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าสามารถนำข้อมูลที่ได้จากศูนย์ฯ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนทำให้อุตสาหกรรมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต การจัดตั้งศูนย์วิจัยทองคำ เป็นความร่วมมือขององค์กรภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บริษัทจีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ สมาคมค้าทองคำ และสมาคมเพชรพลอยเงินทอง ซึ่งแต่ละองค์กรมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำ ในประเทศให้มีความมั่นคงยั่งยืนต่อไปในอนาคต สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ นายวราวุธ เบญจาพุทธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยทองคำว่า ในฐานะตัวแทนซื้อขายสัญญาล่วงหน้า ซึ่งถือว่ามีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้แก่นักลงทุนเพื่อปกป้องความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นกับการลงทุนที่ไร้ข้อมูลพื้นฐาน บริษัทฯ จึงริเริ่มที่จะจัดตั้งองค์กรเพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและเผยแพร่ ข้อมูลทางวิชาการ และข้อมูลเชิงลึกให้แก่นักลงทุนที่ต้องการศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน และได้เล็งเห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง และยั่งยืน จึงได้ร่วมมือกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สมาคมค้าทองคำ และสมาคมเพชรพลอยเงินทอง เพื่อจัดตั้งศูนย์วิจัยทองคำ บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีส่วนในการพัฒนาศักยภาพของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนที่มีประสิทธิผลที่ดี และได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างคุ้มค่าด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ผ่านศูนย์วิจัยทองคำที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำ ให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมได้เช่นเดียวกัน นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึงการให้การสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์วิจัยทองคำว่า สมาคมค้าทองมีความตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลข่าวสาร และปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ดังนั้น สมาคมฯ จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์วิจัยทองคำ ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันข้อมูลของผู้ประกอบการค้าทองคำ ในการนำมาใช้ค้นคว้าวิจัย วิเคราะห์เชิงปริมาณ และคุณภาพ สำหรับเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่วงการค้าทอง และด้านการลงทุนของประเทศต่อไปในอนาคต นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือนมีนาคม ว่า จากการเก็บข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 535 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผู้ลงทุนทองคำ 428 ตัวอย่าง และผู้ค้าทองคำ 107 ตัวอย่าง พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ (Gold Price Sentiment Index) ประจำเดือนมีนาคมอยู่ที่ 44.07 จุด ซึ่งสะท้อนมุมมองในเชิงลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากปัจจัยสำคัญที่กลุ่มตัวอย่างคาดว่าจะมีผลต่อราคาทองคำ ได้แก่ การเก็งกำไร การแข็งค่าของค่าเงินบาทและทิศทางของสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ หากแยกดัชนีตามกลุ่มตัวอย่างจะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำของกลุ่มนักลงทุน อยู่ที่ 42.52 และกลุ่มผู้ค้าทองอยู่ที่ 49.47 แสดงว่า กลุ่มนักลงทุนมีมุมมองเชิงลบต่อความเชื่อมั่นราคาทองคำมากกว่ากลุ่มผู้ค้า ทองคำ จะเห็นได้จากค่าดัชนีฯ ของกลุ่มผู้ค้าทองซึ่งมีค่าใกล้ค่ากลางที่ 50 มากกว่ากลุ่มนักลงทุน โดยค่ากลางมีหมายความว่ากลุ่มตัวอย่างคาดการณ์ว่า ราคาทองคำจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ทั้งกลุ่มนักลงทุน และกลุ่มผู้ค้าทองคำมีมุมมองเชิงบวกที่ตรงกัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ (Gold Price Sentiment Index) ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 75.72 จุด แยกเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนดัชนีอยู่ที่ระดับ 73.29 จุด กลุ่มผู้ค้าอยู่ที่ระดับ 80.48 จุด สะท้อนมุมมองในเชิงบวก หรือเชื่อมั่นว่าราคาทองคำในประเทศจะปรับตัวขึ้นอีกครั้งในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวถึงหลักเกณฑ์และข้อมูลในการจัดทำความเชื่อมั่นราคาทองคำ ว่า ดัชนีชี้วัดราคาทองคำ เป็นการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง เช่น กลุ่มผู้ค้าทองคำ ผู้ลงทุนในทองคำทั้งทองแท่ง และทองรูปพรรณ กองทุนทองคำ รวมทั้งผู้ที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) โดยสอบถามเรื่องทัศนคติต่อราคาทองคำในช่วง 1 และ 3 เดือนข้างหน้า และถ่วงน้ำหนักด้วยวิธีทางสถิติ นอกจากนี้ ยังระบุให้กลุ่มตัวอย่างกำหนดปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ เพื่อสะท้อนมุมมองของกลุ่มตัวอย่าง ให้ทราบถึงปัจจัยที่อยู่ในความสนใจของกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด โดยจะมีการนำเสนอในรูปแบบของรายงานผลเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งกระบวนการวิจัยนี้ผ่านการพิจารณาถึงความครอบคลุมและความเกี่ยวข้องกับ ความเชื่อมั่นของราคาทองคำในช่วงเวลาที่กำหนด สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำจะจัดทำเป็นประจำทุกเดือน โดยจะมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่าน website ของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สมาคมค้าทองคำ สมาคมเพชรพลอยเงินทอง บริษัท จีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด หอการค้าจังหวัดทุกแห่ง และพันธมิตร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถาม หรือขอรับผลการวิจัยได้ที่ 0-2673-9911 ต่อ 650 หรือ kamoltun@gtwm.co.th Quote Share this post Link to post Share on other sites
ส้มโอมือ 4,912 Report post Posted March 7, 2013 Jimmy Siri ***สำหรับใครที่ยังมึนงงสงสัยกับปรากฏการณ์หนึ่งที่กำลังปรากฏขึ้นในแวดวงการเมือง การเงิน การคลังสหรัฐซึ่งก็คือ "Sequestration" ว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วจะมีผลกระทบอะไรกับตลาดบ้าง เพียงแต่ช่วงที่เรื่องนี้มีผลบังคับใช้ขึ้นมา พวกเราชาวไทยมัวแต่ลุ้นผลการเลือกตั้งผู้ว่ากันอยู่ ก็เลยต้องเอามาขยายความกันหน่อยครับ*** >>> Credit : Mr.Messenger@Pantip $$… สุดท้ายก็ Sequestration ว่าแต่... แล้วมันคืออะไร? …$$ ผ่านวัน Deadline 1 มี.ค. กันไปเรียบร้อย และผลก็ออกมาเป็นอย่างที่นักวิเคราะห์การเมืองกังวลกัน นั้นก็คือ ทำเนียบขาว และสภาคองเกรส ไม่สามารถตกลงกันได้ในรายละเอียดเงื่อนไขของมาตรการภาษีที่หมดอายุในปีนี้ และนั้นเป็นสาเหตุให้เราได้ยินคำว่า “Sequestration” อยู่บนหน้าสื่อด้านการลงทุนแทบทุกสื่อ ณ ชม. นี้ เราไปทำความรู้จักกับคำๆนี้กันครับ Q : Sequestration คืออะไรหว่า? A: Sequestration เป็นกระบวนการตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายภาครัฐบาลล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ หากรัฐสภาไม่สามารถอนุมัติแผนรัดเข็มขัดเป็นจำนวนอย่างน้อยคือ $1.2trillion ภายในปี 2556 นี้ มูลค่าการใช้จ่ายที่ภาครัฐจะถูกตัด ออก จะเท่ากับ ส่วนต่างของแผนที่อนุมัติ กับ $1.2trillion โดย ครึ่งหนึ่งของส่วนต่าง จะไปตัดงบที่กระทรวงกลาโหม ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งไปแบ่งตัดออกจากกระทรวงอื่น สำหรับการใช้จ่ายที่ไม่สามารถตกลง กันได้ครั้งนี้ ส่วนต่างกันกล่าว เป็นวงเงินอยู่ที่ $85,000million โดยการตัดงบประมาณครั้งนี้ ราวๆ $42,500Million ไปตัดงบกลาโหม ที่เหลืออีกครึ่งก็ไปโดนที่กระทรวงอื่นๆแตกต่างกันไป Q : ทำไมต้องมีกระบวนการนี้? A : กระบวนการนี้ อยู่ในบทกฏหมายชื่อ Budget Control Act คือ การบังคับตัดลดงบประมาณใช้จ่ายของรัฐบาลล่วงหน้า ตั้งแต่ปี 2556-2564 (คศ. 2013-2021) มีไว้เผื่อในกรณีที่รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว และไม่สามารถตกลงหาทางแก้ไขได้ ซึ่งจะทำให้ ประเทศสหรัฐฯเอง สามารถลดรายจ่าย และลดภาระหนี้ได้อย่างทันท่วงที มิฉะนั้นจะกลายเป็นหนี้มหาศาลโดยที่ตกลงกันไม่ได้ซักทีเหมือนอย่างประเทศในแทบยุโรป ส่วนตัว ผมมองว่า ถือเป็นข้อดีที่มี Sequestration เพราะ แผนประชานิยมใดๆที่ทำให้รายได้ของรัฐบาลขาดไป ระบบนี้จะไปตัดจ่ายใช้จ่ายออกอัตโนมัติทันที ทำให้รายได้ และรายจ่าย ไม่เหวี่ยงจนเกินภาวะขาดดุลหนักเกินไปในระยะยาว Q : สาเหตุของการทำ Sequestration คืออะไรหนอ? A : ถ้ายังทำ Fiscal Cliff ปลายปีที่แล้วได้ อย่าลืมว่าวันนั้น Obama กับพรรครีพลับริกัน ยังไม่ได้ตกลงกันนะครับ ว่าจะต่อมาตรการภาษีอันนั้น แต่ตกลงว่า อีก 2 เดือนค่อยมาคุยกันใหม่อีก ซึ่ง Deadline มันก็คือ วันที่ 1 มี.ค. อย่างที่บอก และเราก็ได้เห็นกันแล้วว่า ตกลงกันไม่ได้ T_T Q : เหตุการจะเป็นเยี่ยงไรต่อไป? A : Sequestration เป็นแค่ปมแรก ในอีกหลายๆปมที่จะตามมาในปีนี้ที่รัฐบาลอเมริกาเองต้องแก้ และ Ben Bernanke ประธานเฟด ก็เคยบอกโรงเตือนมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งว่า อยากให้นักการเมืองจริงจังในการช่วยกันให้ประเทศเดินหน้าเสียที ที่บอกว่ามีอีกหลายปม ก็คือ วันที่ 26 มี.ค. ที่จะถึง กฏหมายจัดสรรเงินทุนระยะสั้นให้แก่หน่วยงานรัฐบาลจะหมดอายุลงก่อน จากนั้น ตามมาด้วย แผนงบประมาณปี 2557 ที่จะต้องสรุปตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. นี้ หลังจากนั้น วันที่ 19 พ.ค. เป็นวันที่ สหรัฐฯ จะต้องไปเผชิญกับการต่อรองทางการเมืองเรื่อง Debt Ceiling เพราะหนี้ วิ่งมาชนเพดานอีกแล้ว - -“ นั้นหมายความว่า แก้ปัญหาอันนี้ไม่ได้ ก็เหมือนกับจะบอกกลายๆว่า Democrat และ Republican ก็ยังเถียงกันจนวินาทีสุดท้าย แล้วนี้มีวาระแห่งชาติรออยู่ข้างหน้าอีก 3 วาระ มันจะรอดกันไหมเนี่ย Q : แสดงว่า กระทบแค่ความเชื่อมั่นนี่นา แต่ถ้าผ่านได้ก็ไม่มีไรใช่หรือเปล่า? A : Sequestration ไม่ได้ตัดงบประมาณทันทีทั้งก้อน $85,000million ก็จริง แต่ก็ทยอยตัดงบทันทีตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมาแล้วครับ และจะหยุดตัดเมื่อถึงวันที่ 30 ก.ย. ปีนี้ เยอะนะครับ ภายใน 7 เดือน เงินเยอะขนาดนี้ ซึ่งผลกระทบที่ Congressional Budget Office (CBO) เขามองไว้ก็คือ ภายในปีนี้ รัฐบาลอาจต้องเลิกจ้างงานจำนวนกว่า 750,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ แถม IMF ก็ออกมาบอกว่า การทำ Sequestration ครั้งนี้ น่าจะทำให้ GDP ของอเมริกาเอง ลดลงราว 0.5% ทีเดียว Q : เอร๊ยยย น่ากลัวอ่ะ อเมริกาจะเข้า Recession อ๊ะป่าว ขายหุ้นทิ้งดีกว่า >.< A : ตั้งสตินิดเนิงนะครับ อย่าเอานิสัยแมงเม่ามาใช้ หัวเราะ Sequestration ถึงแม้จะถูกใช้มาแล้ว แต่เป็นการทยอยตัดจ่าย ดังนั้น ถ้าทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ยังพยายามคุยกัน ตกลงกันให้ได้ภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า ไม่ให้กระทบกับงบประมาณปี 2557 และงบประมาณอื่นๆ ก็ยังถือว่า ไม่ได้น่ากลัวอะไรมาก Q : มาตรการอะไรที่ Democrat กับ Republican ตกลงกันไม่ได้? A : Democrat นั้นมีฐานเสียงเป็นคนชนชั้นกลางและระดับล่าง ดังนั้นชัดเจนว่า Democrat ไม่ต้องการให้สิทธิคนรวยได้ลดหย่อนภาษีที่ได้มาตั้งแต่สมัยจอร์จ บุช ได้อีก ซึ่งส่วนทางกับ Republican ที่มีฐานเสียงเป็นคนรวย ชนชั้นสูงในสังคม แถม Democrat กุมสภาสูง แต่ Republican ได้เสียงข้างมากในสภาล่าง เสียงแตกแบบนี้ คงทำงานแบบ “ไร้รอยต่อ ยากหน่อย” (ขอแซว อิอิ) Q : เราก็ว่า เห็นข่าวออกมา หุ้นอเมริกาไม่เห็นโดนทิ้งอะไรลงมาเลย โฮะๆๆๆ งั้น ซื้อเว้ยยยย พวกเรา \^o^/ A : แสดงความเป็นเม่าสุดๆ เหอะๆ มี Super Deadline ครับ ถ้าเลยวันที่ 19 พ.ค. นี้ไป ยังตกลงอะไรกันไม่ได้ แถม Debt Ceiling ก็ไม่มีข้อสรุปละก็ เมื่อนั้น ตลาดหุ้นอาจจะพังจริงๆก็ได้นะ แต่เอาอดีตสองครั้งที่ตลาดกังวลกับปัญหาหนี้ในอเมริกามาให้ดูช่วง ปี 2011 กับ ปีที่แล้ว จะเห็นว่า ตอนที่ S&P ตัดสินใจหั่น Credit Rating อเมริกา ตอนนั้น ตลาดลงแรงกันหมดทั่วโลก แต่ในปี 2012 นั้น ตลาดแค่กังวล ไปไหนได้ไม่ไกล แต่สุดท้าย ทั้งสองครั้ง ตลาดก็วิ่งกลับมาเป็นขาขึ้นอยู่ดี โดยเฉพาะหุ้นไทย Q : แสดงว่า หุ้นไทยเรา ไม่เกี่ยวกับ Sequestration ครั้งนี้? A : ต้องบอกว่า ผลกระทบอยู่ในวงจำกัดมากกว่าครับ เพราะโอกาสยังสามารถพลิกไปพลิกมาได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่า ทั้งสองพรรคในอเมริกา เมื่อไหร่จะเจรจาตกลงกันได้ (ซึ่งเป็นเรื่องยากที่เราจะรู้ใจของเค้านะ) มองในแง่ดี อย่าลืมว่า Fiscal Cliff ที่กังวลว่าจะตกหน้าผาในตอนแรก วงเงินสูงถึง $600,000Million ตกมาจริงๆ ไม่ถึง 15% ของมาตรการทั้งหมดนะครับ แสดงว่า ตกลงกันไปได้ก็มากมายอยู่ ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก ^^ ------------------------ โชคดีในการลงทุนครับ 8 ชั่วโมงที่แล้ว 4 Quote Share this post Link to post Share on other sites
ส้มโอมือ 4,912 Report post Posted March 7, 2013 Jimmy Siri ตอนนี้คงพอจะเข้าใจแล้วว่ากระบวนการ Sequestration คืออะไร แต่คำถามที่สำคัญต่อมาที่สำคัญกว่านั้นคือ มันจะทำให้อะไรๆดีขึ้นหรือไม่ คำตอบก็คือ ......ไม่เล้ยยยย !!! นั่นก็เพราะว่า ในขณะที่กระบวนการทางงบประมาณด้านบนเริ่มไปบังคับตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ลง 85 Billion แต่.....ในขณะที่อเมริกาเป็นหนี้สินพอกพูนเพิ่มขึ้นทั้งกู้เพิ่ม ทั้งดอกทบต้น ที่**วันละ " 80 Billion($80,000,000,000)" เน้นว่าเพิ่มขึ้นทุกๆวัน วันละ 80 พันล้านเหรียญนะครับ ดังนั้นแล้ว กระบวนการ "นับถอยหลัง" ของเรายังต้องดำเนินต่อไปในอัตราเร่งเดิม เพียงแต่มีการออกอาการมาให้เห็นมากขึ้นเท่านั้นเอง...555 สรุปว่าเข้าใจแล้วนะครับว่ามันคืออะไร แล้วที่มากกว่านั้นก็คือ ต้องมองเห็นความเป็นจริงและความเป็นไปสำคัญกว่ามากครับ http://www.zerohedge.com/news/2013-03-01/there-goes-sequester 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
ส้มโอมือ 4,912 Report post Posted March 7, 2013 Norimaki Arale แสดงว่าจะมีคนกลุ่มใหม่ตกงานและเริ่มเบี้ยวหนี้รอบใหม่ด้วย ผมว่ามันจะเหมือนตอน 2008 อีกรอบรึเปล่า?!?8 ชั่วโมงที่แล้ว · ถูกใจ · 2 Jimmy Siri นั่น คงเป็นทิศทางที่พวกเราคาดการณ์หรือรู้กันในกลุ่มนี้น่ะครับว่ามันจะไปทางไหน เพียงแต่มีกรอบเวลาและอีกบางกระบวนการหรือขั้นตอนที่จะนำไปสู่จุดนั้น ดังนั้นคงต้องดูกันไปเรื่อยๆครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูข้อมูล "ทางลับ" หรือ "นอกตำรา" ประกอบกัน ส่วนรอบนี้นั้น ถ้าเกิดคงไม่เหมือน 2008 แล้วครับ เพราะสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไปมากแล้ว (เป็นบอลลูนแล้วไม่ใช่ฟองสบู่) โดยเฉพาะเครื่องไม้เครื่องมือและกระสุนก็ถูกงัดออกมาใช้จนแทบไม่เหลือแล้ว เลยมาจอดอยู่ที่ตรงนี้ แต่ ว่าก็ว่ามันคงอยู่ที่คนคุมเกมส์และเดินเกมส์มากกว่าว่าจะ "ถอดปลั๊ก" เมื่อไหร่ หลายวันก่อนเห็นข้อมูลนึงพูดถึงอาจจะมีการสร้าง Event หรือเหตุการณ์ใหญ่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเพื่อจุดชนวนการล้มของเศรษฐกิจและ ดอลล่า ในขณะที่อีกทางหนึ่งก็ทำให้เกิดภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การว่างงาน ตลาดหุ้นโดยรวม แล้วความผิดทั้งหมดก็จะถูกโยนไปที่เหตุการณ์นั้นและผู้กระทำ(แพะ) เพื่อให้คณะบริหารของโอบาม่ายังมีความชอบธรรมในการดำรงอยู่และบริหารงานต่อ ไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหกรรมจับแพะหลังจากนั้นก็จะนำไปสู่อะไรอีกมากมาย ซึ่งก็คงเป็นงานถนัดของเค้าอยู่แล้วล่ะครับ ก็ เป็นอีกความเป็นไปได้ที่ได้ยินมาแล้วเอามาเล่าสู่กันฟังครับ เรามามุงดูกันไปเรื่อยๆดีกว่า แต่ถ้ามีอะไรขึ้นมาแล้วก็วิ่งให้ทันก็แล้วกัน...555+ 5 Quote Share this post Link to post Share on other sites
Sakai 12 Report post Posted March 7, 2013 ขอบคุณครับ คุณส้มโอมือ Quote Share this post Link to post Share on other sites
deb99 290 Report post Posted March 7, 2013 ขอบคุณครับ Quote Share this post Link to post Share on other sites
ส้มโอมือ 4,912 Report post Posted March 7, 2013 'โอบามา-รีพับลิกัน'ผ่อนท่าทีแข็งกร้าวเรื่องวิกฤตงบประมาณ โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2556 00:31 น. เอเจนซี/เอเอฟพี - สภาผู้แทนราษฎรอเมริกันลงมติในวันพุธ (6 มี.ค.) ผ่านร่างกฎหมายอุดหนุนเงินพิเศษซึ่งจะป้องกันไม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯอยู่ในภาวะ ถังแตกไปได้ชั่วคราวจวบจนถึงสิ้นเดือนกันยายน โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติการทางทหาร วันเดียวกันนั้นเอง ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ก็เลี้ยงอาหารเย็น ส.ว.รีพับลิกันหลายคน กลายเป็นการจุดประกายความหวังที่ว่าความขัดแย้งของเดโมแครตกับรีพับลิกันอาจ จะคลี่คลายได้บ้าง กระนั้นก็ตาม พวกผู้เชี่ยวชาญไม่คิดว่า ทำเนียบขาวกับรัฐสภาจะหาทางประนีประนอมกันได้สำเร็จในวิกฤตงบประมาณที่ยังคง ค้างคาอยู่ขณะนี้ สภาล่างของสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนน 257-151 เสียง อนุมัติร่างกฎหมายสนับสนุนด้านการเงินชั่วคราวให้แก่รัฐบาลในด้านการปฏิบัติ การทางทหาร ไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณปัจจุบันในวันที่ 30 กันยายน โดยหากไม่มีร่างกฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลจะขาดแคลนเงินสดใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 27 เดือนนี้ ความเคลื่อนไหวคราวนี้มีขึ้นในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีโอบามา เชิญวุฒิสมาชิกรีพับลิกันหลายคนกินอาหารเย็นชนิดที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักเมื่อ คืนวันพุธในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ซึ่งก่อให้เกิดความหวังว่า อาจจะมีการประนีประนอมเสนอทางสายกลางในการทำให้สถานการณ์คลังของประเทศมี ความยั่งยืนในระยะยาว โดยจะที่เป็นที่พอใจของทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ขณะที่เจ้าหน้าที่ในคณะรัฐบาลโอบามาเปิดเผยก่อนอาหารค่ำว่า โอบามาหวังจะฉวยโอกาสที่วิกฤตงบประมาณยังไม่ลุกลามมากไปกว่านี้ เปิดเจรจากับรีพับลิกันเพื่อบรรลุข้อตกลงลดยอดขาดดุลอย่างครอบคลุม ด้วยการแสดงความพร้อมที่จะพิจารณามาตรการลดงบรายจ่ายต่างๆ ตามที่ฝ่ายรีพับลิกันเรียกร้อง แม้อาจไม่เป็นที่ถูกใจพวกสมาชิกพรรคเดโมแครตชองเขาเองนัก เป็นต้นว่า การตัดลดงบสำหรับระบบบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาลผู้สูงวัย วุฒิสมาชิกรีพับลิกันหลายคนถูกพบเห็นอยู่หน้าโรงแรมในกรุงวอชิงตัน หลังมีข่าวว่าได้รับเชิญรับประทานอาหารค่ำจากประธานาธิบดีโอบามา อย่างไรก็ดี การพบปะครั้งนี้ระหว่างประธานาธิบดีจากเดโมแครตกับพวกวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน เป็นต้นว่า จอห์น แมคเคน ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเผชิญหน้าระหว่างทำเนียบขาวกับรีพับลิกันใน รัฐสภาในเวลานี้ในประเด็นการตัดลดงบประมาณรายจ่ายอย่างอัตโนมัติแบบเหมารวม มูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์ ที่เริ่มมีผลแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ที่ผ่านมา เพียงแต่บ่งชี้ว่า ทั้งสองฝ่ายรับรู้ว่า ความอดทนของผู้ออกเสียงชาวอเมริกันเริ่มลดลงเป็นลำดับ เนื่องจากมาตรการตัดลดเหมารวมดังกล่าวกำลังจะทยอยแสดงผลอันสร้างความยาก ลำบากในการดำเนินชีวิตของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่น อีกไม่นานนักชาวอเมริกันจะพบความล่าช้าในการเวลาไปใช้บริการในสนามบิน ฯลฯ นอกจากพบปะกับวุฒิสภารีพับลิกันแล้ว แหล่งข่าวในรัฐสภาและในทำเนียบขาวระบุตรงกันว่า โอบามายังมีกำหนดการเลี้ยงอาหารกลางวัน พอล ไรอัน ส.ส.รีพับลิกันที่เป็นประธานด้านงบประมาณของสภาล่าง และ คริส แวน ฮอลเลน ส.ส.เดโมแครตคนสำคัญที่สุดในคณะกรรมาธิการชุดนี้ ในวันพฤหัสบดี(7) อีกด้วย สำหรับร่างกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติของสภาล่างไปแล้วเมื่อวันพุธ ระบุถึงการสนับสนุนงบประมาณพิเศษเฉพาะทางด้านการทหารและปฏิบัติการความมั่น คงอื่นๆ ส.ส.เดโมแครตจำนวนมากยังคงโหวตคัดค้านร่างกฎหมายนี้ เนื่องจากเห็นว่า ไม่ช่วยให้คณะรัฐบาลมีช่องทางที่จะผ่อนปรนมาตรการตัดลดงบรายจ่ายแบบเหมารวม อัตโนมัติ สำหรับพวกโครงการภายในประเทศ เป็นต้นว่า โครงการด้านการศึกษา คริส แวน ฮอลเลน สมาชิกอาวุโสของเดโมแครตในคณะกรรมาธิการงบประมาณสภาผู้แทนฯ วิจารณ์ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ช่วยป้องกันการปลดพนักงานภาครัฐ 750,000 ตำแหน่งอันเป็นผลจากการตัดลดงบประมาณรายจ่ายแบบเหมารวมอัตโนมัติ เวลานี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้กำลังถูกส่งต่อไปพิจารณากันในวุฒิสภาซึ่งพรรคเดโมแครตเป็น ฝ่ายคุมเสียงข้างมาก โดยที่ แฮร์รี รีด ผู้นำเสียงข้างมากในสภาสูงในปัจจุบัน แถลงว่า วุฒิสมาชิกจำนวนมากมีความประสงค์ที่จะแปรญัตติขยายร่างฉบับของสภาล่างนี้ให้ กว้างขวางมากขึ้น เพื่อให้พวกหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฝ่ายทหาร เป็นต้นว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับประโยชน์จากเงินพิเศษไปจนกระทั่งสิ้นเดือนกันยายนนี้ด้วย รีดคาดหมายว่า วุฒิสภาน่าจะลงมติผ่านร่างฉบับแก้ไขแปรญัตติของตนได้ทันในสัปดาห์หน้า จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ร่างกฎหมายซึ่งผ่านสภาทั้งสอง จะมีข้อความไม่ตรงกัน จึงจะต้องตั้งคณะทำงานจากทั้ง 2 สภาเพื่อปรับให้กลายเป็นฉบับเดียวกัน และถ้าสภาทั้งสองต่างลงมติยอมรับร่างฉบับประนีประนอมโดยไม่มีการแก้ไขอะไร อีก จึงจะสามารถส่งให้ประธานาธิบดีโอบามาพิจารณาลงนามประกาศบังคับใช้ต่อไป 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites
milo 888 Report post Posted March 8, 2013 (edited) Q : มาตรการอะไรที่ Democrat กับ Republican ตกลงกันไม่ได้?A : Democrat นั้นมีฐานเสียงเป็นคนชนชั้นกลางและระดับล่าง ดังนั้นชัดเจนว่า Democrat ไม่ต้องการให้สิทธิคนรวยได้ลดหย่อนภาษีที่ได้มาตั้งแต่สมัยจอร์จ บุช ได้อีก อันนี้รามถึงที่จะเก็บภาษีจากกำไรในการซื้อขายหุ้นเต็มอัตราด้วยหรือเปล่าครับ ผลกระทบจาก Sequestration ยังไม่เกิดขึ้นให้เห็นชัดเจนในทีเดียว แต่ถ้ามีการเก็บภาษีเต็มล่ะก็จะเห็นผลกระทบชัดเจนมากเลย ไม่รู้ว่ากระทบถึงการซื้อขายทองจริงด้วยหรือไม่ครับ เคยมีการเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้นในไทยหรือไม่ ถ้ามีเมื่อไร ... และปริมาณการซื้อขายคงลดลงไปเยอะเลย Edited March 8, 2013 by milo Quote Share this post Link to post Share on other sites
milo 888 Report post Posted March 8, 2013 โครงการดีๆ ขอเอามาแปะหน่อย ธนาคารน้องใหม่ เพิ่งเปิดตัวมาเพียงไม่กี่เดือน แต่มีเวลาที่เหล่าคนอาสามาฝากไว้กว่าแสนชั่วโมงแล้ว! คอนเซ็ปต์ของ “ธนาคารจิตอาสา” คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เข้ามาประกาศความตั้งใจที่จะแบ่งปันเวลาให้กับสังคม พวกเขาเริ่มจากจัดทำเว็บไซต์ธนาคารจิตอาสา (www.jitarsabank.com) เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาฝากเวลาไว้ พร้อมๆ กับบอกความสนใจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม หมาแมว เด็ก คนชรา ศาสนา และสารพัดความสนใจ ที่อยากแบ่งปันเวลาไปเพื่อสิ่งเหล่านั้น แถมท้ายด้วยการบอกความถนัดและทักษะที่มี เช่น ขับรถเป็น ทำอาหารได้ สอนหนังสือ แปลและพูดภาษาต่างประเทศได้ จากนั้นระบบก็จะแนะนำงานอาสาที่สอดคล้องกับความสนใจและทักษะของเขา 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites
หมีน้ำ 239 Report post Posted March 8, 2013 อันนี้รามถึงที่จะเก็บภาษีจากกำไรในการซื้อขายหุ้นเต็มอัตราด้วยหรือเปล่าครับ ผลกระทบจาก Sequestration ยังไม่เกิดขึ้นให้เห็นชัดเจนในทีเดียว แต่ถ้ามีการเก็บภาษีเต็มล่ะก็จะเห็นผลกระทบชัดเจนมากเลย ไม่รู้ว่ากระทบถึงการซื้อขายทองจริงด้วยหรือไม่ครับ เคยมีการเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้นในไทยหรือไม่ ถ้ามีเมื่อไร ... และปริมาณการซื้อขายคงลดลงไปเยอะเลย เมืองไทยไม่เก็บภาษีจาก capital gain ครับ แต่ถ้าปันผลจะเก็บ (แต่ capital gain มี VAT อยู่แล้ว) ส่วนของสหรัฐผมไม่แน่ใจว่าเก็บอย่างไร แต่เท่าที่ไปหาข้อมูลมาไม่รู้ว่าถูกรึผิดจาก wiki คือ capital gain tax จะแบ่งย่อยค่อนข้างเยอะขึ้นอยู่กับรายได้ด้วย แต่หากถือครองมากกว่า 1 ปีจะไม่เสียภาษี ถ้าต่ำกว่า 1 ปีปัจจุบันจะเสียที่ 15% ขึ้นอยู่กับรายได้ อ้างอิงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Capital_gains_tax_in_the_United_States ครับ แต่ที่คุยกันคือจะเพิ่มเป็น 20% คิดว่าที่เถียงกันคือไม่อยากให้ขึ้นภาษีกับคนที่เสียภาษี 35% ของรายได้อยู่แล้วครับ 2 Quote Share this post Link to post Share on other sites
Jocho 246 Report post Posted March 8, 2013 พึ่งเสร็จงานเลยมาเปิดกราฟดู ลองเปิดกราฟทองH4เเล้วกลับหัวดูครับ ผมกำลังหลอกตัวเองว่าป่าวว่า กราฟกำลังทำไหล่ซ้ายเเบบบึกๆ ถ้ามันบึกจริง คงต้องรอคุณกัปตันมาปล่อยจรวด เป้าหมาย1683 ขำๆนะครับ 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites
milo 888 Report post Posted March 8, 2013 เมืองไทยไม่เก็บภาษีจาก capital gain ครับ แต่ถ้าปันผลจะเก็บ (แต่ capital gain มี VAT อยู่แล้ว) เอ แล้วต่างชาติที่ซื้อขายทำกำไรในไทย โดนภาษีรึป่าวครับ Quote Share this post Link to post Share on other sites
deb99 290 Report post Posted March 8, 2013 ขอบคุณครับ Quote Share this post Link to post Share on other sites
milo 888 Report post Posted March 8, 2013 ไปได้ข้อมูลมาเพิ่ม น่าสนใจดีครับ เมกาเขาเก็บภาษี 2 แบบ (1) กำไรและขาดทุนสำหรับการลงทุนระยะยาว คือ ซื้อหุ้นแล้วถือไว้ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เมื่อขายได้กำไรก็จะถือเป็นกำไรจากการลงทุนระยะยาว (Long Term Gain) กฎหมายของอเมริกาให้นำกำไรเพียงครึ่งหนึ่งมาเสียภาษี กล่าวคือ ได้รับการยกเว้นภาษี 50% อีก 50 %ต้องเสีย (ในอัตราที่คุณหมีน้ำบอก) (2) กำไรและขาดทุนระยะสั้น แต่มีนักเล่นหุ้นอีกพวกหนึ่งซึ่งซื้อขายกันเร็วในลักษณะเก็งกำไร (Speculator) คนพวกนี้อเมริกาถือเป็นนักค้าหุ้น (Stock Trader) ไม่ใช่นักลงทุน กำไรก็ต้องนำมาเสียภาษีทั้งก้อน 100% ที่น่าสนใจก็คือ ทั้ง 2 แบบ ถ้าขาดทุน ก็หักภาษีได้ เช่นกัน ภาษีนี่บัฟเฟตบอกว่าหากไม่มีการซื้อขายระยะยาวจริงๆ หลายๆ ปี จะเกิดตัวเลขอัศจรรย์ เพราะจำนวนเงินที่ไม่ต้องเสียภาษีเป็นกำไรทบต้น ผมก็จำไม่ได้ว่ากี่% http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007march12p9.htm แต่ในตลาดทองคำไม่รู้ว่าเสียแบบเดียวกันรึป่าว ใครเคยมีประสบการณ์บ้างครับ 1 Quote Share this post Link to post Share on other sites